Review : พลิกโฉม Power Buy EXPO 2018 0 10956

ความหลากหลายสินค้า9
ส่วนลดสินค้า8
ของแจก ของแถม8
การบริการ9
8.5 out of 10

พลิกโฉมงาน Power Buy EXPO 2018 ตอกย้ำกระแสดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด The Next Big Things เทคโนโลยีที่คุณสัมผัสได้ พร้อมจับมือ พาร์ทเนอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย ระดมนวัตกรรมเทคโนโลยีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีกว่า 20,000 รายการ อัดโปรโมชั่น พ่วงแพ็กเกจพิเศษให้เลือกเพียบ พร้อมตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์

งานมหกรรม Power Buy EXPO 2018 The Next Big Things เทคโนโลยีที่คุณสัมผัสได้ จัดระหว่างวันที่ 27 เม.ย. – 6 พ.ค. 2561 ที่ไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-102 ไฮไลท์ของงาน อีเว้นท์ครั้งนี้คือการนำเสนอนวัตกรรม เทรนด์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ ซึ่งเพาเวอร์บายได้ จับมือกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายแบรนด์ระดับโลก อัพเดท เทรนด์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตโดยรวบรวมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีกว่า 20,000 รายการ มาไว้ในงานนี้ ได้แก่

 

Innovation เทคโนโลยีที่คุณสัมผัสได้

  • Power Buy Smart Robot หุ่นยนต์อัจฉริยะ ที่พร้อมต้อนรับและให้ข้อมูลกับลูกค้า
  • LG เปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมนวัตกรรมระดับโลก ด้วยแอพพลิเคชั่น Smart ThinQ™ ที่สามารถควบคุมการทำงานได้เพียงปลายนิ้วผ่านสมาร์ทโฟน ได้ทุกที่ ทุกเวลา และยังเปิดตัวครั้งแรกที่งานนี้กับสุดยอด LG OLED TV รุ่น OLEDB8PTA ใหม่ล่าสุด ที่ชูจุดเด่นผ่านนวัตกรรม LG ThinQ®AI ระบบปฏิบัติการสมาร์ททีวีผ่านการสั่งงานด้วยเสียงอันล้ำสมัย
  • เปิดตัวที่งานนี้แห่งแรกกับสุดยอดสมาร์ททีวี Hisense Laser TV ขนาด 100 นิ้ว ที่มาพร้อมกับ เทคโนโลยี่เลเซอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูในโรงภาพยนตร์ และยังทำให้ทีวีของคุณกลายเป็นสุดยอดโฮมเธียเตอร์ พร้อมฟีเจอร์การควบคุมผ่านรีโมทสั่งงานเพียงครั้งเดียว

Excitement กิจกรรมสนุกๆ ตื่นตาตื่นใจ

  • สัมผัสประสบการณ์ AI Home Entertainment ใน Smart Space Zone เปลี่ยนห้องนั่งเล่นในบ้านให้สนุกด้วย Samsung QLED TV และชุดโฮมเธียเตอร์ จาก ONKYO และ POLK รองรับการสั่งงานด้วย Home Pod และเย็นสบายกับเครื่องปรับอากาศ ทำความสะอาดตัวเครื่องอัตโนมัติจากแบรนด์ Haier
  • เอาใจสายนักชิมและดูแลสุขภาพด้วย Easy Food Easy Life Zone ห้องครัวอัจฉิรยะ ด้วย Interactive LED Screen ที่จะนำเสนอเมนูอาหาร รวมถึงบอกคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับ ตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ พร้อมให้ไอเดียการตกแต่งห้องครัวด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าฟังก์ชันครบอย่าง ตู้เย็น Multidoor จากแบรนด์ Samsung, เครื่องอบผ้าและเครื่องล้างจานจาก ELECTROLUX และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กจาก BOSCH, Phillips, SHARP, Samsung และ Electrolux
  • สายเกม พลาดไม่ได้ที่ Game Zone กับการแข่งขันเกม Power Buy eSports ด้วย Sony PlayStation®4 ผ่านเกม FIFA 2018 ค้นหาผู้ชนะและรับของรางวัลมากมาย มูลค่ากว่า 70,000 บาท
  • ร่วมสนุกกับ Power Buy Snap ถ่ายภาพเก๋ๆ ในสไตล์ของคุณลงแล้วแชร์บนโซเชียลมีเดีย ลุ้นรับรางวัล iPad จากเพาเวอร์บาย

“นอกจากนวัตกรรมล้ำๆ ตอบโจทย์ชีวิตในยุคดิจิทัลแบบนี้แล้ว เพาเวอร์บายยังให้ลูกค้าได้ช้อปสินค้าในราคาสุดคุ้มด้วย โปรโมชั่นลดรวมสูงสุด 46 % กับส่วนลดสุดคุ้มคุ้ม 8 ต่อ อาทิ ช้อป 10,000 รับคูปองช้อปต่ออีก 10,000, สมาชิกบัตร The1Card ใช้คะแนนแลกรับส่วนลดเพิ่ม 15%, บัตรเครดิต Central The1 ใช้คะแนนแลกรับส่วนลดเพิ่ม 2 เท่า และเลือกผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการมากมาย รวมทั้งพบกับสินค้านาทีทองทุบราคาลดพิเศษ วันละ 2-3 รายการ ทุกวัน วันละ 3 เวลาที่จะนำมาให้ลูกค้าได้จองรับสิทธิ์ซื้อภายในงานนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://bit.ly/2Hq7mrd

ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เพาเวอร์บายได้นำเทคโนโลยีที่คุณสัมผัสได้มาไว้ที่งาน Power Buy EXPO 2018 เพื่อเป็นไอเดีย ทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น ตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัล โดยในปีนี้เราได้วางเป้าหมายให้งาน Power Buy EXPO 2018 เป็นงาน Event ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที เทคโนโลยี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตอบรับกระแสที่ลูกค้าตั้งตารอคอย พร้อมคาดการณ์ว่าจะมียอดขายในงานสูงถึง 320 ล้านบาทหรือเติบโตเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”นายธีรินทร์ คูสมิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าว

“ปัจจุบันและอนาคตทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเราเกี่ยวข้องกับ AI (Artificial intelligence: AI) โดยมีสมาร์ทโฟน แท็ปแล็ต หรือ แก็ดเจ็ต สมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ที่เป็นสื่อกลางในการควบคุม สั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใกล้ตัวคุณมากมาย ขณะเดียวกันเครื่องใช้ไฟฟ้าก็พัฒนา AI ให้มีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นสามารถติดต่อสื่อสารกับคนได้ด้วย เช่น เทคโนโลยีนวัตกรรมตู้เย็นที่สามารถตรวจสอบการกรองอากาศและแบคทีเรียได้ หรือแอพพลิเคชั่นสั่งการเปิด-ปิดแอร์ก่อนเข้าบ้านได้ หรือ สมาร์ททีวีที่เลือกรายการโปรดหรือคลิปเด็ดๆที่คุณอยากจะรับชมเอาไว้ให้ทันทีที่เปิดเครื่อง

ด้วยเหตุนี้ เพาเวอร์บาย จึงได้นำเสนอโฉมใหม่งานมหกรรม Power Buy EXPO 2018 ภายใต้คอนเซปต์ The Next Big Things เทคโนโลยีที่คุณสัมผัสได้ เพราะเราเข้าใจสิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหา ความต้องการที่ลูกค้าอยากได้รับความสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัด ได้เล่น ได้พักผ่อนในมุมโปรดของตัวเอง โดยมีเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวช่วยทำให้ชีวิตสบาย มีเวลามากขึ้น”

นายธีรินทร์ กล่าวด้วยว่า “ความแตกต่างของเพาเวอร์บายที่เป็นจุดแข็งของเรานั้นอยู่ที่กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจแบบ Omni Channel ผ่านทั้งช่องทางการช้อปออนไลน์, ช่องทางออฟไลน์ผ่านการซื้อสินค้าที่สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ และการจัดงาน Event ต่างๆ ของ Power Buy เราสร้าง Omni Channel ให้เกิดขึ้นเชื่อมการช้อปทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกันสะดวกสบายไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง เช่น คนที่ติดภารกิจไม่สามารถมาเดินช้อปภายในงาน Power Buy EXPO 2018 ได้ เรามีแคมเปญ Power Buy EXPO online ให้ลูกค้ารับดีลดีๆ สินค้าราคาพิเศษไม่น้อยหน้างาน Event โดยเข้าไปช้อปทาง www.powerbuy.co.th ในช่วงเวลาที่งาน event ปิดทำการตั้งแต่ 3 ทุ่ม – 9 โมงเช้าของทุกวัน พร้อมทั้งยังเลือกได้ด้วยว่าจะให้จัดส่งที่สาขาผ่าน Power Buy Click & Collect หรือ ชำระเงินผ่านช่องทางที่หลากหลาย ขณะที่ Power Buy Services มีบริการที่หลากหลายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ตอบรับทุกความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งมาตรฐานที่ลูกค้าไว้วางใจได้ อาทิ เพาเวอร์บาย การันตีรับประกันการติดตั้งยาวนานถึง 180 วัน หรือ ลูกค้าที่เลือกช้อปภายในงาน Event อย่าง Power Buy EXPO 2018 สามารถเลือกให้จัดส่งและติดตั้งสินค้าได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีสาขาของเราตั้งอยู่อีกด้วย

ด้านคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อตอบรับกับคอนเซ็ปต์ The Next Big Things เทคโนโลยีที่คุณสัมผัสได้ ของ Power Buy EXPO 2018 ในครั้งนี้ แอลจี จึงได้เตรียมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่มาพร้อมนวัตกรรมระดับโลก ด้วยแอพพลิเคชั่น Smart ThinQ™ ที่สามารถควบคุมการทำงานได้เพียงปลายนิ้วผ่านสมาร์ทโฟน ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชั่น Smart Diagnosis ที่ช่วยให้วิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้น โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถใช้ร่วมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ล่าสุดของแอลจี ทั้งในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

ที่สำคัญในกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์นั้น แอลจีได้นำเสนอ LG OLED TV รุ่น OLEDW8PTA ใหม่ล่าสุด ที่ชูจุดเด่นผ่านนวัตกรรม LG ThinQ®AI ระบบปฏิบัติการสมาร์ททีวีผ่านการสั่งงานด้วยเสียงอันล้ำสมัยที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค โดยผสานการทำงานกับเทคโนโลยี Intelligent Voice Recognition เพื่อรองรับการค้นหาและสั่งงานด้วยเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของภาพและเสียงอันสมบูรณ์แบบตามคอนเซ็ปต์ Perfect Black, Perfect Color และ Perfect Viewing Angle นอกจากนี้ ยังมีลำโพงรุ่น SK10Y ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับ MERIDIAN แบรนด์เครื่องเสียงสุดหรูจากประเทศอังกฤษ ที่ให้พลังเสียง 550 วัตต์ผ่านลำโพงแบบ 5.1.2 ช่องทาง มอบสุนทรียภาพในการฟังเพลงและดูหนังเสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ชั้นเลิศ ยิ่งไปกว่านั้น แอลจียังคงมุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคสะดวกสบายขึ้นอีกระดับ ผ่านความสามารถในการรองรับการใช้งานร่วมกับ Google Assistant ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านผ่านลำโพงรุ่นดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย

สำหรับลูกค้าที่มาเดินช้อปในงาน Power Buy Expo 2018 ก็สามารถพักผ่อนไปกับโซนภายในงาน The1 Lounge เอกสิทธิ์เฉพาะสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิต Central The1 นั่งพักผ่อนสบายๆ หรือลูกค้าทุกคนสามารถแวะชิมอาหารอร่อยๆ กับ Food Truck อาทิ Mother Trucker, KAMU, Family Mart, Mister Donut และ Auntie Anne’s ที่นำเมนูอาหารหลากหลายมาให้ชิมกันเต็มอิ่ม ใครที่ชอบการชมภาพยนตร์ที่บ้านสมัครสมาชิก HOOQ แอพพลิเคชั่นที่งาน รับสิทธิ์ดูหนัง Stemming ฟรีนาน 1 เดือน และใครที่ไม่อยากขับรถมาก็เดินทางสะดวกสบายมาที่ไบเทค บางนาด้วย Grab รับโค้ดส่วนลด 50-100 บาท ทันที

มาร่วมเปิดประสบการณ์พร้อมสัมผัสนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ในงาน Power Buy EXPO 2018 ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. – 6 พ.ค. 2561 ณ ฮอลล์ 101-102 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-904-2000 หรือติดตามรายละเอียดที่ https://www.facebook.com/Powerbuythailand/

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ซินเจนทา ลงนามความร่วมมือสร้างอาณาจักรความหลากหลายทางชีวภาพ 0 3272

โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา ร่วมมือพัฒนาโครงการ “รักษ์ผึ้ง” (Bee love project) บนพื้นที่เกือบ 20 ไร่ เน้นการศึกษา วิจัยและพัฒนา เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของผึ้ง และแมลงผสมเกสร หวังเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และขยายเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงนิเวศในอนาคต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ แพทย์หญิง มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี และ รศ. ดร. จรูญโรจน์ โชติวิวัฒนกุล ฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับ นายธนัษ อภินิเวศ ผู้อำนวยการ และนางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน ซินเจนทา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ณ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของผึ้ง และแมลงผสมเกสร ส่งเสริมนักศึกษา และชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยผึ้ง ชันโรง และแมลงผสมเกสร โดยมีระยะเวลาดำเนินการร่วมกัน 3 ปี

แพทย์หญิง มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า หนึ่งในแนวคิดสำคัญของรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะในหลักสูตรเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer นั่นคือ “ผลิตได้ ขายเป็น ปลอดภัย และยั่งยืน” ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากร สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้มีโอกาสเรียนรู้ พัฒนา และปฏิบัติจริง ก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผึ้ง และแมลงผสมเกสร มีผลผลิตที่ปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผลการวิจัยใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัย ไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและสาธารณะได้ต่อไป

“องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้ชี้แจงว่าร้อยละ 75 ของพืชผลบนโลกที่มนุษย์นำมาบริโภคนั้น เกิดจาการผสมเกสรของผึ้ง จึงเป็นหน้าที่ของประชาคมโลกที่จะต้องหันมาสนใจปกป้องและอนุรักษ์ผึ้ง” รศ. ดร. จรูญโรจน์ โชติวิวัฒนกุล กล่าวเสริมว่า “หนึ่งในปัญหาสำคัญของการทำการเกษตรในปัจจุบัน คือ สภาวะโลกร้อน สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีผลต่อความหลากหลายทางชีวิภาพ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างไม่ถูกต้องและเกินความจำเป็น การเกิดโรคไวรัสในผึ้ง ปัจจัยเหล่าทำให้เกิดผลกระทบกับผึ้งและแมลงผสมเกสร โครงการรักษ์ผึ้ง จึงเป็นการดำเนินงานที่บูรณาการองค์ความรู้อย่างรอบด้าน เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยภาคเกษตรกรรม และสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อาจารย์สิทธิพงษ์ วงศ์วิลาศ นักวิชาการศึกษา โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมรับผิดชอบโครงการ กล่าวสรุปแผนการดำเนินงานของสองกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ อย่างแรก คือ การพัฒนาพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ของมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ บูรณาการองค์ความรู้อย่างรอบด้านเข้าไปในหลักสูตรการเรียนและการสอน ทั้งในด้านการเลี้ยง การเพิ่มผลผลิต การแปรรูปจากผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมอบรมและค่ายความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่กลุ่มชุมชนและนักเรียนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ พัฒนาองค์ความรู้เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ในอนาคตจะสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของจังหวัดนครสวรรค์ และอย่างที่สอง คือ มุ่งเน้นให้ความรู้ แนวทางการปฏิบัติ สร้างเครือข่ายเกษตรกรกับผู้เลี้ยงผึ้ง ปลุกจิตสำนึกในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อลดอัตราการสูญเสียของผึ้ง และ แมลงผสมเกสร เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่ม มีมูลค่าจากการเลี้ยงผึ้งเพิ่มมากขึ้น”

“โครงการรักษ์ผึ้ง เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของซินเจนทา ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยจะนำนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร มาร่วมวิจัย เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง เกษตรกรชาวสวนผลไม้ อุตสาหกรรมจากผึ้ง และคนในชุมชนดำเนินงานร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เกิดการพึ่งพาและเอื้อประโยชน์ต่อกัน รวมทั้งเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร โดยอาศัยผึ้ง ชันโรง และแมลงผสมเกสร นับเป็นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืนอีกด้วย” นางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน ซินเจนทา กล่าวเสริม

สำหรับเกษตรกร นักเรียนและนักศึกษาที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจเข้าร่วมโครงการรักษ์ผึ้ง ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 088-445-6406 หรือ https://na.mahidol.ac.th/academic/

เกี่ยวกับซินเจนทา

บริษัทซินเจนทาหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมีพนักงานซินเจนทากว่า 28,000 คนในประเทศต่าง ๆ ครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยมีพันธกิจ “นำศักยภาพของพืชสู่ชีวิต” (Bringing Plant Potential to Life) ภายใต้การคิดค้นวิจัยชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าให้สามารถเพิ่มผลผลิต ปกป้องสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.syngenta.co.th

กระทรวงพาณิชย์ เทรนนักออกแบบไทยเท่าทัน 5 เทรนด์โลก ดันโกอินเตอร์ บุกตลาด CLMV 0 2996

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ อาคารเคเอ็กซ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงลึก ภายใต้แนวคิด Design Service Transformation  เพื่อให้นักออกแบบไทยเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวโดยไม่ตกยุค  เปิดมุมมองให้เท่าทัน 5 เทรนด์โลกที่น่าจับตามอง อีกทั้งผลักดันนักออกแบบไทยเป็นสินค้าบริการโกอินเตอร์ บุกตลาด CLMV หรือประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง อาทิ เมียนมาและเวียดนาม ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของโครงการ Design Service Society ที่กรมการค้าระหว่างประเทศ จัดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015

“โครงการ Design Service Society จัดมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้ว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราจัดอบรมเชิงลึกในแง่มุมต่างๆ ให้กับนักออกแบบหน้าใหม่ไปแล้วกว่า 100 คน ซึ่งมีประมาณ 10 % ที่ได้ลงสนามทำงานจริงร่วมกับผู้ประกอบการคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการนี้ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มให้เกิดการแมทชิ่งและทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการคนไทยภาคธุรกิจส่งออกกับกลุ่มนักออกแบบหน้าใหม่ ที่นำความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบไปช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าส่งออกของไทย ซึ่งเป็นอะไรที่มากกว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์ แต่นักออกแบบจะต้องทำงานแบบเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้เกิด New Idea จริงๆ โดยเป้าหมายของกรมฯ ตั้งไว้ 2 ประการด้วยกันคือ สร้างนักออกแบบมืออาชีพที่มีคุณภาพมาช่วยผลักดันอุตสกรรมการส่งออกไทย  ขณะเดียวกันก็ปั้นกลุ่มนักออกแบบไทยขึ้นมาเป็นสินค้าบริการสำหรับส่งออกงานบริการด้านการออกแบบไปยังต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) 4 ประเทศ ประกอบไปด้วย กัมพูชา , สปป.ลาว , เวียดนาม และเมียนมา โดยเฉพาะเมียนมาและเวียดนาม ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะพานักออกแบบไทยไปให้บริการด้านการออกแก่กับผู้ประกอบการที่เมียนมาเป็นที่แรก ถือเป็น Business Matching รูปแบบหนึ่ง” นางสาวประอรนุช กล่าวถึงภาพรวมของโครงการฯ

ทางด้าน รศ.ดร.โชคอนันต์ บุษราคัมภากร นายกสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ Industrial Designers Society (IDS) ซึ่งทำหน้าจัดการอบรมเชิงลึกในครั้งนี้ได้กล่าวว่า “ภายใน 2 ปีนี้คำว่า Transformation คือสิ่งที่ผู้ประกอบการจะหลีกหนีไม่ได้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง หากไม่มีการปรับตัวก็จะต้องล่มสลายหรือตกยุคไป  เช่นเดียวกับนักออกแบบอุตสหกรรม เป้าหมายไม่ใช่แค่การออกแบบให้ผลิตภัณฑ์สวยงามเท่านั้นแต่ต้องเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย ดังนั้นการอบรมเชิงลึกภายใต้ แนวคิด Design Service Transformation ในวันนี้จะเน้นเรื่องของ การปฏิรูปการทำงานให้เท่าทันยุคดิจิทัล ตัวอย่างเช่นการศึกษา 5 เทรนด์การออกแบบโลกที่น่าจับตามองเพื่อหลีกหนีคำว่า นักออกแบบตกยุค”

สำหรับ 5 เทรนด์การออกแบบโลกที่น่าจับตามองนั้น ได้แก่ 1. Transformative &Disruptive Technologies หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาให้บริการ เช่น การนำโดรนมาใช้ในการบริการส่งอาหารสด  ตู้อัตโนมัติในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ทำอาหาร 2. Advanced  Data-Driven Design การออกแบบที่นำข้อมูลหรือ Data ไปประมวลผล แล้วนำผลที่ได้ไปใช้ในการออกแบบ 3. End-to-End Customer Journey Experience แนวคิดการออกแบบ  “Circular Economy” หรือ “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” กล่าวคือ การออกแบบต้องคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตเป็นสินค้า โดยทุกกระบวนการปราศจากของเสียสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่รู้จับ 4. Not Just Impression and Implementation, but IMPACT การออกแบบที่ลดการสร้าง “ผลกระทบทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม” เช่น บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse หรือ Recycle) เพราะแนวโน้มบรรจุภัณฑ์จะเลิกใช้พลาสติกและหันมาใช้วัสดุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้จะต้องไม่ใช่ขยะ และสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตได้อีกด้วย  และ 5. Not Just Mass Customisation, but Personalisation การออกแบบที่เน้นสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ “ประสบการณ์ส่วนบุคคล” เช่น เสื้อผ้าที่สามารถตอบโจทย์เรื่อง Health Tech หรือการออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะตามกรุ๊ปเลือด เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วในการอบรมเชิงลึก ภายใต้แนวคิด Design Service Transformation ซึ่งจัดโดย DITP ในครั้งนี้ ยังได้เชิญวิทยากรที่เป็นนักออกแบบอุตสหกรรมมืออาชีพมากมาย มาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้นักออกแบบหน้าใหม่ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนจากการออกแบบอุตสาหกรรมไปสู่การออกแบบดิจิทัล, กลยุทธ์การริเริ่มธุรกิจการบริการออกแบบยุคใหม่, กระบวนการบริการออกแบบเพื่อพิชิตใจลูกค้า และเคล็ดลับการบริหารธุรกิจการบริการออกแบบสู่สากล  

อย่างไรก็ตาม โครงการ Design Service Society มีเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์ม หรือ เวทีสร้างความรู้จักระหว่างนักออกแบบอุตสหกรรมกับผู้ประกอบการ ที่อาจจะร่วมมือกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา  ในการสร้างนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการออกแบบอย่างมืออาชีพตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.idsocietythailand.org หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่email : idsocietythai@gmail.com  Facebook Fanpage : idsocietythai