“สกุลฎ์ซี” มอบเรืออลูมิเนียม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ให้ “ตูน บอดี้สแลม” ในโครงการก้าวคนละก้าว 0 1625

“สกุลฎ์ซี” มอบเรืออลูมิเนียม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ให้ “ตูน บอดี้สแลม” ในโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลหลังสวน

“สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น” ส่งต่อรอยยิ้ม คืนกำไรแก่สังคม มอบเรืออลูมิเนียมให้กับ “ตูน บอดี้สแลม” มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการก้าวคนละก้าว พร้อมส่งต่อให้โรงพยาบาลหลังสวน ไปใช้งานในการช่วยเหลือผู้ป่วย ตอกย้ำความเป็นผู้นำเรืออลูมิเนียมของคนไทย

บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จํากัด หนึ่งในบริษัทย่อยแห่ง กลุ่มบริษัทโชคนำชัย หรือ CNC Group ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ตัวถังเครื่องยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายเรืออลูมิเนียมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “สกุลฎ์ซี (SakunC)” เตรียมส่งต่อรอยยิ้ม คืนกำไรแก่สังคม ในการมอบเรืออลูมิเนียม ขนาด 5 เมตร ให้กับคุณอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม เพื่อใช้ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” หวังให้เรือสกุลฎ์ซีเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ ในการพาเอาน้ำใจและความช่วยเหลือ ไปสู่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

นายนำชัย สกุลฎ์โชคนำชัย ประธานกลุ่มบริษัท โชคนำชัยและบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด เผยว่า “คุณตูนถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้ทุกคนหันกลับมาเห็นปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาตลอด แน่นอนว่าสกุลฎ์ซีก็เป็นเรือของคนไทย บริษัทของคนไทย เราจึงไม่มองข้ามปัญหานั้นไปเฉยๆ เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งใน ในการส่งความหวังไปให้ชาวไทยทุกคน สกุลซีฎ์ได้บริจาคเงินช่วยเหลือในโครงการก้าวคนละก้าวเมื่อปีที่ผ่านมา จำนวน 184,000 บาท และในปีนี้เรามองเป็นปัญหาในการทำงานด้านความสะดวกในส่วนของโรงพยาบาลที่มีแม่น้ำขวางกั้น เราจึงได้มอบเรืออลูมิเนียมของสกุลฎ์ซี ให้เป็นกำลังสำคัญที่จะพาคุณตูนและทีมงานทุกคน สามารถส่งต่อการช่วยเหลือไปสู่ทุกคนได้”

“เรือที่สกุลฎ์ซีมอบให้โครงการก้าวคนละก้าวเป็นเรืออลูมิเนียมขนาด 5 เมตร โครงสร้างรอบตัวเป็นอลูมิเนียมผ่านการปั๊มขึ้นรูป เรือลำนี้มีชิ้นส่วน Body part 5 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการใส่โฟมเข้าใต้ท้องเรือเพื่อป้องกันการจมเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้เรือทุกลำที่เราสร้างขึ้น จะผ่านขั้นตอนการทดสอบที่เรียกว่า Sink Test หรือเทสจม โดยในการทดสอบ เราจะนำทราย ไปวางเรียงบนเรือทั้งสองฝั่ง และทำการปั๊มน้ำเข้าไปในเรือ จากนั้นจะทำการปล่อยให้เรืออยู่ในน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเรือของสกุลฎ์ซีทุกลำไม่มีการจมแม้แต่ลำเดียว ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเรือที่เรามอบให้ทีมงานก้าวคนละก้าว จะมีความคงทน แข็งแรง และปลอดภัยสูงอย่างแน่นอน”

ซึ่งเรืออลูมิเนียมของสกุลฎ์ซีของเรา สร้างขึ้นด้วยอลูมิเนียมชนิด 5083-H116 Marine Grade เป็นอลูมิเนียมชนิดที่แข็งที่สุด เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มาแทน อลูมิเนียม 5052 เดิม, เรือไฟเบอร์ และเรือไม้ ทำให้เรือยุคใหม่ของสกุลฎ์ซี มีความเบากว่า, แข็งแรงกว่า, ใช้เครื่องน้อยกว่า, ซ่อมบำรุงน้อยกว่า และอัตราการสิ้นเปลืองน้อยกว่า ชนิดที่เรือยุคเก่าเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีได้นำเอาเทคโนโลยีแม่พิมพ์มาใช้ผลิตทุกชิ้นส่วนเรือ ทดแทนการพับ ตัด ต่อ เชื่อมแบบเดิม เพื่อลดรอยต่อ เพิ่มความแข็งแรง รวมทั้งผ่านการทดสอบทางวิศวกรรม ทั้งกระบวนการ Material Test, Strength Simulation, Model Test และ Sink Test หรือการเทสจม ทำให้นอกจากจะได้เรือที่มีคุณภาพสูงแล้ว เรือจากสกุลฏ์ซียังเป็นเรืออลูมิเนียมหนึ่งเดียวในไทยที่มั่นคงปลอดภัยแม้ในยามเกิดอุบัติเหตุก็ตาม

นายนำชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น อยู่ในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ตัวถังมาอย่างยาวนาน ทั้งยังผลิตตัวถังเครื่องยนต์ส่งบริษัทชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Honda, Nissan และ GM และยังได้นำความชำนาญในงานโลหะชนิดพิเศษอย่าง Super Steel (High Tensile) มาผสานรวมกับความรู้ในการสร้างเรือ จนก่อให้เกิดนวัตกรรมเรืออลูมิเนียมสัญชาติไทย คุณภาพสากล ระดับ TOP5 Asia นามว่า “สกุลฎ์ซี” ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 20 ปี ในตอนนี้สกุลฎ์ซีได้ตอบแทนความไว้ใจ ด้วยการร่วมส่งต่อความหวังให้คนไทยไปกับโครงการก้าวคนละก้าว และนี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำจุดยืนว่า “สกุลฎ์ซี” จะเป็นกำลังสำคัญ คอยช่วยเหลือ ส่งต่อรอยยิ้ม คืนกำไรแก่สังคม อยู่คู่คนไทยตลอดไป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6691

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5441

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป