สภาทองคำโลกเผย “อนาคตทองคำ” ในอีก 30 ปีข้างหน้า 0 3119

สภาทองคำโลก (World Gold Council) เผยแพร่ชุดบทความที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งมีชื่อว่า “Gold 2048” โดยได้ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกมาร่วมกันวิเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางของตลาดทองคำว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอีก 30 ปีข้างหน้า

โดยข้อสรุปสำคัญๆที่ได้จากผู้เขียนบทความ อย่าง George Magnus นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, Rick Lacaille ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนสากล จากบริษัท State Street Global Advisors และ Michelle Ash ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านนวัตกรรมของบริษัท Barrick Gold ได้แก่

– การขยายตัวของชนชั้นกลางในจีนและอินเดีย รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความต้องการทองคำ

– การใช้ทองคำในภาคพลังงาน เฮลท์แคร์ และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่สถานะของทองคำจะยังคงเป็นวัตถุทางเลือกต่อไป และจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

– แอปพลิเคชันมือถือสำหรับการลงทุนในทองคำ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถซื้อ,ขาย ลงทุนและมอบทองคำเป็นของขวัญจะได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในอินเดียและจีน

– ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการเมืองการปกครองจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการผลิตของอุตสาหกรรมเหมืองแร่

– อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำจะต้องรับมือกับความท้าทายในการผลิตทองคำให้ได้ในระดับใกล้เคียงกับระดับเดิมในอีก 30 ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณที่เคยส่งมอบในอดีต

Aram Shishmanian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสภาทองคำโลก แสดงความคิดเห็นว่า “นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1987 สภาทองคำโลกได้ทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแลและผู้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการทองคำในท้ายที่สุด”

“ในอีก 30 ปีข้างหน้า จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย บ้างก็เป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ แต่บ้างก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บทความ ‘Gold 2048’ ซึ่งเราได้รวบรวมกลุ่มผู้เขียนชั้นแนวหน้า ทั้ง นักเศรษฐศาสตร์ ผู้จัดการด้านการลงทุนและผู้นำในอุตสาหกรรมทองคำ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญของเราเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อร่วมพิจารณาถึงแนวโน้มและพลวัตของโลกที่จะผลักดันตลาดอันน่าจับตานี้ให้ก้าวไปข้างหน้า”

บทความฉบับสมบูรณ์พร้อมสำหรับการดาวน์โหลดแล้วที่: https://www.gold.org/research/gold-2048

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

แพทย์ชี้ พาราควอต ไม่น่ากลัว 
การใช้ พาราควอต ทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม 0 10039

ปัจจุบัน เกิดกระแสข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดวัชพืชของภาคเกษตรกรรม หรือ พาราควอต ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ส่งผลต่อไปยัง การปฏิเสธสินค้า และผลผลิตจากเกษตรกร ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมแปรรูป การผลิต และการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า1.2 ล้านล้านบาท ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมทั้ง ข่าวสารดังกล่าวยังสร้างความกังวลใจต่อสาธารณะ และผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาพ จนกระทั่งถึงขั้นที่เสนอให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช หรือ แบน พาราควอต ออกไปจากระบบกสิกรรมเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัวหน้าภาควิชาโรคระบบหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจ และปอดมีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตได้เคยเขียนบทความทบทวนส่งไปลงพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์เวชสาร และ พุทธชินราชเวชสาร พร้อมกันนั้นก็ไปบรรยายเรื่องพาราควอตในการประชุมราชบัณฑิตสัญจร เมื่อเมษายนปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้นมีเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมาร่วมประชุมด้วย เช่น ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล ศาสตราจารย์ ดร. สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ศาสตราจารย์ ดร. อรอณงค์ นัยวิกุล ศาสตราจารย์ ดร. สมชาย วงศ์วิเศษ ศาสตราจารย์ ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านไม่มีความเห็นขัดแย้งกับข้อมูลที่บรรยาย คือ การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศาสตราจารย์ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อ้างผลงานของคณะผู้วิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) พบว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าทำให้มีสารพาราควอตตกค้างอยู่ในไร่นา ในน้ำที่ขัง ทำให้ผู้ที่ย่ำน้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านั้นได้รับสัมผัสพาราควอตทางผิวหนังป่วยปีละกว่า 100 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 รายจากขาเน่าและติดเชื้อซ้ำซ้อนถึงต้องตัดขา โดยไม่ให้รายละเอียดเอกสารและแหล่งพิมพ์เอกสาร รวมทั้ง อ้างว่าการสัมผัสยาฆ่าหญ้า ทำให้เกิดโรคที่รักษาไม่ได้ เช่น โรคพาร์กินสันและการทำลายเซลล์สมอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ให้ความเห็นในทางตรงกันข้าม โดยอ้างอิงจากเอกสารวิชาการของสำนักงานความปลอดภัยทางเคมี ของกรมสุขภาพ เมืองแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย ว่า พาราควอต เป็นยากำจัดวัชพืช โดยวิธีการยับยั้งการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้เกิดสุเปอร์ออกไซด์ไปทำอันตรายแผ่นเยื่อต่างๆของพืชโดยกระบวนการเพอร์ออกซิไดซ์ไขมัน การเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นแบบเดียวกับในพืช คือ เมื่อได้รับสารพิษเข้าทางเดินอาหารหรือทางหายใจจะเกิดภาวะพิษทางระบบการหายใจ ไตและตับ การได้รับพิษทางผิวหนังพบน้อยมาก รายงานศักยภาพพิษต่อระบบประสาทที่ทำให้เป็นโรคพาร์กินสันในคนก็พบน้อยมาก อีกทั้งยังไม่สามารถระบุสาเหตุว่าเกิดจากสาพราควอต และที่กล่าวอ้างในบางรายงานว่าเกิดขึ้นก็ไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ รายงานผลวิจัยยาฆ่าวัชพืช 2 ตัว คือ ไกลโฟเสตและพาราควอต ในประเทศไทย จากกลุ่มนักวิชาการ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงการตรวจพบพาราควอตในซีรั่มของมารดาและสายสะดือของทารก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าได้ศึกษาเพิ่มด้านสนเทศพันธุกรรมจากเลือดด้วยโดยวิธี Next Generation Sequencing ด้วย อาจได้ข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ที่สัมผัสพาราควอต ไม่ว่าจะขณะทำงานพ่นสาร หรือจากสัมผัสสารที่ปนเปื้อนสิ่งต่างๆใกล้ตัว หรือจากบริโภคน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนละอองพาราควอตที่พ่นขณะทำงาน แต่ไม่น่าได้รับจากสัมผัสดิน เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าในดินไม่มีฤทธิ์ของพาราควอตให้สัมผัส ส่วนเด็กแรกคลอดได้พาราควอตจากเลือดของแม่ เพราะเด็กอยู่ในครรภ์จนคลอด การศึกษานี้ ถ้าได้ศึกษาดีเอ็นเอด้วย ก็อาจโชคดีได้พบความผิดปรกติจำเพาะที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสายดีเอ็นเอ ก็จะได้ตัวกำหนดชีวภาพระบุการสัมผัสสารพิษของหญิงมีครรภ์และของทารกแม้ก่อนเกิดเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าในรายงานไม่มีข้อมูลว่า แม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพาราควอตหรือไม่อย่างไร เพราะหญิงมีครรภ์ที่นำมาศึกษาถ้าได้รับพาราควอตที่เป็นสารพิษร้ายแรง น่าจะมีอาการหรือลักษณะเวชกรรมพิษพาราควอตบ้าง ซึ่งในรายงานนี้บอกยากว่าได้รับเมื่อไร ถึงแม้ว่าพบปริมาณพาราควอตในเลือดตอนคลอดน้อยมาก จนไม่มีอาการ ถ้าได้สัมผัสปริมาณมากน่าจะมีอาการป่วยหรือเสียชีวิต

จากข้อมูลเท่าที่ผู้เขียนทราบจวบปัจจุบัน ยังไม่เคยปรากฏว่าการใช้พาราควอตฆ่าหญ้าเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ รายที่มีอาการและเสียชีวิตจากได้รับพาราควอตปริมาณมากเป็นรายที่ดื่มฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม หรือดื่มกินโดยไม่ตั้งใจเช่นในเด็กที่นึกว่าเป็นสิ่งที่ดื่มกินได้

พาราควอต เป็นสารฤทธิ์ทำอันตรายเฉพาะที่สูงมาก ถ้าดื่มก็จะทำอันตรายช่องปากและลำคอรุนแรง การเข้าทางหายใจก็เกิดยาก เพราะละอองสารเหลวจากการพ่นจะมีขนาดใหญ่ จะทำให้เปรอะเปื้อนตามร่างกายมากกว่าหายใจเข้าไปในทางหายใจ จึงไม่น่าจะมีใครสามารถหายใจพาราควอตได้ การสัมผัสทางผิวหนังก็เช่นกันจะเกิดการอักเสบรุนแรงเกิดแผลสด แต่ไม่น่าจะได้รับพาราควอตปริมาณมากจนเสียชีวิต การเดินลุยน้ำที่มีการปนเปื้อนจากการพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืช ก็ไม่น่าจะได้สัมผัสพาราควอต เพราะพาราควอตที่ลงสู่ดิน จะถูกกำจัดหมดไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ ได้นำข้อเท็จจริงจากรายงานวิชาการต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจพันธุกรรมก่อนสมภพ ของพุทธชินราชเวชสาร การเก็บของเหลวเพื่อชันสูตร ของธรรมศาสตร์เวชสาร A case of paraquat poisoning with recovery ของสารศิริราช และ IARC Monograph Volume 112 evaluation of five organophosphate insecticides and herbicides ขององค์การอนามัยโลก และการประเมินพิษวิทยาสารพาราควอตจากรมสุขภาพของประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพาราควอตชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเพื่อตอกย้ำว่า การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ควรยกเลิกใช้สาร พาราควอต ในกสิกรรมของไทยในที่สุด

กลุ่มนักวิชาการและแพทย์ ชี้ข้อเท็จจริงว่า พาราควอต จำเป็นต่อการเกษตร 0 10106

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร นำกลุ่มนักวิชาการและแพทย์ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ พันเอก นายแพทย์ สุรจิต สุนทรธรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ และศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา จัดเสวนา “สนทนาพาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง หวังสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ซึ่งยังคงจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติ อาหารไทยสู่ครัวโลก

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร เปิดเผยว่า สารเคมีกำจัดวัชพืชมีความสำคัญต่อเกษตรกรรมของประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นการทดแทนแรงงานคนเพื่อจะใช้ในการกำจัดวัชพืช ดังนั้น มูลนิธิฯ ยึดถือผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการตัดสินใจและสรุปข้อมูลทั้งผลงานที่ไม่ว่าจะออกทางด้านลบหรือด้านบวก จึงได้เชิญนักวิชาการด้านการแพทย์และเกษตรกร กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและทำความเข้าใจร่วมกัน นำไปสู่การนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐและผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คุณสมบัติของพาราควอต จะยึดติดกับดินอย่างเหนียวแน่น และหมดฤทธิ์ ไม่สามารถปลดปล่อยออกมา จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ในดินและน้ำ อาทิ ไส้เดือน แมลง ปลา รวมทั้ง รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ขณะเดียวกันการใช้งานในภาคเกษตรกรรม พาราควอต ใช้ในการกำจัดวัชพืช จะออกฤทธิ์เฉพาะส่วนสีเขียวที่ได้รับสารเท่านั้น เช่น หากฉีดโดนใบ ก็จะทำให้ใบไหม้ ส่วนลำต้นหรือส่วนอื่นๆ ที่เป็นสีน้ำตาล จะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่เป็นพิษ สามารถเติบโตต่อไปได้

ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสารพาราควอตนั้น มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะประเด็น พาราควอตทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า บริเวณจังหวัดหนองบัวลำภู นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความจริงแล้ว พาราควอตไม่เจือปนในน้ำ เพราะจะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดินและตะกอนดินในน้ำ รวมทั้งถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่าแพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมากเพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน สารพาราควอตเองโดยปรกติไม่ถูกดูดซึมทางผิวหนังนอกจากมีบาดแผล ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ก็น่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพารา ควอตหรือไม่อย่างไร อนึ่งเท่าที่ทราบจวบปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า ในตำราแพทย์ด้านประสาทวิทยา มีการกล่าวถึงว่า สารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน อนึ่งข้อมูลทางระบาดวิทยาในประเทศต่าง ๆ เมื่อราว 30 ปีที่แล้วให้ผลว่า สารเคมีทั้งประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า อาจทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้โดยมีความเสี่ยงราว 2-5 เท่า แต่ข้อมูลจากการศึกษาแบบสอบถามนี้มีความโน้มเอียงที่จะมีอคติสูง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในระยะหลังๆ ต่อมาอีก 10 ปี พบว่ามีประชากรที่ได้รับสัมผัสและไม่ได้รับสัมผัสเกิดเป็นโรคพาร์กินสันในอัตราใกล้เคียงกัน ปัจจุบันจึงยังสรุปไม่ได้ ประกอบกับสารเคมีพาราควอตในเลือดจะเข้าไปสู่สมองลำบากเพราะสารนี้ไม่ผ่านตัวกรองกั้นจากเลือดเข้าสู่สมอง (Blood Brain Barrier) และการจะเกิดการทำลายเซลล์สมองต้องมีปริมาณของสารเคมีในขนาดสูง  การสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้คงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ กล่าวสรุปว่า การใช้พาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช ไม่น่ากลัว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน โปรดพิจารณาข่าวสารอย่างรอบคอบ ติดตามข้อมูลงานวิจัยหรือการศึกษาต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ประเด็นถกเถียงด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่าพาราควอตเป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันแต่อย่างใด

พันเอก นายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์ แสดงความเห็นว่า หากจะยังอนุญาตให้มีการใช้ได้ ต้องมีมาตรการจำกัดการใช้เข้มงวดอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องห้ามมิให้มีผลิตภัณฑ์ชนิดเข้มข้นวางจำหน่ายในท้องตลาด ห้ามมิให้มีการผสมและถ่ายเทสารพาราควอตนอกโรงงานที่ได้รับอนุญาต คงอนุญาตให้มีแต่ผลิตภัณฑ์ผสมเสร็จที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทพร้อมใช้พ่นได้ทันทีเท่านั้น และต้องมีมาตรการแลกเปลี่ยนภาชนะบรรจุในการซื้อแต่ละครั้ง (ทำนองเดียวกันกับแก๊สหุงต้ม) จำกัดปริมาณให้ซื้อได้เฉพาะผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้และมีใบอนญาตเท่านั้น เป็นต้น