influAnswer การตลาดระบาดสังคม 2018 ทางออกนักสื่อสาร 0 33383

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง Influencer ใครๆ ก็เลือกใช้ Influencer แต่มาถูกทาง หรือใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารที่ต้องวางแผนกันให้ดี “แนวทางการเลือกใช้ Influencer ปัจจุบัน จึงคาดหวังถึงการสร้างกระแสสังคม นำทิศทางของสังคม เฉกเช่น การเกิดโรค ที่เกิดการระบาดในวงสังคม” ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดในงานสัมมนา Influ-answer คำตอบ(ไหน) ที่ใช่… เมื่อใช้อินฟลูเอนเซอร์ 

คุณอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter Digital Agency กล่าวถึง Influencer โดยภาพรวมว่า Influencer หมายถึง คนที่สามารถมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ไม่ยึดติดกับช่องทาง หรือ Platform และเมื่อกล่าวถึงภาพรวมของ Influencer สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตั้งแต่ Mega Influencer (ผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน Macro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 ล้านคนแต่มากกว่า 1 หมื่นคน) และ Micro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 หมื่นคน)

ช่องทาง หรือ platform ที่เอเจนซี่เลือกใช้ปัจจุบัน ใช้ทุกช่องทาง แต่พิจารณาเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากลักษณะของช่องทาง เช่น

  • Facebook คนเลือกที่จะอ่านเนื้อหา เรานำเสนอเนื้อหาอย่างไร
  • Youtube เป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกติดตามบุคคล หรือ เจ้าของช่องนั้นๆ
  • Instagram ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมักจะติดตามดารา หรือคนที่มีสไตล์
  • Twitter ได้รับความสนใจมากในกลุ่มผู้ติดตามศิลปินเกาหลี และเรื่องราวดราม่าต่างๆ

ดังนั้น ในฐานะนักสื่อสาร จะต้องพิจารณาเลือกช่องทางให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพาช่องทางใด ช่องทางหนึ่ง

ด้านงบประมาณสื่อดิจิทัล กลุ่มลูกค้าหลายราย จัดสรรงบส่วนหนึ่งมาให้ในส่วน Influencer ประมาณร้อยละ 30 แต่มีการพิจารณาเลือกใช้ที่เปลี่ยนแปลงต่างจากเดิม เมื่อก่อน อาจมีการเลือกใช้ดารากันมาก ใครใช้ดาราดัง ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ดัง คนอยากลองสินค้าได้มาก แต่ กลุ่มเอเจนซี่ มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

Influencer ไม่ใช่ Presenter หรือ เป็นแค่เพียง Production House

การวัดผล หรือประเมินผล อยากให้นักสื่อสารมองที่วัตถุประสงค์เป็นหลักว่าเลือกใช้ Influencer เพื่ออะไร และอย่างไร ทั้งนี้ การวัดผลโดยภาพรวมแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) Engagement ว่าด้วยเรื่องการ like การ share 2) Behavior การประเมินผลด้านกิจกรรม เช่น ทำให้คนเข้าไปหน้าร้านเพิ่มมากขึ้น คนเข้าไปหน้าหลักของเว็บไซต์มากขึ้น เป็นต้น ทั้งสองส่วนนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Interaction ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของการจ้าง Influencer นั่นเอง คุณอรรถวุฒิกล่าวสรุป

 

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เผยความลับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ความงามไทย 2021 0 627

Mintel เผยผลสำรวจชี้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามมีโอกาสเติบโตในไทย เหตุผู้บริโภคกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณ และขาดการตระหนักรู้เกี่ยวกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

ผลสำรวจ* ชี้ 70% ของผู้บริโภคเห็นด้วยว่า สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ในขณะที่ผู้บริโภคบางรายระบุว่ามลภาวะ (37%) และแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ (16%)  เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในประเทศไทยคือ การสร้างฐานการรับรู้เกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

เป็นที่รู้กันดีว่า ส่วนผสมเสริมการทำงาน (Functional Ingredients) ในสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เป็นส่วนผสมที่ผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์และสามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้จริง แต่ผู้บริโภคจำนวนไม่มากนักที่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับส่วนผสมด้านความงามเหล่านั้น จากผลการวิจัยชิ้นใหม่จาก Mintel พบว่า 28%* ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่า ตัวเองไม่ได้พิจารณาส่วนผสมของผลิตภัณพ์เมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ในขณะเดียวกันผู้บริโภครู้จักส่วนผสมเพียง 3 รายการ (จาก 10 ส่วนผสมที่ทำการสำรวจ) ในหมวด BPC ได้แก่ เปปไทด์ (44%) เซราไมด์ (41%) และเรตินอล (38%)

* ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยจำนวน 2,000 คน อายุ 18+

Mintel Global New Products Database (GNPD) ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นหลักๆ ของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้มีการเปิดตัวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงมกราคม 2564 ในตลาดประเทศไทยว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพียง 10% มีส่วนผสมของเซราไมด์ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์และเรตินอลมีเพียง 3% และ 1% ตามลำดับ

กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในประเทศไทยคือ การสร้างฐานการรับรู้เกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์” แบรนด์จำเป็นต้องให้ความรู้และเติมเต็มช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลของส่วนผสมในผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้ดียิ่งขึ้น นับเป็นเรื่องสำคัญที่แบรนด์จะต้องสร้างกลยุทธ์และยกระดับปัจจัยที่จะสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

แม้ว่า เปปไทด์ เซราไมด์ และเรตินอล จะเป็นส่วนผสมเสริมการทำงานที่ผู้บริโภคต่างรับรู้มากที่สุด แต่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์กลับพูดถึงส่วนผสมดังกล่าวในตลาดน้อยมาก ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มหรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีส่วนผสมเสริมการทำงานในตลาดประเทศไทย เพื่อเพิ่มการรับรู้และความสนใจในเรื่องดังกล่าวในอนาคต นอกจากนั้นแบรนด์ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก รวมถึงความโปร่งใสและกลยุทธ์การให้ข้อมูลความรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้บริโภค และดึงดูดผู้บริโภคให้กลายเป็นลูกค้าของเรา

นายพงศ์พีระ มิตรธรรมพิทักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรายงานผู้บริโภคด้านความงาม ภูมิภาคเอเชียใต้ที่ Mintel 

ความกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณเป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้กับส่วนผสมใหม่ ๆ

โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาของผิวพรรณทั้งปัญหาที่มีอยู่เดิมและปัญหาใหม่ๆ จากงานวิจัยของ Mintel ชี้ให้เห็นว่า 70% ของผู้บริโภคเห็นด้วยว่า สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ในขณะที่ผู้บริโภคบางรายระบุว่ามลภาวะ (37%) และ แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์  (16%)  เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังพบว่า มากกว่า 1 ใน 3 (34%) ของคนไทยเห็นด้วยว่าส่วนผสมที่มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับสามารถแก้ปัญหาใหม่ๆเหล่านี้ได้ดีที่สุด

ยิ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ศัตรูด้านความงามใหม่ ๆ ก็จะยิ่งเกิดขึ้นตามมาเรื่อย ๆ ในขณะที่โรคระบาดทำให้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณใหม่ ๆ  เช่น การใส่หน้ากาก ที่ทำให้ผิวหนังระคายเคืองจากมลภาวะ และ แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ ที่เป็นอันตรายต่อผิว แน่นอนว่าผู้บริโภคพยายามมองหาวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไป ซึ่งแบรนด์สามารถโฟกัสปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วรวบรวมปัญหาเหล่านี้มาใช้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาทบทวนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของตนเองเสียใหม่ โดยแบรนด์ควรจะลองพิจารณาเรื่องส่วนผสมที่จะมาเป็นตัวเอกในการหาทางออกให้กับปัญหาของผู้บริโภค”

ในขณะที่วิธีแก้ปัญหาผิวพรรณแบบเดิมๆ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งว่า จะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณได้จริงหรือไม่ ส่วนผสมเสริมการทำงานที่ได้รับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถเติมเต็มช่องว่างของปัญหาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามยุคใหม่มากยิ่งขึ้น  นายพงศ์พีระ กล่าว

เปิดฐานเงินเดือนนักประชาสัมพันธ์ 2021 0 353

สรุปผล 2 การสำรวจล่าสุดจาก Thailand Salary Guide 2021 โดย Adecco และ Salary Survey : HR Benchmark in Thailand 2020/21 โดย บริษัท เอช อาร์ เซ็นเตอร์ จำกัด พบว่า

ภาพรวม ฐานเงินเดือนของนักประชาสัมพันธ์สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ อยู่ระหว่าง 14,700-17,900* บาท ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 16,379 บาท และค่าฐานนิยม ( Mode) อยู่ที่ 15,000 บาท

* อัตราเงินเดือนที่นำเสนออยู่ใน percentile50 เป็นระดับการจ่ายที่แข่งขันได้กับตลาดที่ต้องการเปรียบเทียบ หรือเป็นอัตราที่จ่ายให้ทัดเทียมกับตลาดซึ่งน่าจะแข่งขันได้ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

สำหรับผู้มีประสบการณ์แล้วตั้งแต่ 1-5 ปี ระดับปฏิบัติการ ฐานเงินเดือนเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 22,000-27,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ

สำหรับผู้มีประสบการณ์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ระดับผู้จัดการ ฐานเงินเดือนเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 40,000-60,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ

เครดิตภาพ : ภาพปกโดย Tumisu จาก pixabay.com 

เอกสารอ้างอิงAdecco (2021). Thailand Salary Guide 2021.

บริษัท เอช อาร์ เซ็นเตอร์ จำกัด (2021). Salary Survey : HR Benchmark in Thailand 2020/21