แอร์บัส ประกาศรับสมัครงานด่วน! 0 3485

แอร์บัสจะจัดงาน “AfterWork: ตามล่าหางานในฝัน!” ในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ เพื่อเฟ้นหาผู้ร่วมงานใหม่สำหรับภาคนวัตกรรมที่สำนักงานในเมืองตูลูสตำแหน่งงานในภาคส่วนดิจิทัลเปิดรับพนักงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ “ระบบคลาวด์ (Cloud)” บิ๊กดาต้า (Big Data) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) อินเตอร์เน็ตออฟธิง (IoT) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ผู้สมัครที่มีทักษะเหล่านี้จะมีโอกาสได้พบปะเพื่อพูดคุยกับบุคลากรที่ดูแลเกี่ยวข้องกับโครงการของแอร์บัส ตำแหน่งว่างในประเทศฝรั่งเศสนั้นเปิดรับนักศึกษาจบใหม่ ผู้สำเร็จในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปีขึ้น ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นเวลา 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น และผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางวิชาชีพ

โปรแกรมนี้รวมไปถึงการนำเสนอข้อมูลโครงการหลักที่เป็นกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับอนาคตและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล กิจกรรมต่างๆ (การทดลองการใช้เทคโนโลยีภาพเสมือน) และการสัมภาษณ์ โดยจะทำการคัดเลือกบุคคลที่มีมีความสามารถเป็นพิเศษเพื่อมารับตำแหน่งเท่านั้น

สามารถค้นหาตำแหน่งว่างได้แบบออนไลน์ได้ที่ www.dreamjob-airbus.com

ผู้สมัครที่ต้องการเข้าร่วมงานในครั้งนี้สามารถยื่นใบสมัครได้ถึงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เฉพาะผู้สมัครที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานครั้งนี้ พร้อมข้อมูลเพื่อเข้าร่วมในช่วงรับสมัครงานในช่วงเย็น

“นอกจากโอกาสการทำงานและการดำเนินโครงการหลักด้านการบินและอวกาศแล้ว แอร์บัสยังพร้อมไปด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และมีมาตรฐานเป็นสากล” นายเธียรี่ บาริล ประธานเจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรบุคคลของแอร์บัส กล่าว และเสริมอีกว่า “เราจะยินดีเป็นอย่างยิ่งหากมีโอกาสได้พบปะกับผู้สมัครให้ได้มากที่สุดในคืนนี้ เพราะแสดงให้เห็นว่าแอร์บัสเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำหน้าที่สุดแห่งหนึ่ง”

ในปี พ.ศ. 2560 แอร์บัสว่าจ้างบุคลากรกว่า 3,000 คน และในปี พ.ศ. 2561 บริษัทวางแผนว่าจ้างบุคลากรเพิ่มอีกประมาณ 4,000 คนทั่วโลก โดยกว่า 500 ตำแหน่งที่เปิดรับในปีนี้ในภาคดิจิทัล มี 250 ตำแหน่งที่ประจำอยู่ประเทศฝรั่งเศส ตำแหน่งเหล่านี้ต้องการผู้ที่มีทักษะความสามารถสูง พร้อมที่จะลงทุนลงแรงในการพัฒนาตนเองในการทำงานกับโครงการเทคโนโลยีล้ำสมัยและมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเครื่องบินพาณิชย์ เฮลิคอปเตอร์ หรือ การป้องกันและอวกาศ

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6691

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5442

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป