ภาคอุตสาหกรรมเกษตร วอนรัฐเห็นใจเกษตรกร หากเลิกใช้พาราควอต
หวั่นเศรษฐกิจเกษตรเสียหายทั้งระบบ สูญกว่าแสนล้านบาทต่อปี 0 11836

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ร่วมกับ กลุ่มรวบรวมข้าวโพดหวานแห่งประเทศไทย กลุ่มโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน จัดเสวนา วิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตร หากไร้พาราควอต พบว่า เกิดความเสียหายขึ้นทันทีหากยกเลิกใช้ สารพาราควอต มูลค่าสูงกว่าแสนล้านบาท เพราะพาราควอตเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นยางพาราในพื้นที่ 25 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 ล้านไร่ ข้าวโพดหวาน 7 แสนไร่ อ้อย 11 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 8 ล้านไร่ และปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่

ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ร้องขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าใจถึงผลกระทบและความเสียหายต่อเกษตรกร ระบบการผลิต อุตสาหกรรมการแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ที่แยกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะ เกษตรกร ในฐานกระดูกสันหลังของชาติ ขอให้พิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ หากเกษตรกรอยู่ไม่ได้ สร้างผลผลิตไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ

ดร. นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรมีบทบาทสำคัญด้านการส่งออกสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลผลิตจากอ้อย อาทิ น้ำตาลดิบ ส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตสำคัญ นั่นคือ สารกำจัดวัชพืชพาราควอต ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน บริหารปัญหาวัชพืชอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง กลุ่มนักวิชาการและแพทย์ชี้ข้อเท็จจริงแล้วว่า พาราควอต มีความจำเป็นต่อเกษตรกร และประเด็นด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่า พาราควอต เป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น

ดร.บรรพต ด้วงชนะ นักวิชาการด้านอ้อยและน้ำตาล กลุ่มโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง กล่าวว่า อ้อย กับ วัชพืช เป็นของคู่กัน โดยเฉพาะระยะการเจริญเติบโตของอ้อยในช่วง 4-5 เดือน จะต้องปลอดวัชพืช ดังนั้น สารพาราควอต เสมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน มีความจำเป็นต่อการเพาะปลูกอ้อยของไทย ในพื้นที่รวมกว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงเกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี หากมีการยกเลิกใช้สารพาราควอต คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 60,000 ล้านบาท เนื่องจาก ปัจจุบัน อุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาล ร้อยละ 80 เป็นผู้ให้เงินทุนสนับสนุนต่อชาวไร่อ้อย หากชาวไร่อ้อยไม่สามารถผลิตอ้อยส่งได้ตามเป้าหมาย เกษตรกรก็จะขาดรายได้และเกิดหนี้สิน ส่วนโรงงานน้ำตาลก็ขาดวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ

นายคมกฤต ปานจรูญรัตน์ รองประธาน กลุ่มรวบรวมข้าวโพดหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานทั่วประเทศ มีขนาด 700,000 ไร่ มูลค่าการส่งออกเกือบ 7,000 ล้านบาท ยังไม่นับการบริโภคภายในประเทศ อาจมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท และประเทศไทย ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ยังไม่มีสารใดสามารถใช้ทดแทนได้ในประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เท่ากัน หากมีการห้ามใช้ สารพาราควอต ข้าวโพดหวาน จะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 800 ล้านบาท และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดกระป๋อง คิดเป็นมูลค่า 7,000 ล้านบาท

ด้านการส่งออก ปัจจุบัน กลุ่มประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นำเข้าข้าวโพดหวานจากไทยเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีการใช้สารพาราควอต ในกระบวนการผลิต ไม่เคยเกิดกรณีตีกลับข้าวโพดหวานจากสารพาราควอตตกค้าง หรือมีอันตรายต่อผู้บริโภค แต่กระแสข่าวที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพาราควอต ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการส่งออกในระดับนานาชาติ

นายเดชรักษา ทัพทวี นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ กล่าวว่า โปรตีนจากเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งอาหารสำคัญของประชากรโลก ณ ปัจจุบัน โดยปัจจัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ คือ พืชอาหารสัตว์ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด หญ้าเนเปียร์ และพืชอื่นๆ ปัจจุบัน ต้นทุนพืชอาหารสัตว์สูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ที่จะมีราคาสูงขึ้น หากมีการห้ามใช้ สารพาราควอต อีก ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ปริมาณผลผลิตพืชอาหารสัตว์ลดลง สุดท้ายก็จะส่งผลต่อผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์ในราคาที่แพงขึ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 700 ล้านบาท

นายภมร ศรีประเสริฐ อุปนายก สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกมันสำปะหลังเป็นอันดับ 1 ของโลก มีพื้นที่เพาะปลูก 7.9 ล้านไร่ มูลค่าส่งออกอุตสาหกรรมแป้งมันและมันเส้นมากกว่า 110,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารมากที่สุด โดยแต่ละโรงงานผลิตมันสำปะหลังมีระบบประกันคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ISO GMP HACCP ขณะเดียวกัน สำนักงานมาตรฐานสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ยังไม่เคยพบสารพาราควอตในมันสำปะหลัง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า มันสำปะหลังมีคุณภาพดีและปราศจากการปนเปื้อน ดังนั้น การห้ามใช้ พาราควอต จึงไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่กลับจะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น ผลผลิตสูญหาย และกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและมันสำปะหลังเส้น จนถึงการส่งออกไปต่างประเทศ

รศ. ดร. พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน กล่าวว่า ปาล์มน้ำมัน ใช้ในหลายอุตสาหกรรมทั้งการบริโภค อุปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไบโอดีเซล ปัจจุบัน มีเกษตรกรสวนปาล์มรวมพื้นที่ 5.5 ล้านไร่ ปกติใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต ปีละ 1-2 ครั้ง ไม่สามารถทดแทนด้วยกำลังคน เนื่องจากมีต้นทุนแรงงานที่สูง และหาแรงงานยาก หากมีการห้ามใช้ พาราควอต จะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 466 ล้านบาท สำหรับยางพาราต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 10,389 ล้านบาท

ท้ายที่สุด กลุ่มรวบรวมข้าวโพดหวานแห่งประเทศไทย กลุ่มโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน มีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรห้ามใช้ สารกำจัดวัชพืช พาราควอต เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ (การผลิต) จนถึงปลายน้ำ (ผลิตผลหรือสินค้าแปรรูป) และยังไม่มีสารอื่นที่สามารถมาทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เท่าเทียมกัน รวมทั้ง ภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบด้านต้นทุนของเกษตรกร หากมีการห้ามใช้ พาราควอต จะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยอย่างใหญ่หลวง พิจารณาเพียงแค่กลุ่มเกษตรกรข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ส่งผลกระทบเสียหายทั้งระบบรวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ดังนั้น จึงขอให้ภาครัฐคำนึงถึง เกษตรกร บริบทของประเทศไทย ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรคือกลจักรสำคัญของประเทศ ที่จะก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็น ครัวของโลก ได้อย่างแท้จริง

 

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เปิดตัว Design Service Society เปิดสอนสร้างแบรนด์ฟรี! นำร่องในงาน ThaiFex พร้อมจัดใหม่เดือนนี้ 0 3653

ผู้ประกอบการกว่า 50 ราย เข้าปรึกษา Design Service Society หวังสร้างคุณค่าแบรนด์ในงาน THAIFEX 2018 และเตรียมจัดอบรมอีกครั้งเดือนนี้

สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผนึกกำลังส่งเสริมอุตสาหกรรมการบริการออกแบบไทย จัดโครงการ Design Service Society 2018 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาแล้วจากงาน STYLE 2018 ที่ผ่านมา และเพื่อตอกย้ำว่าทางรอดเดียวของธุรกิจในยุคนี้ต้องมาจาก “การออกแบบ” จึงจัดบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการไทยอีกครั้ง ในงานแสดงสินค้า THAIFEX – WORLD OF FOOD ASIA 2018 ภายใต้แนวคิด Strategic Design Thinking in Tasty Experience ทั้งนี้สมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยได้ดึงผู้เชี่ยวชาญด้าน”บรรจุภัณฑ์” มาให้คำปรึกษาด้านออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ การออกแบบประสบการณ์ร้านค้า การออกแบบแบรนด์ เครื่องหมายทางการค้า และฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารของไทยได้เข้ารับคำปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชี้ให้มองลึกถึงการสร้างคุณค่า (Value Creation) แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจ แบรนด์ บริการ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ ด้วยการสร้าง Design Value โดยอาศัย “กลยุทธ์คิดออกแบบ”

ทั้งนี้ งานแสดงสินค้า THAIFEX – WORLD OF FOOD ASIA 2018 ที่ผ่านมา บูธของโครงการ Design Service Society 2018 ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Strategic Design Thinking in Tasty Experience ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้มารับคำปรึกษาจำนวนมากกว่า 50 ราย อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการจากต่างประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เป็นต้น ให้ความสนใจมาขอรับคำปรึกษาการออกแบบครั้งนี้ด้วย

ผู้ที่พลาดการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ใน งาน THAIFEX 2018 ที่ผ่านมาโครงการ Design Service Society 2018 ยังมี Workshop กิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ อีกหนึ่งครั้ง ภายใต้แนวคิด ‘@ Master Studio’ นั่นคือให้เกิดการเรียนรู้อย่างมาสเตอร์ในสภาพแวดล้อมของสถานที่ บรรยากาศ และ/หรือ การจำลองวิธีคิด เทคนิค กระบวนการ และ/หรือ สถานการณ์จริง โดยเนื้อหาของกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ภายใต้แนวคิด ‘Strategic Design Thinking’ การคิดเชิงการออกแบบคือกลยุทธ์ทางธุรกิจ เปิดมุมมองของกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ให้บริการด้านการออกแบบ และผู้ประกอบการ/นักธุรกิจ/นักออกแบบทั่วไป ว่าจะมีกระบวนการคิดในการสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจร่วมกันเพื่อการปฏิรูปธุรกิจอย่างไร โดยมีการสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้แบบ ‘@ Master Studio’

สำหรับผู้ให้บริการด้านการออกแบบ ก็เช่น COTH Design Studio, ONGA Design Studio, Prompt Design Studio, Cor Design Studio, Jacob Jansen Design Studio, TEAK Research โดยทีมประสบการณ์ จาก The Cell Unit ซึ่งจะจัดอบรมกันทั้งหมด 7 หัวข้อ เริ่มวันที่ 19 มิถุนายนนี้ไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม นักออกแบบ, ผู้ให้บริการด้านการออกแบบ และ/หรือ ผู้ประกอบการ, นักธุรกิจ ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับใบสมัครได้ที่ คุณพิษณุ ไชยวงศ์ (คุณบี) โทร 063-334-9009 หรือ ติดตามสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม www.idsocietythailand.org หรือ Facebook Fanpage idsocietythai

ทีเส็บเผยผลวิจัย ไมซ์ไทยติดอันดับหนึ่ง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” 0 4627

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากนักธุรกิจไมซ์กว่า 20 ประเทศทั่วโลก พบประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักเดินทางอยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ แซงหน้าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ด้วยปัจจัยโดดเด่น การบริการต้อนรับ ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารและกิจกรรมไมซ์ ตอกย้ำศักยภาพด้วยสองสมาคมยักษ์ด้านไมซ์ UFI และ SITE มั่นใจเลือกไทยเป็นที่จัดงานใหญ่ปลายปีนี้

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำระดับโลก ทีเส็บจึงได้ดำเนินงานเพื่อพัฒนาและโปรโมทประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลกในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางไมซ์และยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่อยู่ในตำแหน่ง Top of Mind destination for MICE และเพื่อให้สามารถนำจุดขายที่สำคัญ มาส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานไมซ์ในใจนักธุรกิจทั่วโลก ทีเส็บจึงศึกษาปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกจุดหมายปลายไมซ์ ประเมินภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางไมซ์ที่ตลาดต้องการ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับไมซ์ในประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ทีเส็บมอบหมายให้ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ซึ่งเป็นสมาชิกของ Global Market Research Association ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 39 ประเทศทั่วโลก ทำการสำรวจภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ ดำเนินการศึกษาสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นภาพที่สะท้อนจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ที่ถูกสำรวจเชิงคุณภาพผ่านรูปแบบ ออนไลน์บุลาตินบอร์ด (Online Bulletin Board) จำนวน 40 ราย และแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 649 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ (MICE Players) อันประกอบด้วยธุรกิจงานประชุม อินเซนทิฟ การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้านานาชาติ 2. กลุ่มนักธุรกิจ (Business Travelers) 3. กลุ่มนักเดินทางไมซ์ (MICE Visitors)และ 4. กลุ่มสมาคมหรือองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวกับไมซ์ (Associations/Organizations)

“จากการสำรวจทัศนคติที่มีต่อจุดหมายปลายทางไมซ์ในภาพรวม พบว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ที่ได้รับความนิยม และนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นอันดับสองและสามตามลำดับ โดยปัจจัยที่สร้างความประทับใจเป็นพิเศษของประเทศไทย คือ ความเป็นมิตรการต้อนรับของผู้คน ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารนานาชาติ และกิจกรรมไมซ์ ส่งผลให้นักเดินทางไมซ์ที่เคยเดินทางมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทย กว่าร้อยละ 85 ยินดีที่จะกลับมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ

จัดอันดับ 10 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำ

1. ไทย

2. ญี่ปุ่น

3. สิงคโปร์

4. ฮ่องกง

5. ออสเตรเลีย

6. สหรัฐอเมริกา

7. เยอรมนี

8. สวิสเซอร์แลนด์

9. อังกฤษ

10. จีน

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรก (1st rank) ที่กลุ่มตัวอย่างให้ความนิยม โดยมีภาพลักษณ์โดดเด่นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความต้องการพื้นฐาน ได้แก่ ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักได้มาตรฐานระดับสากล สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม 2. ความประทับใจ ได้แก่ การบริการต้อนรับของผู้คน และอาหาร 3. ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ได้แก่ ประเพณีและวัฒนธรรม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก มีการเดินทางเข้า-ออกประเทศสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจ และเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นายจิรุตถ์ กล่าว

จุดแข็งของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์

ความต้องการพื้นฐาน

ความประทับใจ

ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักมีมาตรฐานระดับนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม การบริการต้อนรับ อาหาร ประเพณีและวัฒนธรรม

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

  • เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ประเทศไทยมีการเลิกใช้บริการในอัตราที่ต่ำที่สุด
  • เนื่องด้วยข้อเสนอที่สมบูรณ์สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์ รวมไปถึงเรื่องของคุณค่าและคุณภาพ

นายสุกิจ ตันสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่าปัจจัยพื้นฐานที่จุดหมายปลายทางไมซ์จำเป็นต้องมี คือ ความคุ้มค่าเงิน มีที่พักที่ได้มาตรฐานสากล การเดินทางไป-กลับจากประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์มีความสะดวกทั้งโดยเครื่องบินและรถไฟ ความเชี่ยวชาญในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และการกำกับดูแลที่ดีสอดคล้องตามหลักนโยบายการดำเนินธุรกิจ / หลักบรรษัทภิบาล

และเมื่อวิเคราะห์โดยจำแนกปัจจัยเด่นตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง พบว่า ผู้ประกอบการไมซ์จะคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางในประเทศ นักเดินทางไมซ์คำนึงถึงการต้อนรับและความคุ้มค่า นักธุรกิจจะคำนึงถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจุดหมายปลายทางที่ดี ส่วนสมาคมและองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ จะคำนึงถึงการควบคุมในเรื่องต้นทุนด้านที่พัก ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง

เมื่อเจาะด้านกิจกรรมที่สร้างความประทับใจสำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ คือ การประชุมเจรจาธุรกิจที่ทำนัดไว้ล่วงหน้าในระหว่างเข้าร่วมงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งานประชุม และงานแสดงวัฒนธรรม / โชว์การแสดงซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมนานาชาติหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ ตามลำดับ ดังนั้นผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบกับทีเส็บเองจะต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับประเทศไทยให้มากขึ้นในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศที่ง่ายและสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี มีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก อาหารในระดับเวิลด์คลาส และการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์ในอุดมคติ

“จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งที่มีอยู่ปัจจุบัน คือการอำนวยความสะดวกทุกด้าน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน และความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านบริการและการต้อนรับ ประเพณีวัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย” นายสุกิจ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในความพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับโลก คือ การที่สมาคมธุรกิจไมซ์ระดับโลกต่างวางใจและเชื่อมั่นประเทศไทย ที่จะสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมครั้งใหญ่ประจำปีของแต่ละสมาคมได้ โดยระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562 ณ ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะเกิดการจัดงาน 86th UFI Global Congress 2019 การประชุมของกลุ่มธุรกิจงานแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) รายการใหญ่ที่สุด คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 450 คน และระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2562 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม SITE Global Conference 2019 ซึ่งสมาคม SITE เป็นองค์กรระดับโลกเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานด้านสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล มีจำนวนสมาชิกกว่า 2,100 สมาชิก จาก 84 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาของสมาชิกในภูมิภาคเดียวกันจำนวน 29 กลุ่มจากทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งสำคัญนี้สำหรับอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 400 คน ซึ่งจะจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

“การมอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมระดับนานาชาติทั้งสองครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยได้แสดงศักยภาพต่อผู้นำธุรกิจอีเว้นท์และอินเซนทีฟจากทั่วโลก ทำให้ผู้จัดงานไมซ์จากหลายแห่งได้พิจารณาหรือแนะนำประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานสำหรับลูกค้ามากขึ้นเมื่อมาเห็นผลิตภัณฑ์และความพร้อมของบุคลากร ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป