ทีเส็บเผยผลวิจัย ไมซ์ไทยติดอันดับหนึ่ง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” 0 5174

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากนักธุรกิจไมซ์กว่า 20 ประเทศทั่วโลก พบประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักเดินทางอยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ แซงหน้าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ด้วยปัจจัยโดดเด่น การบริการต้อนรับ ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารและกิจกรรมไมซ์ ตอกย้ำศักยภาพด้วยสองสมาคมยักษ์ด้านไมซ์ UFI และ SITE มั่นใจเลือกไทยเป็นที่จัดงานใหญ่ปลายปีนี้

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำระดับโลก ทีเส็บจึงได้ดำเนินงานเพื่อพัฒนาและโปรโมทประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลกในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางไมซ์และยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่อยู่ในตำแหน่ง Top of Mind destination for MICE และเพื่อให้สามารถนำจุดขายที่สำคัญ มาส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานไมซ์ในใจนักธุรกิจทั่วโลก ทีเส็บจึงศึกษาปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกจุดหมายปลายไมซ์ ประเมินภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางไมซ์ที่ตลาดต้องการ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับไมซ์ในประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ทีเส็บมอบหมายให้ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ซึ่งเป็นสมาชิกของ Global Market Research Association ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 39 ประเทศทั่วโลก ทำการสำรวจภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ ดำเนินการศึกษาสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นภาพที่สะท้อนจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ที่ถูกสำรวจเชิงคุณภาพผ่านรูปแบบ ออนไลน์บุลาตินบอร์ด (Online Bulletin Board) จำนวน 40 ราย และแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 649 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ (MICE Players) อันประกอบด้วยธุรกิจงานประชุม อินเซนทิฟ การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้านานาชาติ 2. กลุ่มนักธุรกิจ (Business Travelers) 3. กลุ่มนักเดินทางไมซ์ (MICE Visitors)และ 4. กลุ่มสมาคมหรือองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวกับไมซ์ (Associations/Organizations)

“จากการสำรวจทัศนคติที่มีต่อจุดหมายปลายทางไมซ์ในภาพรวม พบว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ที่ได้รับความนิยม และนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นอันดับสองและสามตามลำดับ โดยปัจจัยที่สร้างความประทับใจเป็นพิเศษของประเทศไทย คือ ความเป็นมิตรการต้อนรับของผู้คน ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารนานาชาติ และกิจกรรมไมซ์ ส่งผลให้นักเดินทางไมซ์ที่เคยเดินทางมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทย กว่าร้อยละ 85 ยินดีที่จะกลับมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ

จัดอันดับ 10 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำ

1. ไทย

2. ญี่ปุ่น

3. สิงคโปร์

4. ฮ่องกง

5. ออสเตรเลีย

6. สหรัฐอเมริกา

7. เยอรมนี

8. สวิสเซอร์แลนด์

9. อังกฤษ

10. จีน

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรก (1st rank) ที่กลุ่มตัวอย่างให้ความนิยม โดยมีภาพลักษณ์โดดเด่นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความต้องการพื้นฐาน ได้แก่ ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักได้มาตรฐานระดับสากล สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม 2. ความประทับใจ ได้แก่ การบริการต้อนรับของผู้คน และอาหาร 3. ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ได้แก่ ประเพณีและวัฒนธรรม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก มีการเดินทางเข้า-ออกประเทศสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจ และเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นายจิรุตถ์ กล่าว

จุดแข็งของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์

ความต้องการพื้นฐาน

ความประทับใจ

ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักมีมาตรฐานระดับนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม การบริการต้อนรับ อาหาร ประเพณีและวัฒนธรรม

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

  • เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ประเทศไทยมีการเลิกใช้บริการในอัตราที่ต่ำที่สุด
  • เนื่องด้วยข้อเสนอที่สมบูรณ์สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์ รวมไปถึงเรื่องของคุณค่าและคุณภาพ

นายสุกิจ ตันสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่าปัจจัยพื้นฐานที่จุดหมายปลายทางไมซ์จำเป็นต้องมี คือ ความคุ้มค่าเงิน มีที่พักที่ได้มาตรฐานสากล การเดินทางไป-กลับจากประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์มีความสะดวกทั้งโดยเครื่องบินและรถไฟ ความเชี่ยวชาญในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และการกำกับดูแลที่ดีสอดคล้องตามหลักนโยบายการดำเนินธุรกิจ / หลักบรรษัทภิบาล

และเมื่อวิเคราะห์โดยจำแนกปัจจัยเด่นตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง พบว่า ผู้ประกอบการไมซ์จะคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางในประเทศ นักเดินทางไมซ์คำนึงถึงการต้อนรับและความคุ้มค่า นักธุรกิจจะคำนึงถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจุดหมายปลายทางที่ดี ส่วนสมาคมและองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ จะคำนึงถึงการควบคุมในเรื่องต้นทุนด้านที่พัก ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง

เมื่อเจาะด้านกิจกรรมที่สร้างความประทับใจสำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ คือ การประชุมเจรจาธุรกิจที่ทำนัดไว้ล่วงหน้าในระหว่างเข้าร่วมงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งานประชุม และงานแสดงวัฒนธรรม / โชว์การแสดงซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมนานาชาติหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ ตามลำดับ ดังนั้นผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบกับทีเส็บเองจะต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับประเทศไทยให้มากขึ้นในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศที่ง่ายและสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี มีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก อาหารในระดับเวิลด์คลาส และการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์ในอุดมคติ

“จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งที่มีอยู่ปัจจุบัน คือการอำนวยความสะดวกทุกด้าน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน และความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านบริการและการต้อนรับ ประเพณีวัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย” นายสุกิจ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในความพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับโลก คือ การที่สมาคมธุรกิจไมซ์ระดับโลกต่างวางใจและเชื่อมั่นประเทศไทย ที่จะสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมครั้งใหญ่ประจำปีของแต่ละสมาคมได้ โดยระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562 ณ ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะเกิดการจัดงาน 86th UFI Global Congress 2019 การประชุมของกลุ่มธุรกิจงานแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) รายการใหญ่ที่สุด คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 450 คน และระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2562 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม SITE Global Conference 2019 ซึ่งสมาคม SITE เป็นองค์กรระดับโลกเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานด้านสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล มีจำนวนสมาชิกกว่า 2,100 สมาชิก จาก 84 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาของสมาชิกในภูมิภาคเดียวกันจำนวน 29 กลุ่มจากทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งสำคัญนี้สำหรับอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 400 คน ซึ่งจะจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

“การมอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมระดับนานาชาติทั้งสองครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยได้แสดงศักยภาพต่อผู้นำธุรกิจอีเว้นท์และอินเซนทีฟจากทั่วโลก ทำให้ผู้จัดงานไมซ์จากหลายแห่งได้พิจารณาหรือแนะนำประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานสำหรับลูกค้ามากขึ้นเมื่อมาเห็นผลิตภัณฑ์และความพร้อมของบุคลากร ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรเวียดนามโตเร็ว ชวนไทยขยายตลาดและลงทุน เปิดช่องทางพิเศษ HORTEX Vietnam 2019 0 3019

กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ งานประชุมและนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับนานาชาติด้านพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ ครั้งที่ 2 หรือ ฮอร์เท็กซ์ เวียดนาม (HORTEX Vietnam 2019) ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือ เวียดนาม ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม พ.ศ. 2562 หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชน สมาคมพืชผักและผลไม้แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยผู้ประกอบการชั้นนำด้านพืชสวนและดอกไม้ของเวียดนามและไทย ได้ร่วมเปิดวิสัยทัศน์ โอกาสการค้าและการลงทุนในเวียดนาม จุดเด่นและสิทธิประโยชน์ในการเข้าร่วมงาน ฮอร์เท็กซ์ เวียดนาม หรือ HORTEX Vietnam 2019

ฮอร์เท็กซ์ เวียดนาม หรือ HORTEX Vietnam เป็นงานระดับนานาชาติเพียงหนึ่งเดียวในเวียดนามที่จัดแสดงนวัตกรรมและการประชุมด้านพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อต้นปีพ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา โดย บริษัท มินห์ วี เอ็กซิบิชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด ประเทศเวียดนาม ร่วมกับ บริษัท โนวา เอ็กซิบิชั่นส์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ ได้รับการตอบรับเข้าร่วมจัดงานเป็นอย่างดีจาก 110 บริษัทจาก 20 ประเทศทั่วโลก และมีผู้สนใจเข้าร่วมงาน 4,530 ราย ส่วนใหญ่จากเวียดนาม และประเทศอื่น ๆ อาทิ กัมพูชา ไทย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เกาหลี ออสเตรเลีย จีน สหรัฐอเมริกา และอินเดีย

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ เปิดเผยว่า “HORTEX Vietnam จัดขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออกผักและผลไม้จาก 349 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2552 เพิ่มเป็น 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2560 และในปีนี้ ครึ่งปีแรก สามารถส่งออกได้ถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.70 เป็นไปตามแผนของกระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชนเวียดนาม ซึ่งต้องการให้อุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ เติบโตขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“การจัดงาน HORTEX Vietnam เป็นการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเพาะปลูก โรงเรือน ระบบถนอมอาหาร ระบบคัดแยก ระบบเก็บเกี่ยว ระบบแปรรูปผักและผลไม้ บริการด้านการตลาดในเวียดนาม บริการจัดจำหน่ายและส่งออกผัก ผลไม้ และดอกไม้ ผลสำเร็จของการจัดงานครั้งแรก HORTEX Vietnam 2018 ร้อยละ 92 ของบริษัทที่ร่วมจัดแสดงงานพึงพอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั่วโลกเข้ามาเจรจาซื้อขาย และจะมาร่วมแสดงงานอีกครั้ง โดยเพิ่มพื้นที่จัดแสดงขึ้นสองเท่าจากเดิม เพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก” นางลัดดา กล่าวสรุป

HORTEX Vietnam 2019 ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชนเวียดนาม ศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้า การท่องเที่ยวลามดอง สมาคมพืชผักและผลไม้แห่งเวียดนาม (วิน่า ฟรุ๊ต) สมาคมดอกไม้ดาลัด และสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำเวียดนาม

สำหรับการจัดงานในวันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย คณะผู้จัดงานได้นำเสนอไฮไลท์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการเข้าร่วมจัดงาน HORTEX Vietnam 2019 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสการลงทุนภายใต้นโยบายการค้าเวียดนาม ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมผัก ผลไม้ และดอกไม้เวียดนาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจในเวียดนาม โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชน สมาคมพืชผักและผลไม้แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยผู้ประกอบการชั้นนำด้านพืชสวนและดอกไม้ของไทย

ลงทะเบียนฟรี! เปิดทางลัด โอกาสทองนักธุรกิจไทย ลุยตลาดความงามในเวียดนาม 0 6417

ทูตการค้า สถานทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมกับ โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส และ โซลเมสเซ่ เกาหลีใต้ เปิดโอกาส สิทธิพิเศษและสิทธิประโยชน์เพื่อนักธุรกิจไทย ลุยตลาดธุรกิจความงามในเวียดนาม พร้อมเผยข้อมูลตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค ชี้ช่องธุรกิจ รับสิทธิพิเศษและประโยชน์จากเวียดนาม พิเศษ! บริการจดทะเบียนสินค้าความงาม จัดหาผู้ร่วมลงทุนและจัดจำหน่ายในเวียดนาม

เสวนา เปิดทางลัด โอกาสทองนักธุรกิจไทย ลุยตลาดความงามในเวียดนาม

1. ภาพรวมตลาดและธุรกิจความงามในประเทศเวียดนาม

2. โอกาสและการลงทุนธุรกิจความงามในประเทศเวียดนาม

3. พฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนาม

  • a. ระดับความรู้ รายได้ ทัศนคติ และความเชื่อเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการความงาม
  • b. ความสามารถในการซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์และบริการความงาม
  • c. ผลิตภัณฑ์และบริการที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเวียดนาม

4. ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจความงามสำหรับนักธุรกิจไทยในเวียดนาม

5. สิ่งที่ ”ควรและไม่ควรปฏิบัติ” ในธุรกิจความงามในเวียดนาม

6. “ช่องทางลัด” ในการดำเนินธุรกิจความงามในเวียดนาม

7. โอกาสทองธุรกิจความงามในประเทศอื่นๆ ได้แก่ กัมพูชา และเมียนมา

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
เวลา 09.45 – 11.00 น. ห้องบอร์ดรูม 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

เวลา 09.45 น. ลงทะเบียน จำกัดจำนวน 30 ท่าน ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้าคลิก  
เวลา 10.00 น. เสวนา เปิดทางลัด โอกาสทองนักธุรกิจไทย ลุยตลาดความงามในเวียดนาม
• นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส
• นางจาง ไท ทัน ทูตการค้า สถานทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำประเทศไทย
•ดร. สิทธิชัย แดงประเสริฐ เลขาธิการกลุ่มฯ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารเสริม และรองประธานกลุ่มฯ สมุนไพร สภาอุตสาหกรรม
• นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธาน คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย
• พญ. นฤมล สิทธิ์บูรณะ Board of Dermatology และ American Board of Anti-Aging and Regenerative Medicine
เวลา 11.00 น. เสร็จสิ้นพิธีการ

วันนี้ วันเดียวเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุรีรัตน์ โทร. 084-559-4441 ผู้แทนคณะจัดงานจากเวียดนาม
หรือ Line Id. @prmatter หรือสแกน QR Code ด้านล่าง