ไปคุยกับราชบัณฑิตอายุ 90 อะไรกันนักกันหนากับพาราควอต? 0 4097

“อะไรกันนักกันหนากับพาราควอต”..หมอสมชัย บวรกิตติ (ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา) บ่นพึมพำเมื่อไปบอกเล่าข่าวโหมพาราควอตในระยะนี้ว่าเขาจะห้ามนำพาราควอตเข้าประเทศอีกแล้ว เขาจะไม่ให้เกษตรกรใช้พาราควอตกำจัดวัชพืช และจะห้ามใช้สารเคมีอีกหลายตัวที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ

คุณหมอบอกว่า “เห็นได้ชัดว่าเป็นการดำเนินการโดยกลุ่มบุคคลซ้ำๆ ที่ไม่มีความรู้จริงเรื่องสารเหล่านี้” และ โดยคนอีกกลุ่มที่ไม่หางานทำที่เป็นสาระประโยชน์ ท่านว่า “คนที่รู้ความแล้วคงพอรู้ว่าสารทุกชนิดที่คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ทางเกษตรกรรมหรือทางแพทย์เป็นสารพิษทั้งนั้น” มากน้อยแล้วแต่ชนิดสาร “แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารพิษจริงๆ ก็หาวิธีการควบคุมการใช้ให้ถูกต้อง” ยาที่หมอใช้รักษาคนไข้ก็มีพิษ แต่เขามีเอกสารแจ้งวิธีใช้ที่ถูกต้อง ถ้าคนไข้เอาไปใช้อย่างถูกต้องก็ได้ประโยชน์และไม่เกิดโทษ มีข่าวบ่อยๆ ที่คนเอายาไปกินฆ่าตัวตายกัน

สารทางเกษตรกรรมก็เช่นกัน ถ้ามีการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง การใช้ก็เป็นประโยชน์ไม่เกิดโทษ อย่างเช่น “พาราควอตที่คนเอาไปดื่มฆ่าตัวตายหรือดื่มเพราะความเผลอเรอก็ป้องกันได้ หากมีวิธีการอื่น” เช่น ให้จำหน่ายสารเจือจางบรรจุถังที่เปิดใช้ไม่ได้แบบถังแก๊สหุงต้ม ให้ขายทั้งถังชนิดความเข้มต่างๆ ตามที่เกษตรกรใช้กัน เมื่อจะใช้ก็เสียบสายพ่นที่พ่นละอองขนาดใหญ่ไม่ให้สูดหายใจเข้าปอด โดยวิธีนี้เกษตรกรไม่ต้องซื้อสารเข้มข้นไปเจือจางเองที่เกิดอันตรายได้ และไม่ต้องกลัวใครในบ้านเอาไปดื่มไปอาบฆ่าตัวตาย ไม่ต้องกลัวว่าจะหายใจเข้าปอด

“และถ้าแต่งเนื้อแต่งตัวป้องกันถูกต้องและรู้จักฉีดตามทิศทางลมที่ถูกต้องก็ไม่กลัวการเปียกปอนเสื้อผ้า และที่จริงแล้วพาราควอตที่นำมาฉีดก็เจือจางมากถูกตัวก็ไม่มีอันตราย พอไปอาบน้ำล้างตัวก็ปลอดภัย ที่ว่าพ่นลงดินแล้วลงไปปนเปื้อนแหล่งน้ำก็ไม่น่ากลัว เพราะสารเจือจางมากแล้วลงไปในน้ำก็ยิ่งเจือจางมากขึ้น ไม่เป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตอะไร และก็อยู่ในน้ำไม่กี่วันก็สิ้นความเป็นพาราควอต”

หมอสมชัยว่าพอรู้เรื่องพาราควอตทางการแพทย์บ้าง “เคยพบคนไข้ที่ดื่มพาราควอตฆ่าตัวตาย แต่ยังไม่เคยพบเกษตรกรเป็นโรคพิษพาราควอต เคยอ่านรายงานพบพาราควอตในเลือดหญิงท้องแก่มาคลอดลูกและพบในเลือดสายสะดือ แต่ไม่ได้รายงานอาการพิษพาราควอตในแม่และเด็ก คงไม่มีจึงไม่บอกไว้” ถ้าจะให้คิดว่าพาราควอตมาจากไหนก็ว่าคงดื่มกินพาราควอตเจือจางปริมาณน้อยๆ ก่อนมาโรงพยาบาลไม่นาน เพราะตอนท้องแก่มากๆ คงออกไปทำงานพ่นพาราควอตไม่ไหว และถ้าได้รับมากๆ ก็คงต้องไปโรงพยาบาลแล้ว และลูกในท้องก็น่าจะเสียชีวิตก่อนคลอดแล้ว

เรื่องโรคพาร์ฅินสันในเกษตรกร ตัวเองไม่ใช่หมอโรคประสาท และอาจไม่ได้ติดตามเอกสารวิชาการเพียงพอ เลยไม่เคยพบเห็นรายงานโรคพาราควอตในเกษตรกรในประเทศไทย ถ้ามีก็อยากได้รายงานมาอ่านประดับความรู้บ้าง ใครมีเอกสารกรุณาทำบุญคุณ เรื่องโรคพาร์ฅินสันถ้าพบในเกษตรกรก็ต้องดูอายุผู้ป่วยด้วย เพราะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปไม่ต้องสัมผัสพาราควอตก็เป็นโรคพาร์ฅินสันได้

อ่านรายงานข่าวเรื่องผู้ป่วยติดเตียงเยอะขึ้น ทำไมต้องเอาไปเกี่ยวกับพาราควอต ผู้ป่วยที่ป่วยจนขี่เตียงเกิดจากโรคอื่นมากกว่า ไม่เชื่อใครเป็นหมอที่ยังเป็นหมอรักษาคนไข้ลองไปศึกษาผู้ป่วยขี่เตียงดูว่าเป็นโรคอะไรบ้าง น่าจะได้ผลงานวิชาการสวยๆ สักเรื่อง

ลงท้ายอยากแบนโน่นแบนนี่กันนัก ขอร้องให้ช่วยรณรงค์หรือไปกราบอ้อนวอนนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันที่ทำงานแข็งขัน ขอให้ท่านใช้มาตรา 44 ไปห้ามคนสูบบุหรี่ในประเทศไทย เหมือนที่ท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้เลิกการสูบฝิ่น!!!

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชวนชมการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 0 5766

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญร่วมชื่นชมความสามารถ และเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนไทย ในการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 ในวันที่ 17-20 มกราคม 2562 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ร่วมสร้างพลัง และแรงบันดาลใจให้เด็กไทยก้าวไกลสู่สากล

 

ไททา จับคู่เกษตรกรสวนผลไม้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเพื่อผึ้งปลอดภัย อัดฉีดความรู้ ผลักดันสารวัตรเกษตร 0 7884

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เดินหน้าโครงการ ผึ้งปลอดภัย พร้อมร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาความรู้เกษตรกรสวนผลไม้และผู้เลี้ยงผึ้ง และเพิ่มความเข้มข้นร่วมมือกับสารวัตรเกษตรตรวจสอบสินค้าเกษตรปลอม ด้อยคุณภาพและผิดกฏหมาย

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เปิดเผยถึงพันธกิจสำคัญของ ไททา ว่า จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างน้อย ร้อยละ 30 ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้ต้นทุนน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ปี พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ โครงการผึ้งปลอดภัย โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้อง และโครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม

โครงการ ผึ้งปลอดภัย เป็นการส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้การอยู่ร่วมกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกับเกษตรกรสวนผลไม้เป็นไปอย่างสมานสามัคคี อีกทั้งยังผลในการเพิ่มผลผลิตและผึ้งปลอดภัย ผลผลิตที่ได้ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือน้ำผึ้งจะมีคุณภาพดีขึ้น ผลผลิตสูงขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยสูง ผึ้งหรือแมลงผสมเกสรอื่นๆ มีบทบาทสำคัญสำหรับการผสมเกสรของพืช ช่วยสร้างและเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ทั้งนี้ น้ำผึ้งคุณภาพสูง ปลอดสารเคมี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน น้ำผึ้งของไทย ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพ และปริมาณการผลิต เตรียมประสานงานกับกรมวิชาการเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและเกษตรกรสวนผลไม้จำนวน 100 คู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และจันทบุรี สามารถทำการเกษตรของตนร่วมกันอย่างสมานสามัคคีนำผลผลิตปลอดภัยสู่ตลาดไทยและต่างประเทศ

การส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดต้นทุนการผลิต ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น นอกจากการบริหารจัดการที่ดี เช่น ปลูกพืชเหมาะสมกับสภาพดิน หรือแหล่งน้ำเพียงพอแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งจะต้องมีคุณภาพ เกษตรนำมาใช้ในอัตราส่วนที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพืช ดังนั้น โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิต จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ โครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม ทั้งสองโครงการ เป็นการประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร ในการอบรมความรู้และฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรให้สามารถใช้ ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพต่อเกษตรกร ผู้บริโภค ตั้งเป้าพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อไปต่อยอดอบรมเกษตรกร ในแนวคิด Train the Trainer คาดว่าจะผลิต Trainer ได้มากถึง 1,000 รายทั่วประเทศ รวมทั้ง ร่วมดำเนินการและผลักดันบทบาท สารวัตรเกษตร ให้มีความเข้มข้นและจริงจัง เพื่อตรวจสอบปัจจัยการผลิตตามร้านค้าและสถานประกอบการ และหากพบ ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีการปลอมแปลง หมดอายุ หลบเลี่ยงกฎหมาย ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งหมดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ ไททา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นหนึ่งในองค์กรสนับสนุนความรู้ทางวิชาการและบุคคลากรในกิจกรรมต่าง ๆ ด้านการฝึกอบรมและการเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกร และเชื่อมั่นว่า แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2562 จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีผ่านความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเกษตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับประเทศตามยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป