แพทย์ชี้ พาราควอต ไม่น่ากลัว 
การใช้ พาราควอต ทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม 0 15626

ปัจจุบัน เกิดกระแสข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดวัชพืชของภาคเกษตรกรรม หรือ พาราควอต ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ส่งผลต่อไปยัง การปฏิเสธสินค้า และผลผลิตจากเกษตรกร ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมแปรรูป การผลิต และการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า1.2 ล้านล้านบาท ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมทั้ง ข่าวสารดังกล่าวยังสร้างความกังวลใจต่อสาธารณะ และผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาพ จนกระทั่งถึงขั้นที่เสนอให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช หรือ แบน พาราควอต ออกไปจากระบบกสิกรรมเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัวหน้าภาควิชาโรคระบบหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจ และปอดมีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตได้เคยเขียนบทความทบทวนส่งไปลงพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์เวชสาร และ พุทธชินราชเวชสาร พร้อมกันนั้นก็ไปบรรยายเรื่องพาราควอตในการประชุมราชบัณฑิตสัญจร เมื่อเมษายนปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้นมีเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมาร่วมประชุมด้วย เช่น ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล ศาสตราจารย์ ดร. สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ศาสตราจารย์ ดร. อรอณงค์ นัยวิกุล ศาสตราจารย์ ดร. สมชาย วงศ์วิเศษ ศาสตราจารย์ ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านไม่มีความเห็นขัดแย้งกับข้อมูลที่บรรยาย คือ การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศาสตราจารย์ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อ้างผลงานของคณะผู้วิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) พบว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าทำให้มีสารพาราควอตตกค้างอยู่ในไร่นา ในน้ำที่ขัง ทำให้ผู้ที่ย่ำน้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านั้นได้รับสัมผัสพาราควอตทางผิวหนังป่วยปีละกว่า 100 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 รายจากขาเน่าและติดเชื้อซ้ำซ้อนถึงต้องตัดขา โดยไม่ให้รายละเอียดเอกสารและแหล่งพิมพ์เอกสาร รวมทั้ง อ้างว่าการสัมผัสยาฆ่าหญ้า ทำให้เกิดโรคที่รักษาไม่ได้ เช่น โรคพาร์กินสันและการทำลายเซลล์สมอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ให้ความเห็นในทางตรงกันข้าม โดยอ้างอิงจากเอกสารวิชาการของสำนักงานความปลอดภัยทางเคมี ของกรมสุขภาพ เมืองแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย ว่า พาราควอต เป็นยากำจัดวัชพืช โดยวิธีการยับยั้งการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้เกิดสุเปอร์ออกไซด์ไปทำอันตรายแผ่นเยื่อต่างๆของพืชโดยกระบวนการเพอร์ออกซิไดซ์ไขมัน การเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นแบบเดียวกับในพืช คือ เมื่อได้รับสารพิษเข้าทางเดินอาหารหรือทางหายใจจะเกิดภาวะพิษทางระบบการหายใจ ไตและตับ การได้รับพิษทางผิวหนังพบน้อยมาก รายงานศักยภาพพิษต่อระบบประสาทที่ทำให้เป็นโรคพาร์กินสันในคนก็พบน้อยมาก อีกทั้งยังไม่สามารถระบุสาเหตุว่าเกิดจากสาพราควอต และที่กล่าวอ้างในบางรายงานว่าเกิดขึ้นก็ไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ รายงานผลวิจัยยาฆ่าวัชพืช 2 ตัว คือ ไกลโฟเสตและพาราควอต ในประเทศไทย จากกลุ่มนักวิชาการ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงการตรวจพบพาราควอตในซีรั่มของมารดาและสายสะดือของทารก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าได้ศึกษาเพิ่มด้านสนเทศพันธุกรรมจากเลือดด้วยโดยวิธี Next Generation Sequencing ด้วย อาจได้ข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ที่สัมผัสพาราควอต ไม่ว่าจะขณะทำงานพ่นสาร หรือจากสัมผัสสารที่ปนเปื้อนสิ่งต่างๆใกล้ตัว หรือจากบริโภคน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนละอองพาราควอตที่พ่นขณะทำงาน แต่ไม่น่าได้รับจากสัมผัสดิน เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าในดินไม่มีฤทธิ์ของพาราควอตให้สัมผัส ส่วนเด็กแรกคลอดได้พาราควอตจากเลือดของแม่ เพราะเด็กอยู่ในครรภ์จนคลอด การศึกษานี้ ถ้าได้ศึกษาดีเอ็นเอด้วย ก็อาจโชคดีได้พบความผิดปรกติจำเพาะที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสายดีเอ็นเอ ก็จะได้ตัวกำหนดชีวภาพระบุการสัมผัสสารพิษของหญิงมีครรภ์และของทารกแม้ก่อนเกิดเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าในรายงานไม่มีข้อมูลว่า แม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพาราควอตหรือไม่อย่างไร เพราะหญิงมีครรภ์ที่นำมาศึกษาถ้าได้รับพาราควอตที่เป็นสารพิษร้ายแรง น่าจะมีอาการหรือลักษณะเวชกรรมพิษพาราควอตบ้าง ซึ่งในรายงานนี้บอกยากว่าได้รับเมื่อไร ถึงแม้ว่าพบปริมาณพาราควอตในเลือดตอนคลอดน้อยมาก จนไม่มีอาการ ถ้าได้สัมผัสปริมาณมากน่าจะมีอาการป่วยหรือเสียชีวิต

จากข้อมูลเท่าที่ผู้เขียนทราบจวบปัจจุบัน ยังไม่เคยปรากฏว่าการใช้พาราควอตฆ่าหญ้าเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ รายที่มีอาการและเสียชีวิตจากได้รับพาราควอตปริมาณมากเป็นรายที่ดื่มฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม หรือดื่มกินโดยไม่ตั้งใจเช่นในเด็กที่นึกว่าเป็นสิ่งที่ดื่มกินได้

พาราควอต เป็นสารฤทธิ์ทำอันตรายเฉพาะที่สูงมาก ถ้าดื่มก็จะทำอันตรายช่องปากและลำคอรุนแรง การเข้าทางหายใจก็เกิดยาก เพราะละอองสารเหลวจากการพ่นจะมีขนาดใหญ่ จะทำให้เปรอะเปื้อนตามร่างกายมากกว่าหายใจเข้าไปในทางหายใจ จึงไม่น่าจะมีใครสามารถหายใจพาราควอตได้ การสัมผัสทางผิวหนังก็เช่นกันจะเกิดการอักเสบรุนแรงเกิดแผลสด แต่ไม่น่าจะได้รับพาราควอตปริมาณมากจนเสียชีวิต การเดินลุยน้ำที่มีการปนเปื้อนจากการพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืช ก็ไม่น่าจะได้สัมผัสพาราควอต เพราะพาราควอตที่ลงสู่ดิน จะถูกกำจัดหมดไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ ได้นำข้อเท็จจริงจากรายงานวิชาการต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจพันธุกรรมก่อนสมภพ ของพุทธชินราชเวชสาร การเก็บของเหลวเพื่อชันสูตร ของธรรมศาสตร์เวชสาร A case of paraquat poisoning with recovery ของสารศิริราช และ IARC Monograph Volume 112 evaluation of five organophosphate insecticides and herbicides ขององค์การอนามัยโลก และการประเมินพิษวิทยาสารพาราควอตจากรมสุขภาพของประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพาราควอตชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเพื่อตอกย้ำว่า การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ควรยกเลิกใช้สาร พาราควอต ในกสิกรรมของไทยในที่สุด

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ซินเจนทา โชว์ผลงาน พร้อมสนับสนุนงานประชุม International Conference on Biodiversity 2019 0 2416

งานประชุมวิชาการนานาชาติและนิทรรศการทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  (International Conference on Biodiversity) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562  ณ เซนทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอผลงานและเทคโนโลยีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนจาก บริษัท ซินเจนทา ประเทศไทย ผู้นำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ หมอพืชและผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย ซินเจนทา เปิดเผยว่า “วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิศาสตร์เขตร้อน กำลังเป็นที่สนใจไปทั่วโลก เนื่องด้วยเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ปัจจุบันเกิดการสูญเสีย จากปัจจัยต่างๆมากขึ้น เช่น จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของชุมชน การใช้ปัจจัยทางการเกษตร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เพราะระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร สูญเสียสมดุล”

การเข้าร่วมจัดงานครั้งนี้ ซินเจนทา ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะ ผึ้งและแมลงผสมเกสร ที่มีบทบาทหลักในระบบการผลิตอาหารและการเกษตร ร้อยละ 90 ของพืชอาหารทั่วโลก อาศัยการผสมเกสรของแมลงขนาดต่าง ๆ หากการผสมเกสรของพืชไม่เพียงพอ จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง คิดเป็นมูลค่า 17.3 ล้านล้านบาท หรือ 577 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ซินเจนทา จึงได้วิจัยและพัฒนาโครงการรักษาสมดุล สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ มากถึง 301 โครงการใน 39 ประเทศทั่วโลก ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้มากกว่า 31,250 ไร่ และอบรมเกษตรกรไปแล้วกว่า 2,500 รายในปีที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ซินเจนทา ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ และศูนย์ผึ้งจันทบุรี เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี จัดทำ โครงการรักษ์ผึ้ง (Bee love project)  เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและสร้างความรู้ระหว่างเกษตรกรชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้ง ขยายผลไปยังกระบวนการผลิตทางการเกษตรด้วยการผสมเกสรของผึ้ง การใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา ลดผลกระทบต่อสุขภาพผึ้ง ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกัน เกษตรกรชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้งต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน มีผลผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้น และน้ำผึ้งมีคุณภาพดีได้มาตรฐาน และในเร็วๆ นี้ ซินเจนทา วางแผนจะก่อตั้งศูนย์เรียนรู้รักษ์ผึ้ง และร่วมกับชุมชนสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารของผึ้งและแมลงผสมเกสรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและนครสวรรค์

“การแก้ไขปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพ จำเป็นต้องใช้เวลา และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซินเจนทา  พร้อมนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านเกษตรและอาหาร มาใช้พัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกร ควบคู่ไปกับการปกป้องรักษาโลกให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นด้วย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป

องค์กรเกษตรทั่วโลก ประกาศจุดยืน เน้นนวัตกรรมและสร้างเครือข่าย เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการให้แก่ประชาคมโลก 0 5410

องค์กรเกษตรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประกาศจุดยืนนำนวัตกรรมการและเทคโนโลยีตลอดกระบวนการผลิตอาหารและการเกษตรในงานสัมมนาธุรกิจเพื่อสังคมระดับนานาชาติด้านอาหารและเกษตรกรรม ครั้งที่ 6 หรือ The 6th Responsible Business Forum on Food and Agriculture (RBF)

องค์กรเกษตรร่วมพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจ Uberfarm ให้บริการด้านการเพาะปลูก โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาปรับปรุงผลผลิตและการตรวจสอบ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการในอนาคต

นายมัลคอล์ม เพรสตัน ศาสตราจารย์อาวุโส วิทยาลัยการจัดการเคลล็อก และคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กล่าวในพิธีปิดงานว่า “ความเชื่อมั่นและความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็น แต่ละองค์กรจำเป็นต้องเชื่อมั่นในเทคโนโลยีใหม่ และเชื่อมั่นในการประสานความร่วมมือระหว่างกันของพันธมิตร”

นางกันธวี คาธิเรสาน ผู้ช่วยผู้อำนวยการทั่วไป ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ กล่าวถึงความจำเป็นของนวัตกรรม อันเป็นความท้าทายในกระบวนการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนว่า “ทุกหน่วยงาน ต้องนำนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยในการปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมทั้งเป็นการยกระดับคุณภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า เริ่มตั้งแต่ฟาร์มจนถึงบนโต๊ะอาหารของผู้บริโภค”

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้แบ่งปันแนวคิดและแนวทางในการจัดการปัญหาหลากหลายด้าน ครอบคลุมอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร อาทิ การตรวจสอบและติดตาม นวัตกรรมการบริหารเงิน การบริหารความสูญเสียของอาหาร สิทธิมนุษยชน เสริมพลังสตรี และความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการสนทนาพิเศษใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์นม ประมง ผักและผลไม้

งานสัมมนา RBF จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในฐานะประเทศไทยประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนการดำรงตำแหน่งของประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนประจำปี พ.ศ. 2562 โดยรวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกด้านอาหาร ร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ สอดคล้องกับแนวคิดหลักของอาเซียนประจำปีนี้ที่ว่า “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน”

นายอัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) กล่าวทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลได้มุ่งมั่นดำเนินงานผ่านโครงการ เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู้ดอินโนโพลิส เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งภูมิภาคอาเซียน”

สำหรับผู้ที่สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Regina Cheah ผู้จัดการ โกลบอล อินนิชิเอทีฟ อีเมล regina.cheah@globalinitiatives.com