ธุรกิจขายตรงระดับโลก จ่อยึดไทยศูนย์กลางเอเชีย-แปซิฟิก 0 2187

ธุรกิจขายตรงระดับโลกเลือกใช้ไทยเป็นศูนย์กิจกรรมพัฒนาบุคลากรและธุรกิจ จ่อนำสมาชิกกว่าสี่หมื่นคนจัดงานใหญ่

บริษัทขายตรงระดับโลกเลือกไทยเป็นศูนย์กลางกิจกรรม เหตุธุรกิจในไทยขยายตัวสูง เตรียมนำสมาชิกกว่า 4 หมื่นคนเข้ามาอบรม วางแผนและท่องเที่ยวในปีนี้ ด้าน ทีเส็บ มั่นใจรายได้จากอินเซ็นทีฟของไทยแตะ 22,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย

มร.สก็อต เอ. ลิวอิส (Scott A. Lewis) ประธานบริหารด้านวิสัยทัศน์ บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล จำกัด ธุรกิจเครือข่ายขายตรงจากอเมริกา กล่าวว่า บริษัทเตรียมจัดงาน Jeunesse Expo World Tour 2018 – Bangkok งานสัมมนาประจำปีระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “รุ่งโรจน์” หรือ “Thrive” ระหว่างวันที่ 20 – 23 กันยายน 2561 ณ อิมแพ็ค อารีน่า และอาคารแสดงสินค้า ฮอลล์ 1 – 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยงานครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้แทนขายตรงจากทั่วภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิค แอฟริกาและอินเดียกว่า 12,000 คน เป็นการประชุมร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนของเจอเนสส์ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การประกาศทิศทางการตลาดประจำปี 2562 และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจอิสระของเจอเนสส์ฯ แสดงความคิดเห็นและรับฟังคำแนะนำในการทำธุรกิจเพื่อนำไปปรับใช้ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจที่ดี รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกด้วย

“ธุรกิจของเจอเนสส์ โกลบอล ขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค และเป็นประเทศแรกที่เจอเนสส์ฯ เข้าทำตลาดอย่างจริงจัง ทำให้บริษัทตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการจัดประชุมใหญ่ประจำปีเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บ ทั้งด้านงบประมาณ การให้ข้อมูล คำปรึกษา และการประสานงานที่จะทำให้การจัดงานครั้งนี้บรรลุเป้าหมายได้ตามที่วางแผนไว้”

ด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บ มีความยินดีที่จะได้ต้อนรับกลุ่มอินเซ็นทีฟเหล่านี้ เพราะผู้เข้ามาร่วมแต่ละคนล้วนแต่เป็นแชมเปี้ยนของบริษัทของตนทั้งสิ้น การมาอบรมและวางแผนธุรกิจย่อมจะช่วยพัฒนาสมาชิกชาวไทยไปด้วย นอกจากนี้จะเพิ่มความเข้มแข็งด้านภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยได้เป็นอย่างดี”

ในปีงบประมาณ 2560 ประเทศไทยต้อนรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ รวมทั้งสิ้น 1,276,411 คน สร้างรายได้ 104,641 ล้านบาท มีนักเดินทางกลุ่มประชุมสัมมนา จำนวน 259,901 คน สร้างรายได้ 24,478 ล้านบาท และนักเดินทางกลุ่มอินเซนทิฟ จำนวน 271,793 คน สร้างรายได้ 16,696 ล้านบาท โดย 5 อันดับประเทศที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มอินเซ็นทีฟเข้าประเทศไทยสูงสุดเรียงตามลำดับในปีที่ผ่านมา ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม การทำตลาดอย่างต่อเนื่องของทีเส็บ ประกอบกับภาพลักษณ์ด้านธุรกิจและการท่องเที่ยวของไทยทำให้ในปี 2561 นี้มีแนวโน้มที่อินเซ็นทิฟในประเทศไทยจะขยายตัวมาก คาดว่าประมาณการภาพรวมตลาดอินเซ็นทีฟประเทศไทยจะมีจำนวนนักเดินทางประมาณ 285,000 คน และสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศประมาณ 23,940 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป

การจัดงานอินเซ็นทีฟของกลุ่มขายตรง นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานอินเซ็นทีฟในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังสร้างการรับรู้ต่อเจ้าของงาน ผู้จัดงาน และผู้ร่วมงานจากต่างประเทศให้ได้จดจำบทบาทดังกล่าวของประเทศไทย และสร้างโอกาสในการตัดสินใจเลือกที่จะมาจัดงานในประเทศไทยอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจขายตรงขนาดใหญ่ที่มาจัดอินเซ็นทีฟในกรุงเทพฯและเมืองรองของประเทศไทย กระจายรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ เช่น การจัดงาน Herbalife North Asia Extravaganza 2018 หรืองานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท Herbalife จำนวน 10,000 คน ระหว่างวันที่ 7-10 มิถุนายน 2561 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี การจัดงาน 2018 JM Top Incentive Seminar Thailand หรืองานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท JoyMain จำนวน 3,500 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 พฤษภาคม ที่พัทยา การจัดงานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท Yofoto จากประเทศจีน จำนวน 4,000 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายน ที่กรุงเทพฯและพัทยา รวมถึงการจัดงานประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟของบริษัท Infinitus จำนวน 10,000 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-16 มิถุนายน ที่กรุงเทพฯและพัทยา และคาดว่า จะมีผู้ที่อยู่ในธุรกิจขายตรงทั่วโลก เข้าร่วมประชุมสัมมนาอินเซ็นทีฟในประเทศไทยปีนี้ไม่ต่ำกว่า 40,000 คน

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 4294

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

ไททา แนะพรรคการเมือง ชูนโยบายเกษตรปลอดภัย 0 6438

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย แนะพรรคการเมืองไทย หยุดนโยบายประชานิยม ชี้ควรชูนโยบายหลัก เร่งสนับสนุนภาคเกษตรกรรม เน้นการเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย พร้อมรุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (ไททา) เปิดเผยว่า รายได้จากภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP โดยมีพืชเศรษฐกิจนำรายได้เข้าประเทศมากมายหลายชนิด อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ทุเรียน มังคุด แต่ปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในหลายด้าน และไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็น

“ภาครัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ ประเทศไทย เป็น ครัวของโลก แต่ ไททา กลับมองว่า ประเทศไทยจะต้องเป็น จุดศูนย์กลางของอาหารโลก ที่มีคุณภาพและพัฒนาให้เป็น แบรนด์ของประเทศ ในอนาคต ทั้งนี้ การบรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เกษตรกร ปัจจัยการผลิต ระบบการเพาะปลูก การส่งเสริมและสนับสนุน จนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงอยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หยุดนโยบายประชานิยม เพ้อฝัน หันมาพิจารณา แนวทางที่เป็นจริงและก่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะนโยบายภาคการเกษตร อันเป็นรายได้หลักของประเทศ” ดร. วรณิกา กล่าว

สำหรับขอเสนอ 3 นโยบายหลักด้านการเกษตรที่อยากให้พรรคการเมืองนำไปชูเป็นนโยบายพรรค ได้แก่

1. เกษตรกรสร้างชาติ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ ประสานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม และรัฐ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้จริง รวมทั้ง เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตร ไม่ใช่ให้ผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์มาบริหารหรือจัดการภาคเกษตร

2. เกษตรมาตรฐาน GAPใช้สารเคมีปลอดภัย ส่งเสริมความรู้การเกษตรมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในหลายประเทศใช้มาตรฐานนี้ในการกีดกันสินค้าจากไทย ปัจจุบัน ภาครัฐให้เกษตรกรใช้มาตรฐาน GAP โดยสมัครใจ ควรกำหนดให้เป็นมาตรฐานหลักที่ทุกภาคเกษตรต้องปฏิบัติ และ

3. ราคากลางสินค้าเกษตร ปัจจุบัน ภาครัฐมีการกำหนดราคากลางสินค้าในหลายประเภท จึงอยากพิจารณาราคากลางสินค้าเกษตรบ้าง ตามความเหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“ปัญหาหลักของภาคเกษตรไทย คือ ยังหลงประเด็นกับการจัดการปัญหาที่ไม่ตรงจุด เรียกได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ อาทิ การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรระดับประเทศ ควรให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ กลับให้หน่วยงานอื่นที่ขาดความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อมูลวิทยาศาสตร์มาตัดสิน หรือ การสร้างโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ควรพัฒนาเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้รับการยอมรับทั่วโลก ให้ความรู้เกษตรกรในการเพาะปลูกทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัย โดยใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน หากใครไม่ต้องการใช้สารเคมีก็มีแนวทางแนะนำ หากใครต้องการใช้สารเคมีก็มีวิธีการควบคุม เหมือนการทำงานของแต่ละคน บางคนขับรถ บางคนนั่งรถเมล์ บางคนนั่งรถไฟฟ้า บางคนเดินไปทำงาน ภาครัฐไม่สามารถบังคับให้ทุกคนนั่งรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละคนต่างกัน ดังนั้น การกำหนดแนวทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย วันนี้” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป