ทีเส็บเผยผลวิจัย ไมซ์ไทยติดอันดับหนึ่ง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” 0 5362

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากนักธุรกิจไมซ์กว่า 20 ประเทศทั่วโลก พบประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักเดินทางอยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ แซงหน้าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ด้วยปัจจัยโดดเด่น การบริการต้อนรับ ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารและกิจกรรมไมซ์ ตอกย้ำศักยภาพด้วยสองสมาคมยักษ์ด้านไมซ์ UFI และ SITE มั่นใจเลือกไทยเป็นที่จัดงานใหญ่ปลายปีนี้

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำระดับโลก ทีเส็บจึงได้ดำเนินงานเพื่อพัฒนาและโปรโมทประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลกในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางไมซ์และยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่อยู่ในตำแหน่ง Top of Mind destination for MICE และเพื่อให้สามารถนำจุดขายที่สำคัญ มาส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานไมซ์ในใจนักธุรกิจทั่วโลก ทีเส็บจึงศึกษาปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกจุดหมายปลายไมซ์ ประเมินภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางไมซ์ที่ตลาดต้องการ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับไมซ์ในประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ทีเส็บมอบหมายให้ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ซึ่งเป็นสมาชิกของ Global Market Research Association ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 39 ประเทศทั่วโลก ทำการสำรวจภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ ดำเนินการศึกษาสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นภาพที่สะท้อนจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ที่ถูกสำรวจเชิงคุณภาพผ่านรูปแบบ ออนไลน์บุลาตินบอร์ด (Online Bulletin Board) จำนวน 40 ราย และแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 649 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ (MICE Players) อันประกอบด้วยธุรกิจงานประชุม อินเซนทิฟ การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้านานาชาติ 2. กลุ่มนักธุรกิจ (Business Travelers) 3. กลุ่มนักเดินทางไมซ์ (MICE Visitors)และ 4. กลุ่มสมาคมหรือองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวกับไมซ์ (Associations/Organizations)

“จากการสำรวจทัศนคติที่มีต่อจุดหมายปลายทางไมซ์ในภาพรวม พบว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ที่ได้รับความนิยม และนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นอันดับสองและสามตามลำดับ โดยปัจจัยที่สร้างความประทับใจเป็นพิเศษของประเทศไทย คือ ความเป็นมิตรการต้อนรับของผู้คน ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารนานาชาติ และกิจกรรมไมซ์ ส่งผลให้นักเดินทางไมซ์ที่เคยเดินทางมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทย กว่าร้อยละ 85 ยินดีที่จะกลับมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ

จัดอันดับ 10 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำ

1. ไทย

2. ญี่ปุ่น

3. สิงคโปร์

4. ฮ่องกง

5. ออสเตรเลีย

6. สหรัฐอเมริกา

7. เยอรมนี

8. สวิสเซอร์แลนด์

9. อังกฤษ

10. จีน

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรก (1st rank) ที่กลุ่มตัวอย่างให้ความนิยม โดยมีภาพลักษณ์โดดเด่นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความต้องการพื้นฐาน ได้แก่ ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักได้มาตรฐานระดับสากล สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม 2. ความประทับใจ ได้แก่ การบริการต้อนรับของผู้คน และอาหาร 3. ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ได้แก่ ประเพณีและวัฒนธรรม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก มีการเดินทางเข้า-ออกประเทศสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจ และเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นายจิรุตถ์ กล่าว

จุดแข็งของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์

ความต้องการพื้นฐาน

ความประทับใจ

ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักมีมาตรฐานระดับนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม การบริการต้อนรับ อาหาร ประเพณีและวัฒนธรรม

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

  • เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ประเทศไทยมีการเลิกใช้บริการในอัตราที่ต่ำที่สุด
  • เนื่องด้วยข้อเสนอที่สมบูรณ์สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์ รวมไปถึงเรื่องของคุณค่าและคุณภาพ

นายสุกิจ ตันสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่าปัจจัยพื้นฐานที่จุดหมายปลายทางไมซ์จำเป็นต้องมี คือ ความคุ้มค่าเงิน มีที่พักที่ได้มาตรฐานสากล การเดินทางไป-กลับจากประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์มีความสะดวกทั้งโดยเครื่องบินและรถไฟ ความเชี่ยวชาญในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และการกำกับดูแลที่ดีสอดคล้องตามหลักนโยบายการดำเนินธุรกิจ / หลักบรรษัทภิบาล

และเมื่อวิเคราะห์โดยจำแนกปัจจัยเด่นตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง พบว่า ผู้ประกอบการไมซ์จะคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางในประเทศ นักเดินทางไมซ์คำนึงถึงการต้อนรับและความคุ้มค่า นักธุรกิจจะคำนึงถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจุดหมายปลายทางที่ดี ส่วนสมาคมและองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ จะคำนึงถึงการควบคุมในเรื่องต้นทุนด้านที่พัก ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง

เมื่อเจาะด้านกิจกรรมที่สร้างความประทับใจสำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ คือ การประชุมเจรจาธุรกิจที่ทำนัดไว้ล่วงหน้าในระหว่างเข้าร่วมงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งานประชุม และงานแสดงวัฒนธรรม / โชว์การแสดงซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมนานาชาติหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ ตามลำดับ ดังนั้นผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบกับทีเส็บเองจะต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับประเทศไทยให้มากขึ้นในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศที่ง่ายและสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี มีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก อาหารในระดับเวิลด์คลาส และการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์ในอุดมคติ

“จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งที่มีอยู่ปัจจุบัน คือการอำนวยความสะดวกทุกด้าน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน และความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านบริการและการต้อนรับ ประเพณีวัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย” นายสุกิจ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในความพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับโลก คือ การที่สมาคมธุรกิจไมซ์ระดับโลกต่างวางใจและเชื่อมั่นประเทศไทย ที่จะสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมครั้งใหญ่ประจำปีของแต่ละสมาคมได้ โดยระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562 ณ ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะเกิดการจัดงาน 86th UFI Global Congress 2019 การประชุมของกลุ่มธุรกิจงานแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) รายการใหญ่ที่สุด คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 450 คน และระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2562 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม SITE Global Conference 2019 ซึ่งสมาคม SITE เป็นองค์กรระดับโลกเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานด้านสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล มีจำนวนสมาชิกกว่า 2,100 สมาชิก จาก 84 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาของสมาชิกในภูมิภาคเดียวกันจำนวน 29 กลุ่มจากทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งสำคัญนี้สำหรับอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 400 คน ซึ่งจะจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

“การมอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมระดับนานาชาติทั้งสองครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยได้แสดงศักยภาพต่อผู้นำธุรกิจอีเว้นท์และอินเซนทีฟจากทั่วโลก ทำให้ผู้จัดงานไมซ์จากหลายแห่งได้พิจารณาหรือแนะนำประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานสำหรับลูกค้ามากขึ้นเมื่อมาเห็นผลิตภัณฑ์และความพร้อมของบุคลากร ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไทย-ไต้หวันร่วมมือจัดสัมมนาอุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ ชูไทยแลนด์ 4.0 0 4285

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และจัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากไต้หวันเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เป็นงานสัมมนาสุดยอดผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยและไต้หวัน จัดแสดงและนำเสนอเทคโนโลยีแห่งอนาคต ครอบคลุมเรื่อง นวัตกรรมยานยนต์ ระบบประหยัดพลังงาน ระบบเพาะปลูกและควบคุมอุณหภูมิไร้สายเพื่อการเกษตร ระบบบริหารขนส่งและอาคาร ระบบบันเทิงและข้อมูลยานยนต์ และระบบขนส่งเพื่อการคมนาคมอัจฉริยะ

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสุดยอดนวัตกรรมของผู้ประกอบการไต้หวัน ภายใต้ชื่อ Taiwan Excellence ตราสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมจากไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม เมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้นำผู้ประกอบการไต้หวันชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ต้าถง จำกัด บริษัท แอ็ดวานซ์เทค จำกัด บริษัท เวียร์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท ไมโครสตาร์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด และบริษัท เน็กซ์คอม จำกัด มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมในหลายด้าน นับตั้งแต่ การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบการบริหาร ระบบการจัดการ ซอฟท์แวร์ปฏิบัติการ จนถึงการควบคุมและประหยัดต้นทุนด้านพลังงาน

นายเจสัน ชวี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวสนับสนุนว่า ไทยและไต้หวัน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากันอย่างแนบแน่น โดยในปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา บริษัทชาวไต้หวันลงทุนในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 14.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของไต้หวันในด้านการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องและเอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายเดชา โฆษิตธนากร กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานส่งเสริมการค้าการลงทุน กล่าวว่า เป้าหมายหลักของสภาอุตสาหกรรมฯ ต้องการพัฒนาศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างบูรณาการ การประสานความร่วมมือกับไต้หวันครั้งนี้ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันได้ในยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

นวัตกรรมเด่นที่นำมาจัดแสดงและสาธิตให้แก่ผู้ประกอบการไทย ได้แก่

มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า สามารถปรับความเร็วได้ 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปลอดภัย ระดับประหยัดพลังงาน และระดับรถแข่ง ด้วยระบบเบรกอัจฉริยะ กันน้ำได้สูงถึง 40 เซนติเมตร และวิ่งได้ไกล 65 กิโลเมตรต่อการชาร์ทไฟ 1 ครั้ง

ระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และน้ำ เพื่อการเกษตร ADM-3600 series ช่วยบริหารจัดการ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบคลาวด์แบบ Real Time สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมาก ลดปริมาณการสูญเสียน้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้ม

เทคโนโลยีสื่อสารและจัดการอุปกรณ์ภายในบ้าน โรงแรม และสำนักงานอัจฉริยะ ช่วยควบคุมการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดอย่างครบวงจร อาทิ ระบบปลดล็อคประตูระยะไกล ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ Infrared สัญญานกันขโมย กล้องวงจรปิด ด้วยระบบไร้สายผ่านอุปกรณ์แท็บเบล็ท

FUNTORO อัครบันเทิงระดับโลก นวัตกรรมจัดการข้อมูลเพื่อความบันเทิงและการขับขี่สำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถโคชท่องเที่ยวกับระบบความบันเทิงบนหน้าจอที่สามารถชมภาพยนตร์ ช็อปปิ้ง ตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง หรือช่วยในการตรวจสอบการขับขี่ สื่อสารระหว่างผู้ขับขี่กับศูนย์ควบคุม รายงานผลเพื่อพัฒนาศักยภาพหรือให้รางวัลผู้ขับขี่ ตรวจสอบได้ผ่านโปรแกรมบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

NEXCOM Telematics ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่อัจฉริยะ การผสมผสานเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS กับการประมวลข้อมูลการสื่อสารสองทางระหว่างรถยนต์และศูนย์รับข้อมูล เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์ เส้นทางที่เลือกใช้ ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ และวิเคราะห์พฤติกรรมในการขับขี่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1

นนทบุรี เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่รับปีใหม่ “แอ่งเล็ก” เชื่อม “แอ่งใหญ่” 0 4943

พช. เปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี 6 อำเภอ จ. นนทบุรี ปั้นแหล่งท่องเที่ยว “แอ่งเล็ก” เชื่อม “แอ่งใหญ่”

กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินโครงการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หนึ่งในโครงการสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน ที่รวบรวมของดี วิถีเด่น จากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ภายใต้แผนพัฒนาประเทศ “ไทยนิยม ยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม มุ่งสร้างรายได้ ความเจริญ และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน

นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า “จังหวัดนนทบุรี ประกอบไปด้วยชุมชนเป้าหมาย จำนวน 30 หมู่บ้าน จาก 19 ตำบล ใน 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ. บางกรวย อ. บางใหญ่ อ. บางบัวทอง อ. ปากเกร็ด และ อ.ไทรน้อย และทั้งหมดได้ผ่านการสำรวจข้อมูลชุมชนและคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการพิจารณาแล้วว่า มีเอกลักษณ์ แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยว และวิถีถิ่นที่น่าสนใจ สมควรแก่การส่งเสริมและเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยว เมืองหลัก เมืองรอง แอ่งใหญ่ และแอ่งเล็ก พัฒนาให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญต่อไป สำหรับกิจกรรมเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ทั้ง 6 อำเภอ เปรียบเสมือนการเปิดประตูเพื่อต้อนรับเพื่อนบ้าน และนักท่องเที่ยวจากทุกพื้นที่ ให้รู้จักกับหมู่บ้านชุมชนเป้าหมายของจ. นนทบุรี ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ที่นำเอาอัตลักษณ์ และวิถีถิ่น นำเสนอผ่านแหล่งท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์อาหาร การแสดงท้องถิ่น การสาธิตการทำสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้มาเยี่ยมเยือน สืบทอดวิถีถิ่นให้เข้มแข็ง นำมาซึ่งรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืนอีกด้วย”

จังหวัดนนทบุรี ขอเชิญชวน “เที่ยวแอ่งเล็กเช็คอินนนทบุรี” ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดนนทบุรี มาร่วมชมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนนทบุรี ที่คุณอาจยังไม่รู้อีกมากมาย สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี โทร. 02-580-0704