นักวิชาการเกษตรชี้ข้อเท็จจริง พาราควอต ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเกษตรกรไทย 0 3959

ปัจจุบัน สารพาราควอต ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในกว่า 80 ประเทศ รวมทั้งในอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินโนนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียนั้นเคยยกเลิกใช้ แต่รัฐบาลได้มีการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนกลับมาใช้ได้อีก สำหรับประเทศไทย มีการใช้พาราควอต ในพืชไร่ ไม้ผล พืชทั่วไป ใช้ฉีดลงไปตรงๆ ที่หญ้า ไม่ได้ฉีดลงบนพืชหลัก พาราควอตยังคงเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสมกับการเกษตรบริบทของประเทศไทย ดีที่สุด

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า การใช้สารกำจัดวัชพืชทางการเกษตรของไทย ปัจจุบัน มีใช้อยู่หลายชนิด ขึ้นอยู่กับประเภทของวัชพืช ขนาดต้นวัชพืช ชนิดของพืชประธาน เป็นต้น โดย สารพาราควอต มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ให้ผลดีกว่าสารชนิดอื่นๆ ทั้งในด้านการออกฤทธิ์ 1) เห็นผลในเวลา 2-3 ชั่วโมงหลังฉีดพ่น ออกฤทธิ์เฉพาะส่วนสีเขียวที่ได้รับสารเท่านั้น เช่น หากฉีดโดนใบ ก็จะทำให้ใบไหม้เท่านั้น เกษตรกรจึงเรียกพาราควอตว่า ยาเผาไหม้ ไม่ดูดซึมเข้าราก หรือต้นพืช ปลอดภัยต่อพืชประธาน หรือ พืชที่เกษตรกรเพาะปลูก 2) คงทนต่อการชะล้างด้วยน้ำฝน ฉีดได้แม้ว่าฝนกำลังจะตก จึงเหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก เช่นภาคใต้ของไทย 3) เป็นสารเคมีประจุบวก 2 ขั้ว ที่จะยึดกับดินซึ่งเป็นประจุลบอย่างเหนียวแน่น ไม่หลุดออกมาปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม การสกัดพาราควอตจากดินต้องทำในห้องปฏิบัติการ โดยต้มด้วยกรดเข้มข้นนาน 5 ชั่วโมง

ส่วนการใช้เครื่องจักรมาช่วยในการกำจัดวัชพืชนั้น มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในเรื่องราคาต้นทุนของอุปกรณ์สูง เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อมาครอบครองได้ และไม่สามารถใช้ได้ในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ รวมทั้ง การใช้เครื่องจักร อาจทำให้เกิดความเสียหายกับพืชประธานได้

นอกจากนี้ การใช้พืชคลุมดินในการบริหารปัญหาวัชพืชนั้น เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เนื่องจาก การใช้พืชคลุมดินนั้น เป็นการเพิ่มต้นทุนและเวลาในการทำงาน อาทิ ค่าเมล็ดพันธ์พืชคลุมดิน ค่าสารกำจัดวัชพืช ค่าปลูกพืชคลุมดิน ค่าไถกลบพืชคลุมดิน

คุณสมบัติเฉพาะของพาราควอตเป็นข้อชี้บ่งที่ชัดเจนว่า ไกลโฟเสต และ กลูโฟซิเนต ก็ไม่สามารถใช้ทดแทนพาราควอตในพืชไร่ที่สำคัญเช่น อ้อย ข้าวโพด และมันสำปะหลังได้ ดังนั้น จึงไม่มีแนวทางใดที่จะสามารถนำมาใช้ทดแทนสารพาราควอต ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และต้นทุนได้ ณ ปัจจุบัน

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสารพาราควอตนั้น มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย อาทิ พาราควอตทำให้ดินแข็ง ซึ่งไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจาก คุณสมบัติของพาราควอตทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวของวัชพืชเหนือดิน ไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน ในทางกลับกัน การใช้พาราควอตมีส่วนช่วยในการรักษาหน้าดินและลดการสูญเสียน้ำในดิน เพราะซากวัชพืชจะช่วยคลุมดินไว้ ขณะเดียวกัน พาราควอตไม่สะสมในดิน เนื่องจากพาราควอต จะสลายตัวโดยแสงและถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดิน หากมีการสะสมในดินจริง วัชพืชคงไม่เติบโตขึ้นในพื้นที่เดิมที่เคยใช้สารพาราควอต เช่นเดียวกัน มีความเข้าใจผิดว่า พาราควอต ปนเปื้อนลงแหล่งน้ำ ทำให้น้ำนั้นเป็นอันตราย แต่ความจริงแล้ว พาราควอตไม่เจือปนในน้ำ เพราะจะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดิน และตะกอนดินในน้ำและถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด

ท้ายที่สุด ยังคงมีความเข้าใจไม่ถูกต้องในอีกหลายประการเกี่ยวกับสารพาราควอตกับการเกษตร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้พาราควอตในนาข้าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีการใช้สารดังกล่าวในแปลงปลูก เกษตรกรใช้กำจัดวัชพืชบริเวณเพียงคันนาเท่านั้น

พาราควอต เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตที่จะช่วยในการพัฒนาศักยภาพการผลิต ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลกมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ตามนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ภาคเกษตรกรไทยสู่ เกษตร 4.0 รวมทั้งการผลักดันให้ประเทศไทย เป็น ครัวของโลก สิ่งนี้ จะเป็นความฝัน หรือ ความจริง คงต้องฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ขุมทองใหม่ธุรกิจความงามในเวียดนาม Inter Beauty Vietnam 2019 0 3062

โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส เปิดทางลัด จัดงาน Inter Beauty Vietnam 2019 เชิญชวนนักธุรกิจไทย รุกตลาดความงามในเวียดนาม มอบสิทธิพิเศษและสิทธิประโยชน์

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ บริษัทชั้นนำระดับนานาชาติในการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการกลุ่ม CLMV เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมความงามของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือ เวียดนาม เติบโตก้าวกระโดด มีอัตราเติบโตสูงถึงร้อยละ 30 โดยเฉพาะในกลุ่มมีผู้รายได้ระดับปานกลาง ซึ่งจะมีประชากรเพิ่มขึ้นถึง 33 ล้านคนในปี พ.ศ. 2565 ปัจจุบัน เวียดนาม มีประชากรสูงกว่า 95 ล้านราย ร้อยละ 30 เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ millennials มีความรู้ สนใจใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รักการดูแลรักษาสุขภาพ ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และชอบผลิตภัณฑ์หรือบริการนำเข้าจากต่างประเทศ

ในปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2560 ชาวเวียดนามซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวนำเข้าจากต่างประเทศรวม 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี พ.ศ. 2559 ถึง 3 เท่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญเกิดจากการเติบโตของศูนย์การค้าของต่างชาติและท้องถิ่น รวมถึงร้านค้าสาขาที่จำหน่ายเครื่องสำอาง เช่น Medicare, Guardian, and Pharmacity ที่มีการขยายสาขาเป็นจำนวนมาก

พฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนามในกลุ่มธุรกิจความงาม มีความเชื่อว่าหากรูปลักษณ์ดี จะส่งผลต่ออาชีพ และรายได้ที่ดีขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่มบล็อกเกอร์ และศิลปินดารา ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ สุภาพสตรีที่มีอายุระหว่าง 15-39 ปี รักการแต่งหน้า บำรุงผิวพรรณ ซึ่งมีประชากรประมาณ 20 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรหญิงทั้งหมดของเวียดนามเลยทีเดียว

บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด จึงได้จัดงานแสดงสินค้าและบริการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีความงาม หรือ Inter Beauty Vietnam ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการฮานอย หรือ Hanoi International Center for Exhibition (HICE) ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม พ.ศ. 2562

การจัดงานครั้งนี้ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการทั่วโลกสนใจเข้าร่วมชมงานกว่า7,000 ราย ร่วมแสดงงานกว่า 230 แบรนด์ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเปิดตลาดที่เวียดนาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุรีรัตน์ ทรรพวสุ โทร. 084-559-4441

เกษตรเวียดนามโตเร็ว ชวนไทยขยายตลาดและลงทุน เปิดช่องทางพิเศษ HORTEX Vietnam 2019 0 3019

กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ งานประชุมและนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับนานาชาติด้านพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ ครั้งที่ 2 หรือ ฮอร์เท็กซ์ เวียดนาม (HORTEX Vietnam 2019) ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือ เวียดนาม ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม พ.ศ. 2562 หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชน สมาคมพืชผักและผลไม้แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยผู้ประกอบการชั้นนำด้านพืชสวนและดอกไม้ของเวียดนามและไทย ได้ร่วมเปิดวิสัยทัศน์ โอกาสการค้าและการลงทุนในเวียดนาม จุดเด่นและสิทธิประโยชน์ในการเข้าร่วมงาน ฮอร์เท็กซ์ เวียดนาม หรือ HORTEX Vietnam 2019

ฮอร์เท็กซ์ เวียดนาม หรือ HORTEX Vietnam เป็นงานระดับนานาชาติเพียงหนึ่งเดียวในเวียดนามที่จัดแสดงนวัตกรรมและการประชุมด้านพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อต้นปีพ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา โดย บริษัท มินห์ วี เอ็กซิบิชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด ประเทศเวียดนาม ร่วมกับ บริษัท โนวา เอ็กซิบิชั่นส์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ ได้รับการตอบรับเข้าร่วมจัดงานเป็นอย่างดีจาก 110 บริษัทจาก 20 ประเทศทั่วโลก และมีผู้สนใจเข้าร่วมงาน 4,530 ราย ส่วนใหญ่จากเวียดนาม และประเทศอื่น ๆ อาทิ กัมพูชา ไทย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เกาหลี ออสเตรเลีย จีน สหรัฐอเมริกา และอินเดีย

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ เปิดเผยว่า “HORTEX Vietnam จัดขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออกผักและผลไม้จาก 349 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2552 เพิ่มเป็น 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2560 และในปีนี้ ครึ่งปีแรก สามารถส่งออกได้ถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.70 เป็นไปตามแผนของกระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชนเวียดนาม ซึ่งต้องการให้อุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ เติบโตขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“การจัดงาน HORTEX Vietnam เป็นการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเพาะปลูก โรงเรือน ระบบถนอมอาหาร ระบบคัดแยก ระบบเก็บเกี่ยว ระบบแปรรูปผักและผลไม้ บริการด้านการตลาดในเวียดนาม บริการจัดจำหน่ายและส่งออกผัก ผลไม้ และดอกไม้ ผลสำเร็จของการจัดงานครั้งแรก HORTEX Vietnam 2018 ร้อยละ 92 ของบริษัทที่ร่วมจัดแสดงงานพึงพอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั่วโลกเข้ามาเจรจาซื้อขาย และจะมาร่วมแสดงงานอีกครั้ง โดยเพิ่มพื้นที่จัดแสดงขึ้นสองเท่าจากเดิม เพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก” นางลัดดา กล่าวสรุป

HORTEX Vietnam 2019 ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชนเวียดนาม ศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้า การท่องเที่ยวลามดอง สมาคมพืชผักและผลไม้แห่งเวียดนาม (วิน่า ฟรุ๊ต) สมาคมดอกไม้ดาลัด และสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำเวียดนาม

สำหรับการจัดงานในวันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย คณะผู้จัดงานได้นำเสนอไฮไลท์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการเข้าร่วมจัดงาน HORTEX Vietnam 2019 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสการลงทุนภายใต้นโยบายการค้าเวียดนาม ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมผัก ผลไม้ และดอกไม้เวียดนาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจในเวียดนาม โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กระทรวงเกษตรและพัฒนาชุมชน สมาคมพืชผักและผลไม้แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยผู้ประกอบการชั้นนำด้านพืชสวนและดอกไม้ของไทย