Digital Consumer Insights 2018 เผยคนไทยกว่า 73% ช็อปสินค้าออนไลน์ แต่การทุจริตในระบบดิจิทัลก็โตขึ้นพร้อมกัน 0 7326

รายงานข้อมูลผู้บริโภคระบบดิจิทัลประจำปี 2561 (Digital Consumer Insights 2018) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เอ็กซ์พีเรียน ผู้ให้บริการข้อมูลชั้นนำระดับโลก และ ไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำของโลก ระบุว่า ปัจจุบัน คนไทยกว่า 3 ใน 4 มีการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ โดยประเภทสินค้าและบริการที่นิยมสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ความงาม แฟชั่น และเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ในขณะที่ผู้บริโภคต่างเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย การทุจริตก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วย

เอ็กซ์พีเรียนเผยคนไทยกว่า 73% ช็อปสินค้าออนไลน์ ความสะดวกสบายในการจับจ่าย ที่มาพร้อมกับภัยทุจริตออนไลน์ที่สูงขึ้น รายงานข้อมูลผู้บริโภคระบบดิจิทัลปี 2561 ระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างความสะดวกสบายในการจับจ่ายและการทำทุจริตในระบบดิจิทัล ยิ่งการซื้อขายระบบดิจิทัลเติบโตมากเท่าใดการทำทุจริตในระบบดิจิทัลก็จะตามมาเท่านั้น

รายงานข้อมูลผู้บริโภคระบบดิจิทัลประจำปี 2561 ใช้ข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค 3,200 คนในตลาด 10 แห่งทั่วเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อตรวจสอบว่าผู้บริโภคมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการบริหารการทุจริตของภาคธุรกิจในปัจจุบัน และเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบรายงานข้อมูลการบริหารการทุจริตประจำปี 2560 (Fraud Management Insights 2017) ซึ่งมุ่งตรวจสอบการบริหารการทุจริตผ่านสายตาของเหล่าบริษัทผู้ประกอบการ

รายงานฉบับนี้เปิดเผยถึงความเชื่อมโยงระหว่างความสะดวกสบายในการจับจ่ายและการทุจริต โดยยิ่งรูปแบบการติดต่อและระบบการซื้อขายมีความสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงการใช้ระบบการจ่ายเงินที่ลื่นไหลและเป้าหมายในการมอบประสบการณ์ผู้บริโภคที่ดีกว่าและคล่องตัวสูง สิ่งเหล่านี้ยิ่งเอื้อโอกาสให้เกิดการทุจริตเพิ่มมากขึ้น

“ตลาดอี-คอมเมิร์ซของเมืองไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 73% ระบุว่าตนเองซื้อสินค้าออนไลน์” มร.เดฟ ดีมาน กรรมการผู้จัดการ เอ็กซ์พีเรียน เอเชีย แปซิฟิก ประจำภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดใหม่ กล่าว “อย่างไรก็ดี อัตราการทุจริตก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคนไทยกว่า 19% โดยเฉลี่ยเคยมีประสบการณ์การทุจริตในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและธุรกิจบริการหลากหลายประเภท และผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่ง 51% ต้องการเปลี่ยนไปใช้ผู้ให้บริการรายอื่น หากพบเจอการทุจริต”

“นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะในความเป็นจริงนั้น ยิ่งธุรกรรมระบบดิจิทัลมีความสะดวกสบายมากขึ้นเท่าใด การทุจริตก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี เรายังพบว่า การทุจริตที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่สะดวกรวดเร็ว อาทิ ข้อมูลชีวภาพของบุคคลของบุคคล (Biometrics) ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์ผู้บริโภคได้อย่างลื่นไหลไปพร้อมกับการบริหารการทุจริตได้พร้อม ๆ กัน”

แม้รัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้มีการลงทะเบียนสมัครซิมการ์ดทั่วประเทศด้วยข้อมูลชีวภาพของบุคคล (Biometric) อาทิ การสแกนลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้าและเสียง เพื่อการรับมือกับการทุจริตทางระบบอิเล็กทรอนิกส์และเสริมประสิทธิภาพความปลอดภัยของการธนาคารออนไลน์ แต่มีผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยเพียง 15% ที่ระบุว่ายินยอมใช้ข้อมูลชีวภาพของบุคคลในแอปพลิเคชั่นเชิงพาณิชย์ ซึ่งการตื่นตัวในเรื่องนี้ ประเทศไทยนับเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ตามหลังเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาอื่น ๆ อย่าง อินเดีย จีน และเวียดนาม

วงจรอันเลวร้ายของการตอบสนองต่อการทุจริต: การบริหารจัดการวงจรการตอบสนองต่อการทุจริตและการขจัดความเสี่ยงทางธุรกิจ

งานวิจัยพบว่าการบริหารจัดการการตอบสนองต่อการทุจริตที่ผิดพลาดจะสร้างความเสียหายให้แก่บริษัท 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของผู้บริโภคซึ่งมีทัศนคติและการรับรู้ต่อความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยรายงานได้แบ่งผู้บริโภคออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ใช้ในระบบดิจิทัล (Digital Voyagers) และผู้ปฏิบัติงานบนระบบดิจิทัล (Digital Pragmatists) โดยผู้ใช้ในระบบดิจิทัลมักใช้โทรศัพท์มือถือและอยู่ในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยถูกขับเคลื่อนด้วยความสะดวกสบายและกลัวความเสี่ยงน้อยกว่า ส่วนผู้ปฏิบัติงานบนระบบดิจิทัล มักมาจากเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเต็มที่ มีความระมัดระวังตัวสูง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัย

“การทำความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างผู้ใช้ในระบบดิจิทัลและผู้ปฏิบัติงานบนระบบดิจิทัล นับว่ามีความสำคัญมากสำหรับบริษัทต่าง ๆ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มมีปฏิกิริยาต่อการทุจริตที่แตกต่างกัน” มร.เดฟ ดีมาน กล่าว “ในกรณีของประเทศที่เป็นผู้ใช้ในระบบดิจิทัลอย่างประเทศไทย บริษัทต่าง ๆ อาจเผชิญกับต้นทุนการรับมือการทุจริตที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อการบริโภคผ่านระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและบริษัทต่าง ๆ พยายามอุ้มความสูญเสียจากการทุจริตเองเพื่อรักษาฐานผู้บริโภคเอาไว้ ส่วนประเทศที่เป็นผู้ปฏิบัติงานบนระบบดิจิทัลอย่างฮ่องกง ผู้คนมักหลีกเลี่ยงการซื้อขายผ่านระบบดิจิทัลเนื่องจากหวาดกลัวการทุจริต ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ในระบบดิจิทัลสำหรับภาคธุรกิจต่าง ๆ”

การยินยอมของผู้บริโภคในการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัว

หนึ่งในวิธีการที่บริษัทจะสามารถใช้เพื่อป้องกันการทุจริตได้ก็คือ บริษัทต้องมีข้อมูลผู้บริโภคที่มีคุณภาพเพื่อให้สามารถยืนยันความถูกต้องของการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม โดยมีคนไทย 51% ที่ยินยอมให้องค์กรธุรกิจนำฐานข้อมูลของตนเองไปใช้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการทุจริตที่ดีขึ้นเท่านั้น

ผู้บริโภคยังมีการเลือกสรรข้อมูลที่จะมอบให้แก่บริษัทต่าง ๆ โดยมีคนไทย 3.8% ยอมรับว่าเคยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 5% คนไทยยังมีแนวโน้มสูงสุดในภูมิภาคที่จะให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่บริษัทต่าง ๆ โดย 35% ระบุว่าเคยทำผิดพลาดในการให้ข้อมูลส่วนตัวพื้นฐาน อาทิ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และชื่อนามสกุล และมี 25% ระบุว่าเคยทำผิดพลาดในการให้ข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญ อาทิ รายละเอียดการจ่ายเงิน และมี 30% เคยให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับอายุ เพศ รายได้และระดับการศึกษา

“เราพบว่า ทั่วภูมิภาคยังมีช่องว่างระหว่างผู้คนและองค์กรต่าง ๆ” มร.เดฟ ดีมาน กล่าว “ผู้บริโภคยังคงตั้งใจให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือละเลยการให้ข้อมูลสำคัญแก่บริษัทต่าง ๆ เพื่อจุดประสงค์บางประการ ซึ่งน่าเสียดายเพราะสิ่งนี้ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถยืนยันตัวตนผู้บริโภคออนไลน์ของตนและรับมือกับการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพได้ยากยิ่งขึ้น และยิ่งเศรษฐศาสตร์ระบบดิจิทัลถูกกระตุ้นให้แพร่หลายมากขึ้น ปัญหาเรื่องการทุจริตก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และบริษัทต่างๆ จะต้องมั่นใจว่าได้ยกระดับประสิทธิภาพเทคโนโลยีและโซลูชั่นเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความซับซ้อนของโลกยุคดิจิทัลในทุกวันนี้”

ผลการศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติผู้บริโภคของประเทศไทย

ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ คือประเทศที่เป็นผู้ปฏิบัติงานบนระบบดิจิทัล – ผู้บริโภคมีการรับรู้สูงถึงความเสี่ยงและรู้สึกว่า ความปลอดภัยสำคัญกว่าความสะดวกสบาย ไทย อินโดนีเซีย จีน อินเดีย เวียดนาม คือประเทศที่เป็นผู้ใช้ในระบบดิจิทัล – ผู้บริโภคกลัวความเสี่ยงน้อยกว่าและมีการป้องกันการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวน้อยกว่า ตัวอย่างพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย
การทุจริตเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

 

มีแนวโน้มสูงในการเปลี่ยนผู้ให้บริการหากเกิดการทุจริต

มีแนวโน้มต่ำในการเปลี่ยนผู้ให้บริการหากเกิดการทุจริต ไทยมีการทุจริตทางตรงสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาค 19% น้อยที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

 

ผู้บริโภคไทย 51% จะเปลี่ยนผู้ให้บริการเมื่อเกิดการทุจริต  และ 84%เชื่อว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ความสมัครใจต่ำกว่าในการให้ข้อมูลเพื่อรับประสบการณ์ที่ดีขึ้น

 

 

 

 

การให้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง / คุณภาพสูงกว่า

ความสมัครใจสูงกว่าในการให้ข้อมูลเพื่อรับประสบการณ์ที่ดีขึ้น

 

 

 

 

การให้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง / คุณภาพต่ำกว่า

คนไทย 51% ยินยอมให้นำฐานข้อมูลของตนเองไปใช้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการทุจริตที่ดีขึ้น (ค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิกคือ 43%)

 

คนไทยเพียง 17.5% รู้สึกกังวลในการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวในสภาพแวดล้อมความเสี่ยงสูง อาทิ เครือข่าย Wi-fi สาธารณะ เมื่อเปรียบเทียบออสเตรเลียที่ 22% โดยไทยนับเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคที่กังวลน้อยที่สุดรองจากญี่ปุ่น (12%) และอินโดนีเซีย (14%)

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า งานศึกษาพบความเชื่อมโยงเพียงเล็กน้อยระหว่างผู้บริโภคที่เลือกแบ่งปันและรักษาข้อมูลของตนเองในด้านการทุจริต ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจไม่ควรพึ่งพาการกระทำของผู้บริโภคในการลดอัตราการทุจริต

 

ความผิดพลาดในการให้ข้อมูลแก่บริษัทของผู้บริโภคในเมืองไทยมีอัตราสูง โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 35% ระบุว่าเคยทำผิดพลาดในการให้ข้อมูลส่วนตัวพื้นฐาน

การบริโภคผ่านบริการระบบดิจิทัลมีอัตราต่ำกว่า

 

การจ่ายเงินผ่านอุปกรณ์สื่อสารมีอัตราต่ำกว่า

การบริโภคผ่านบริการระบบดิจิทัลมีอัตราต่ำสูงกว่า

 

การจ่ายเงินผ่านอุปกรณ์สื่อสารมีอัตราสูงกว่า

คนไทยสมัครใจจ่ายเงินในการซื้อขายผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่อครั้งโดยไม่มีการติดต่อกันมาก่อนสูงถึง 140 ดอลลาร์ นับเป็นอันดับ 2 รองจากออสเตรเลียที่ 143 ดอลลาร์ โดยญี่ปุ่นและเวียดนามต่ำสุดที่ 92 และ89 ดอลลาร์ต่อครั้งการซื้อขายตามลำดับ

 

คนไทยมีการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือสูงสุดเป็นอันดับ 3 โดยคิดเป็นร้อยละของรายได้ต่อเดือนที่ 25.1%ตามหลังเวียดนามที่ 51.4% และอินโดนีเซีย 47.9%

ดาวน์โหลดรายงานข้อมูลผู้บริโภคระบบดิจิทัลประจำปี 2561 (Digital Consumer Insights 2018) ได้ที่ http://experian.com.sg/insights/digital-consumer-insights-2018.

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไทย-ไต้หวันร่วมมือจัดสัมมนาอุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ ชูไทยแลนด์ 4.0 0 4285

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และจัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากไต้หวันเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เป็นงานสัมมนาสุดยอดผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยและไต้หวัน จัดแสดงและนำเสนอเทคโนโลยีแห่งอนาคต ครอบคลุมเรื่อง นวัตกรรมยานยนต์ ระบบประหยัดพลังงาน ระบบเพาะปลูกและควบคุมอุณหภูมิไร้สายเพื่อการเกษตร ระบบบริหารขนส่งและอาคาร ระบบบันเทิงและข้อมูลยานยนต์ และระบบขนส่งเพื่อการคมนาคมอัจฉริยะ

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสุดยอดนวัตกรรมของผู้ประกอบการไต้หวัน ภายใต้ชื่อ Taiwan Excellence ตราสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมจากไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม เมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้นำผู้ประกอบการไต้หวันชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ต้าถง จำกัด บริษัท แอ็ดวานซ์เทค จำกัด บริษัท เวียร์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท ไมโครสตาร์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด และบริษัท เน็กซ์คอม จำกัด มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมในหลายด้าน นับตั้งแต่ การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบการบริหาร ระบบการจัดการ ซอฟท์แวร์ปฏิบัติการ จนถึงการควบคุมและประหยัดต้นทุนด้านพลังงาน

นายเจสัน ชวี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวสนับสนุนว่า ไทยและไต้หวัน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากันอย่างแนบแน่น โดยในปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา บริษัทชาวไต้หวันลงทุนในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 14.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของไต้หวันในด้านการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องและเอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายเดชา โฆษิตธนากร กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานส่งเสริมการค้าการลงทุน กล่าวว่า เป้าหมายหลักของสภาอุตสาหกรรมฯ ต้องการพัฒนาศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างบูรณาการ การประสานความร่วมมือกับไต้หวันครั้งนี้ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันได้ในยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

นวัตกรรมเด่นที่นำมาจัดแสดงและสาธิตให้แก่ผู้ประกอบการไทย ได้แก่

มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า สามารถปรับความเร็วได้ 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปลอดภัย ระดับประหยัดพลังงาน และระดับรถแข่ง ด้วยระบบเบรกอัจฉริยะ กันน้ำได้สูงถึง 40 เซนติเมตร และวิ่งได้ไกล 65 กิโลเมตรต่อการชาร์ทไฟ 1 ครั้ง

ระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และน้ำ เพื่อการเกษตร ADM-3600 series ช่วยบริหารจัดการ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบคลาวด์แบบ Real Time สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมาก ลดปริมาณการสูญเสียน้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้ม

เทคโนโลยีสื่อสารและจัดการอุปกรณ์ภายในบ้าน โรงแรม และสำนักงานอัจฉริยะ ช่วยควบคุมการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดอย่างครบวงจร อาทิ ระบบปลดล็อคประตูระยะไกล ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ Infrared สัญญานกันขโมย กล้องวงจรปิด ด้วยระบบไร้สายผ่านอุปกรณ์แท็บเบล็ท

FUNTORO อัครบันเทิงระดับโลก นวัตกรรมจัดการข้อมูลเพื่อความบันเทิงและการขับขี่สำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถโคชท่องเที่ยวกับระบบความบันเทิงบนหน้าจอที่สามารถชมภาพยนตร์ ช็อปปิ้ง ตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง หรือช่วยในการตรวจสอบการขับขี่ สื่อสารระหว่างผู้ขับขี่กับศูนย์ควบคุม รายงานผลเพื่อพัฒนาศักยภาพหรือให้รางวัลผู้ขับขี่ ตรวจสอบได้ผ่านโปรแกรมบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

NEXCOM Telematics ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่อัจฉริยะ การผสมผสานเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS กับการประมวลข้อมูลการสื่อสารสองทางระหว่างรถยนต์และศูนย์รับข้อมูล เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์ เส้นทางที่เลือกใช้ ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ และวิเคราะห์พฤติกรรมในการขับขี่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1

ชวนร่วมงานใหญ่แห่งปี ไทย-ไต้หวัน สัมมนาสุดยอดเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ 0 4856

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติและเจรจาธุรกิจ ไทย-ไต้หวัน เน้นอุตสาหกรรมเพื่อเมืองอัจฉริยะ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน นี้ เวลา 13.30-17.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยท์ เทอร์มินัล 21 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ (Thailand-Taiwan Smart City Industry Seminar & Trade Meeting Bangkok) ได้รับเกียรติจากสุดยอดผู้ประกอบการชั้นนำจากไต้หวัน มานำเสนอเทรนด์และเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลายด้าน ทั้งระบบขนส่งพาณิชย์ ขนส่งมวลชน ยานยนต์ เกษตรกรรม พลังงาน ที่พักอาศัย สำนักงานและโรงงาน พร้อมสาธิตนวัตกรรมเด่นและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไต้หวัน ซึ่งได้รับการคัดเลือกและการันตีความเป็นเลิศจากโครงการ Taiwan Excellence

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน กล่าวว่า “ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ไม่เพียงจะได้เจรจาโดยตรงกับเจ้าของสุดยอดผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากไต้หวัน ที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ คุณภาพ และการตลาด เท่านั้น แต่ยังได้รับฟังข้อมูลการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อรองรับการเติบของ เมืองอัจฉริยะ ตามนโยบายพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย”

การจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน รวมทั้ง ได้รับการสนับสนุนโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับนักธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติและเจรจาธุรกิจ โปรดสำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1 หรือลงทะเบียนได้ที่ http://goo.gl/Qz8NYe ปิดรับลงทะเบียนวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561