VIVO ชวนออกสเต็ป ฉลองแข่งขันฟุตบอลโลก อวดลีลาที่ #PassTheSwag 0 3132

Vivo แบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลก รวมแฟนฟุตบอลและแฟนเพลงทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการออกสเต็ปท่าเต้นเพื่อสร้างโมเมนต์สนุกและน่าจดจำประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

Vivo แบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลก ประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับโลก Vivo #PassTheSwag ที่จะเชิญชวนแฟนฟุตบอลและแฟนเพลงจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันสร้างสรรค์ท่าเต้น พร้อมสร้างช่วงเวลาน่าประทับใจสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

แคมเปญนี้จะนำผู้คนมารวมกันเป็นหนึ่งผ่านการเต้น ซึ่งถือเป็นภาษาสากล โดยออกสเต็ป วาดลวดลายตามท่วงทำนองสุดเร้าใจของเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย อย่าง ‘Live it Up’ ซึ่งได้ Nicky Jam, Will Smith และ Era Istrefi มาร่วมกันขับร้อง Vivo หวังว่าจะช่วยให้แฟน ๆ ได้เก็บเกี่ยวความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน และแสดงความเป็นตัวตนผ่านทาง Vivo #PassTheSwag ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของแบรนด์ในการสร้างสรรค์สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับระบบเสียงคุณภาพ ประสบการณ์การถ่ายภาพที่ดีที่สุด และเทคโนโลยีล้ำสมัย

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวแคมเปญดังกล่าว Vivo ขอเชิญชวนแฟน ๆ จากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันแชร์คลิปวิดีโอของตัวเองในขณะกำลังวาดลวดลาย #PassTheSwag ประกอบเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกลงบนสื่อสังคมอออนไลน์ ขณะเดียวกัน แฟน ๆ ที่รับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกแบบสด ๆ ถึงขอบสนาม ยังสามารถโชว์ลีลา #PassTheSwag ระหว่างการแสดง Vivo Super DJ Show ซึ่งจะจัดขึ้นในการแข่งขันทั้ง 64 นัดตลอดทัวร์นาเมนต์ด้วย

ไมเคิล ชาง ผู้อำนวยการแบรนด์ ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศของ Vivo กล่าวถึงการเปิดตัวแคมเปญดังกล่าวว่า “ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ คือสังเวียนการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลโลก อีกทั้งยังเป็นงานเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ที่นำผู้คนจากทั่วโลกมารวมกัน ในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2018 เราจึงขอเชิญชวนแฟนบอลมาร่วมสนุก โดยนอกจากเป็นผู้ชมแล้ว ทุกคนยังสามารถเป็นผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้สร้างสรรค์ช่วงเวลาอันแสนพิเศษ พร้อมแบ่งปันให้เห็นและตราตรึงในความทรงจำตลอดไป”

“เราได้เห็นกันอยู่แล้วว่า เพลงและการแสดงสามารถไปด้วยกันได้กับกีฬา และเมื่อสองสิ่งนี้มาเข้าคู่กัน ก็จะสร้างช่วงเวลาสุดพิเศษให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่ง #PassTheSwag ก็จะทำให้แคมเปญ ‘My Time, My FIFA World Cup’ ของเรามีชีวิตชีวาขึ้น ด้วยการสร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคน และเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันฟุตบอลโลก ผ่านความสนุกสนานและการออกสเต็ปที่สะดุดสายตา” ชางกล่าวเสริม

Vivo #PassTheSwag เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Vivo Super Time ซึ่งประกอบไปด้วยกิจกรรมดนตรีอย่าง Vivo Super DJ Show ในทุกแมตช์การแข่งขัน และ Vivo Super Time ระหว่างการแสดงประกอบเพลงประจำการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศ รวมไปถึงโครงการภาพถ่าย Vivo Super Fan ที่เปิดโอกาสให้แฟนบอลที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศถึงขอบสนาม ในสนาม และระหว่างการฝึกซ้อมอุบอุ่นร่างกาย พร้อมแบ่งปันช่วงเวลาสุดพิเศษเหล่านี้กับแฟนบอลทั่วโลก ทั้งนี้ Vivo Super Time เป็นส่วนของแคมเปญฟุตบอลโลก “My time, My FIFA World Cup” ของแบรนด์ Vivo ด้วยเช่นกัน

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6692

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5443

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป