ธุรกิจขายตรงระดับโลก จ่อยึดไทยศูนย์กลางเอเชีย-แปซิฟิก 0 1717

ธุรกิจขายตรงระดับโลกเลือกใช้ไทยเป็นศูนย์กิจกรรมพัฒนาบุคลากรและธุรกิจ จ่อนำสมาชิกกว่าสี่หมื่นคนจัดงานใหญ่

บริษัทขายตรงระดับโลกเลือกไทยเป็นศูนย์กลางกิจกรรม เหตุธุรกิจในไทยขยายตัวสูง เตรียมนำสมาชิกกว่า 4 หมื่นคนเข้ามาอบรม วางแผนและท่องเที่ยวในปีนี้ ด้าน ทีเส็บ มั่นใจรายได้จากอินเซ็นทีฟของไทยแตะ 22,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย

มร.สก็อต เอ. ลิวอิส (Scott A. Lewis) ประธานบริหารด้านวิสัยทัศน์ บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล จำกัด ธุรกิจเครือข่ายขายตรงจากอเมริกา กล่าวว่า บริษัทเตรียมจัดงาน Jeunesse Expo World Tour 2018 – Bangkok งานสัมมนาประจำปีระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “รุ่งโรจน์” หรือ “Thrive” ระหว่างวันที่ 20 – 23 กันยายน 2561 ณ อิมแพ็ค อารีน่า และอาคารแสดงสินค้า ฮอลล์ 1 – 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยงานครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้แทนขายตรงจากทั่วภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิค แอฟริกาและอินเดียกว่า 12,000 คน เป็นการประชุมร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนของเจอเนสส์ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การประกาศทิศทางการตลาดประจำปี 2562 และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจอิสระของเจอเนสส์ฯ แสดงความคิดเห็นและรับฟังคำแนะนำในการทำธุรกิจเพื่อนำไปปรับใช้ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจที่ดี รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกด้วย

“ธุรกิจของเจอเนสส์ โกลบอล ขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค และเป็นประเทศแรกที่เจอเนสส์ฯ เข้าทำตลาดอย่างจริงจัง ทำให้บริษัทตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการจัดประชุมใหญ่ประจำปีเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บ ทั้งด้านงบประมาณ การให้ข้อมูล คำปรึกษา และการประสานงานที่จะทำให้การจัดงานครั้งนี้บรรลุเป้าหมายได้ตามที่วางแผนไว้”

ด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บ มีความยินดีที่จะได้ต้อนรับกลุ่มอินเซ็นทีฟเหล่านี้ เพราะผู้เข้ามาร่วมแต่ละคนล้วนแต่เป็นแชมเปี้ยนของบริษัทของตนทั้งสิ้น การมาอบรมและวางแผนธุรกิจย่อมจะช่วยพัฒนาสมาชิกชาวไทยไปด้วย นอกจากนี้จะเพิ่มความเข้มแข็งด้านภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยได้เป็นอย่างดี”

ในปีงบประมาณ 2560 ประเทศไทยต้อนรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ รวมทั้งสิ้น 1,276,411 คน สร้างรายได้ 104,641 ล้านบาท มีนักเดินทางกลุ่มประชุมสัมมนา จำนวน 259,901 คน สร้างรายได้ 24,478 ล้านบาท และนักเดินทางกลุ่มอินเซนทิฟ จำนวน 271,793 คน สร้างรายได้ 16,696 ล้านบาท โดย 5 อันดับประเทศที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มอินเซ็นทีฟเข้าประเทศไทยสูงสุดเรียงตามลำดับในปีที่ผ่านมา ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม การทำตลาดอย่างต่อเนื่องของทีเส็บ ประกอบกับภาพลักษณ์ด้านธุรกิจและการท่องเที่ยวของไทยทำให้ในปี 2561 นี้มีแนวโน้มที่อินเซ็นทิฟในประเทศไทยจะขยายตัวมาก คาดว่าประมาณการภาพรวมตลาดอินเซ็นทีฟประเทศไทยจะมีจำนวนนักเดินทางประมาณ 285,000 คน และสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศประมาณ 23,940 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป

การจัดงานอินเซ็นทีฟของกลุ่มขายตรง นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานอินเซ็นทีฟในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังสร้างการรับรู้ต่อเจ้าของงาน ผู้จัดงาน และผู้ร่วมงานจากต่างประเทศให้ได้จดจำบทบาทดังกล่าวของประเทศไทย และสร้างโอกาสในการตัดสินใจเลือกที่จะมาจัดงานในประเทศไทยอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจขายตรงขนาดใหญ่ที่มาจัดอินเซ็นทีฟในกรุงเทพฯและเมืองรองของประเทศไทย กระจายรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ เช่น การจัดงาน Herbalife North Asia Extravaganza 2018 หรืองานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท Herbalife จำนวน 10,000 คน ระหว่างวันที่ 7-10 มิถุนายน 2561 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี การจัดงาน 2018 JM Top Incentive Seminar Thailand หรืองานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท JoyMain จำนวน 3,500 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 พฤษภาคม ที่พัทยา การจัดงานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท Yofoto จากประเทศจีน จำนวน 4,000 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายน ที่กรุงเทพฯและพัทยา รวมถึงการจัดงานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท Infinitus จำนวน 10,000 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-16 มิถุนายน ที่กรุงเทพฯและพัทยา และคาดว่า จะมีผู้ที่อยู่ในธุรกิจขายตรงทั่วโลก เข้าร่วมประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟในประเทศไทยปีนี้ไม่ต่ำกว่า 40,000 คน

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6692

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5443

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป