ภาคอุตสาหกรรมเกษตร วอนรัฐเห็นใจเกษตรกร หากเลิกใช้พาราควอต
หวั่นเศรษฐกิจเกษตรเสียหายทั้งระบบ สูญกว่าแสนล้านบาทต่อปี 0 11951

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ร่วมกับ กลุ่มรวบรวมข้าวโพดหวานแห่งประเทศไทย กลุ่มโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน จัดเสวนา วิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตร หากไร้พาราควอต พบว่า เกิดความเสียหายขึ้นทันทีหากยกเลิกใช้ สารพาราควอต มูลค่าสูงกว่าแสนล้านบาท เพราะพาราควอตเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นยางพาราในพื้นที่ 25 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 ล้านไร่ ข้าวโพดหวาน 7 แสนไร่ อ้อย 11 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 8 ล้านไร่ และปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่

ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ร้องขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าใจถึงผลกระทบและความเสียหายต่อเกษตรกร ระบบการผลิต อุตสาหกรรมการแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ที่แยกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะ เกษตรกร ในฐานกระดูกสันหลังของชาติ ขอให้พิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ หากเกษตรกรอยู่ไม่ได้ สร้างผลผลิตไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ

ดร. นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรมีบทบาทสำคัญด้านการส่งออกสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลผลิตจากอ้อย อาทิ น้ำตาลดิบ ส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตสำคัญ นั่นคือ สารกำจัดวัชพืชพาราควอต ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน บริหารปัญหาวัชพืชอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง กลุ่มนักวิชาการและแพทย์ชี้ข้อเท็จจริงแล้วว่า พาราควอต มีความจำเป็นต่อเกษตรกร และประเด็นด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่า พาราควอต เป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น

ดร.บรรพต ด้วงชนะ นักวิชาการด้านอ้อยและน้ำตาล กลุ่มโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง กล่าวว่า อ้อย กับ วัชพืช เป็นของคู่กัน โดยเฉพาะระยะการเจริญเติบโตของอ้อยในช่วง 4-5 เดือน จะต้องปลอดวัชพืช ดังนั้น สารพาราควอต เสมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน มีความจำเป็นต่อการเพาะปลูกอ้อยของไทย ในพื้นที่รวมกว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงเกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี หากมีการยกเลิกใช้สารพาราควอต คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 60,000 ล้านบาท เนื่องจาก ปัจจุบัน อุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาล ร้อยละ 80 เป็นผู้ให้เงินทุนสนับสนุนต่อชาวไร่อ้อย หากชาวไร่อ้อยไม่สามารถผลิตอ้อยส่งได้ตามเป้าหมาย เกษตรกรก็จะขาดรายได้และเกิดหนี้สิน ส่วนโรงงานน้ำตาลก็ขาดวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ

นายคมกฤต ปานจรูญรัตน์ รองประธาน กลุ่มรวบรวมข้าวโพดหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานทั่วประเทศ มีขนาด 700,000 ไร่ มูลค่าการส่งออกเกือบ 7,000 ล้านบาท ยังไม่นับการบริโภคภายในประเทศ อาจมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท และประเทศไทย ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ยังไม่มีสารใดสามารถใช้ทดแทนได้ในประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เท่ากัน หากมีการห้ามใช้ สารพาราควอต ข้าวโพดหวาน จะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 800 ล้านบาท และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดกระป๋อง คิดเป็นมูลค่า 7,000 ล้านบาท

ด้านการส่งออก ปัจจุบัน กลุ่มประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นำเข้าข้าวโพดหวานจากไทยเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีการใช้สารพาราควอต ในกระบวนการผลิต ไม่เคยเกิดกรณีตีกลับข้าวโพดหวานจากสารพาราควอตตกค้าง หรือมีอันตรายต่อผู้บริโภค แต่กระแสข่าวที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพาราควอต ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการส่งออกในระดับนานาชาติ

นายเดชรักษา ทัพทวี นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ กล่าวว่า โปรตีนจากเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งอาหารสำคัญของประชากรโลก ณ ปัจจุบัน โดยปัจจัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ คือ พืชอาหารสัตว์ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด หญ้าเนเปียร์ และพืชอื่นๆ ปัจจุบัน ต้นทุนพืชอาหารสัตว์สูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ที่จะมีราคาสูงขึ้น หากมีการห้ามใช้ สารพาราควอต อีก ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ปริมาณผลผลิตพืชอาหารสัตว์ลดลง สุดท้ายก็จะส่งผลต่อผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์ในราคาที่แพงขึ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 700 ล้านบาท

นายภมร ศรีประเสริฐ อุปนายก สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกมันสำปะหลังเป็นอันดับ 1 ของโลก มีพื้นที่เพาะปลูก 7.9 ล้านไร่ มูลค่าส่งออกอุตสาหกรรมแป้งมันและมันเส้นมากกว่า 110,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารมากที่สุด โดยแต่ละโรงงานผลิตมันสำปะหลังมีระบบประกันคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ISO GMP HACCP ขณะเดียวกัน สำนักงานมาตรฐานสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ยังไม่เคยพบสารพาราควอตในมันสำปะหลัง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า มันสำปะหลังมีคุณภาพดีและปราศจากการปนเปื้อน ดังนั้น การห้ามใช้ พาราควอต จึงไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่กลับจะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น ผลผลิตสูญหาย และกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและมันสำปะหลังเส้น จนถึงการส่งออกไปต่างประเทศ

รศ. ดร. พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน กล่าวว่า ปาล์มน้ำมัน ใช้ในหลายอุตสาหกรรมทั้งการบริโภค อุปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไบโอดีเซล ปัจจุบัน มีเกษตรกรสวนปาล์มรวมพื้นที่ 5.5 ล้านไร่ ปกติใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต ปีละ 1-2 ครั้ง ไม่สามารถทดแทนด้วยกำลังคน เนื่องจากมีต้นทุนแรงงานที่สูง และหาแรงงานยาก หากมีการห้ามใช้ พาราควอต จะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 466 ล้านบาท สำหรับยางพาราต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 10,389 ล้านบาท

ท้ายที่สุด กลุ่มรวบรวมข้าวโพดหวานแห่งประเทศไทย กลุ่มโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน มีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรห้ามใช้ สารกำจัดวัชพืช พาราควอต เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ (การผลิต) จนถึงปลายน้ำ (ผลิตผลหรือสินค้าแปรรูป) และยังไม่มีสารอื่นที่สามารถมาทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เท่าเทียมกัน รวมทั้ง ภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบด้านต้นทุนของเกษตรกร หากมีการห้ามใช้ พาราควอต จะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยอย่างใหญ่หลวง พิจารณาเพียงแค่กลุ่มเกษตรกรข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ส่งผลกระทบเสียหายทั้งระบบรวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ดังนั้น จึงขอให้ภาครัฐคำนึงถึง เกษตรกร บริบทของประเทศไทย ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรคือกลจักรสำคัญของประเทศ ที่จะก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็น ครัวของโลก ได้อย่างแท้จริง

 

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี เนรมิตรสวนดอกไม้ 3 ฤดู บานสะพรั่งกลางศูนย์การค้า 0 560

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี ร่วมกับ ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลเมืองแจระแม จัดงาน A Sense of Flora : มหัศจรรย์สวนดอกไม้ เพื่อตอกย้ำการเป็นเซ็นเตอร์อ็อฟไลฟ์ ศูนย์การกลางใช้ชีวิตของจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานี และขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับสวนดอกไม้ 3 ฤดู พร้อมตลาดจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ และกิจกรรมอีกมากมาย

ภายในงานทุกท่านจะได้พบกับมหัศจรรย์สวนดอกไม้ 3 ฤดู ประกอบด้วย สวนฤดูฝน สัมผัสบรรยากาศใบไม้หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ใบมอญ ใบหางหมาก ต้นเดฟ ต้นเฟิร์น และทุ่งดอกกระเจียวสัญลักษณ์ของดอกไม้ฤดูฝน สวนฤดูร้อน สัมผัสความร้อนแรงด้วยโทนสีที่สดใสจากดอกกล้วยไม้ตัดช่อจากเชียงใหม่ หลากหลายโทนสี อาที สีส้ม สีเหลือง สีแดง สีม่วง สีชมพู และสวนฤดูหนาว กับดอกไม้สดนำเข้า อาทิ ดอกคาร์เนชั่นสีขาว ดอกแคสเปียร์ ผสมกับมอสจากธรรมชาติ ตกแต่งในโทนสีขาวและเทา พร้อมกิจกรรมอีกมากมาย ได้แก่

· การประกวดจัดดอกไม้ จากนักจัดดอกไม้ทั่วประเทศ ชิงถ้วยรางวัลและเงินรางวัลรวมกว่า 20,000 บาท

· การแข่งขัน แสดงความสามารถ Kid’s Fancy ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 15,000 บาท

· ตื่นตากับ Fashion Show นำทีมโดย ดาว และเดือน นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี และเหล่านายแบบ นางแบบชื่อดังในอุบลราชธานี

· ตลาดนัดจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ และของตกแต่งบ้านจากร้านค้าชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี

ร่วมสัมผัสมหัศจรรย์ความงามในงาน A Sense of Flora ระหว่างวันที่ 12-17 กันยายน 2561 บริเวณ ชั้น 1 ลานอะควาเรียมและลานน้ำตกแสงจันทร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี

ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง TWO WHEELS แห่งเอเชีย 0 3152

เอกชนไทยและต่างชาติ ลงนามความร่วมมือยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย จัดงาน ทู วีลส์ เอเชีย หรือ TWO WHEELS ASIA 2019 ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ บริษัทชั้นนำระดับนานาชาติด้านการจัดงานนิทรรศการแสดงสินค้า การประชุม และสัมมนา ในกลุ่มประเทศ CLMV เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าของเอเชียมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาการจราจร การขยายตัวของชุมชนเมือง และปัญหามลภาวะ ทำให้พาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้า ซึ่งได้แก่ มอเตอร์ไซค์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์-สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยาน-จักรยานไฟฟ้า กลายเป็นรูปแบบการเดินทางที่กำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

ในปี 2017 ที่ผ่านมา ตลาดการส่งออกมอเตอร์ไซค์ของโลก มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศไทยมีการส่งออกสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองจากประเทศจีนซึ่งมีการส่งออกเป็นดันดับ 1 ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 6.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 2 ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกกว่า 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับ 3 ได้แก่ประเทศเยอรมัน มีมูลค่าการส่งออกรวม 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ หากนับรวมเฉพาะกลุ่มประเทศ ตลาดเอเชียมีการส่งออกมอเตอร์ไซค์คิดเป็นอัตราร้อยละ 60 ของตลาดการส่งออกมอเตอร์ไซค์โลก

นอกจากนี้ ในปี 2018 คาดการณ์ว่า จะมีการผลิตมอเตอร์ไซค์ออกจำหน่ายทั่วโลกรวมกว่า 132.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มประเทศผู้ใช้งานหลักจะอยู่ในทวีปเอเชีย อาทิเช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMVT โดยสินค้าที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนในการผลักดันการเติบโตของตลาด ได้แก่ กลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฮบริด มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์

โดยเฉพาะกลุ่มสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในเอเชีย คาดการณ์ว่า จะเข้ามามีส่วนแบ่งการครองตลาดรวมกว่า 85% คิดเป็นมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.9% ภายในปี 2025 โดยเหตุผลสำคัญมากจาก ความต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เสียค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ คือ แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมการส่งอาหารสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นพาหนะหลัก

สำหรับประเทศไทย มีการผลิตมอเตอร์ไซค์และส่งออก คิดเป็นร้อยละ 15 ของการผลิตทั้งหมด ในด้านของผลิตภัณฑ์ และรุ่นสินค้า มอเตอร์ไซค์ในรูปแบบ Moped หรือ มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตลดลงเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ในขณะที่ มอเตอร์ไซค์เพื่อการกีฬาและการแข่งขันที่มีขนาดใหญ่ กลับมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 4-5% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง โดยทิศทางการผลิตเพื่อการส่งออกของประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากมอเตอร์ไซค์ประกอบสำเร็จ (Completely built-up หรือ CBU) ไปสู่รูปแบบการส่งชิ้นส่วนเพื่อไปประกอบในประเทศผู้ใช้งาน (Completely knocked-down หรือ CKD)

ตลาดจักรยานโลก คาดว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดจักรยานจะมีมูลค่ากว่า 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 37% โดยจักรยานไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตของกลไกตลาดจักรยานโลก มีส่วนแบ่งตลาดที่ 38% มูลค่าตลาด 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2024

สำหรับตลาดจักรยานในประเทศไทย คาดว่าปัจจุบันมีมูลค่าตลาดลดลงเหลือเพียง 5,000-5,500 ล้านบาท โดย 80% ของมูลค่าตลาดเป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ที่เหลือเป็นการผลิตและส่งออกจากโรงงานในประเทศไปยังกลุ่มประเทศในแถบยุโรป โดยปัจจุบันผู้นำเข้าจักรยาน รวมถึงผู้ประกอบการที่มีตราสินค้าเป็นของคนเอง เริ่มหาช่องทางการกระจายสินค้าและให้ความสำคัญกับตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม โดยใช้ความได้เปรียบด้านเขตพื้นที่การขายและสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นช่องทางการทำตลาดด้านอุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 240 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตของหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังถือเป็นกลุ่มประเทศที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

สำหรับการจัดงาน TWO WHEELS ASIA 2019 หรือ งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจพาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ในครั้งนี้ เป็นการจับมือร่วมกันระหว่าง บริษัท Global Exhibition and Convention Service จำกัด ประเทศไทย และ บริษัท AVANZA จำกัด ประเทศไต้หวัน โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานจาก สถาบันการเดินและการจักรยานไทย (TWCI) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล (เครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) Bicycle United Magazine Asia และ Cycling Malaysia Magazine เพื่อยกระดับภาคการผลิต-การส่งออกอุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าของประเทศไทย อาทิเช่น มอเตอร์ไซค์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์-สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า , จักรยาน-จักรยานไฟฟ้า รวมถึง อะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง จนถึงบริการด้านการดูแลรักษา การซ่อมแซม ให้กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียในอนาคต

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าเชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งภูมิภาคอีกด้วย เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ บริษัทฯ จึงจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย

สำหรับงาน TWO WHEELS ASIA 2019 หรือ งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจพาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ประกอบไปด้วย กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสดงงานมากกว่า 150 บริษัท มีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 คน จากทั่วโลก สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

ภายในงานดังกล่าว ยังมีส่วนสัมมนาระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันการเดินและการจักรยานไทย (TWCI) สมาชิกภายใต้ European Cycling Federation ในหัวข้อต่างๆ อาทิเช่น “Sustainable Development Goals & Sustainable Transport in Asia and Thailand” หรือ “I am not SUPERHERO, But I Can SAVE LIVES” หรือ “Stop Global Warming”

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าร่วมแสดงงาน กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอาทิตย์ สองจันทึก ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด โทร. 02-0263583 หรือ อีเมล artit@gecsasia.com หรือ www.twowheelsasia.com