อำลา ช่อง 9 ทีวีระบบแอนะล็อก เดินหน้า ช่อง 9 ทีวีดิจิทัลเต็มร้อย 0 23437

อสมท มั่นใจระบบทีวีดิจิทัลครอบคลุมทั่วประเทศ ประกาศยุติการออกอากาศแอนะล็อก ไม่กระทบผู้ชม แบ่ง 2 เฟส สิ้นสุด 16 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากระบบโครงข่ายดิจิตอลครอบคลุมทั่วประเทศถึง 95% แล้ว

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “หลังจากประเทศไทยเริ่มออกอากาศโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ในปี 2557 ฟรีทีวีในระบบแอนะล็อกยังคงออกอากาศคู่ขนานกับระบบดิจิทัล ซึ่งขณะนี้โครงข่ายสัญญาณได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 95% แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัลจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการรับชมโทรทัศน์ของผู้ชม ซึ่งที่ผ่านมา อสมท ได้ส่งสัญญาณออกอากาศในระบบดิจิทัลความคมชัดสูงมาระยะหนึ่งแล้ว จึงพร้อมดำเนินการตามแผนยุติโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ของ กสทช. และแพร่ภาพผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว ในขณะที่บางสถานีโทรทัศน์ได้เริ่มทยอยยุติการออกอากาศระบบแอนะล็อกแล้ว”

โดย อสมท มีแผนยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อก ด้วยการจะยุติการส่งสัญญาณผ่านสถานีเครือข่าย 36 สถานีทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 73 จังหวัด แบ่งออกเป็น 2 เฟส

เฟสที่ 1 จำนวน 13 สถานี ภายใน เดือนเมษายน 2561 ที่สถานีจังหวัดสระแก้ว,สกลนคร, เพชรบูรณ์,น่าน, มุกดาหาร, ตาก, ชุมพร, เลย ระนอง, สตูล แม่ฮ่องสอน, อ. แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

เฟสที่ 2 จำนวน 23 สถานี ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ที่สถานีจังหวัดกรุงเทพฯ,นครราชสีมา,สงขลา,เชียงใหม่,อุบลราชธานี, ระยอง, สิงห์บุรี, สุราษฎร์ธานี, ยะลา สุโขทัย,นครสวรรค์, ตรัง, ขอนแก่น,ตราด ภูเก็ต อุดรธานี, ลำปาง, แพร่, เชียงราย,ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช โดยถือเป็นการยุติเพื่ออนาคต และมุ่งให้ประชาชนรับชมทีวีที่มีความคมชัดสูงและเนื้อหาหลากหลาย ตอบโจทย์ผู้ชมมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาการรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หากผู้ชมประสบปัญหาด้านสัญญาณการรับชม

สามารถสอบถามแนวทางแก้ไขปัญหาและวิธีที่ถูกต้องในการรับชมทีวีดิจิทัล ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ได้ที่ Call Center หมายเลข 0 2251 7256 ตลอด24 ชม ทั้งนี้ ผลพลอยได้ที่ตามมาจากการยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อก คือจะช่วยลดค่ากระแสไฟฟ้าของสถานีเป็นเงินประมาณ 24 ล้านบาท/ปี ขณะเดียวกัน อสมท ยังมีอุปกรณ์การออกอากาศต่างๆที่ยังคงต้องดูแลรักษา ส่วนบุคลากรด้านการออกอากาศก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิมแต่จะมีการฝึกอบรมเพื่อต่อยอดการให้บริการด้านวิศวกรรมต่อในอนาคต”

นอกจากนี้ นายเขมทัตต์ ได้กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะทำหนังสือถึงบริษัท บีอีซี เวิลด์จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาสัมปทานกับ อสมท เพื่อขอความร่วมมือยุติการออกอากาศทีวีแอนะล็อกภายในเดือน กรกฎาคม 61 ก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในเดือน มีนาคม 63 ว่า

“อสมท ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและคู่สัญญาสัมปทานกับช่อง 3 จะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทาง ในเรื่องดังกล่าว อย่างไร ก็ตาม อสมท ยังไม่ได้รับแจ้งจาก กสทช ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ. อสมท เพื่อพิจารณา หลังจากนั้น อสมท จะรายงานให้ กสทช. ทราบต่อไป ”

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เปิดหลักสูตรธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภาคปฏิบัติ ครั้งแรกในประเทศไทย 0 1180

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT จัดหลักสูตร “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภาคปฏิบัติ” สำหรับภาคธุรกิจ

โดยมีบริษัทชั้นนำ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 20 บริษัท ซึ่งมีเนื้อหาเจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่างการเคารพสิทธิมนุษยชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืน แผนปฏิบัติการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย การจัดทำนโยบาย และบูรณาการหลักการของสิทธิมุนษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ (Policy and Embedment) กระบวนการประเมินความเสี่ยง และการตรวจสอบรอบด้าน พร้อมการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการบริหารจัดการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และองค์กรธุรกิจต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสมาชิกของ GCNT ร่วมเป็นวิทยากร ทั้งนี้ หลักสูตรธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภาคปฏิบัติ เป็นหนึ่งในภารกิจของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ในการติดอาวุธการดำเนินธุรกิจควบคู่หลักสิทธิมนุษยชนแก่บุคลากรในภาคธุรกิจของไทย พร้อมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมความร่วมมือจากผู้บริหารในทุกภาคส่วน ในการยกระดับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจของไทย

ไทยพัฒนาหัตถกรรมไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลก 0 1324

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดย ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ  และ สมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย  โดย ดร.สุรภีร์  โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน ในการร่วมกันพัฒนาบุคลากรและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง ให้มีความเข้มแข็งใน 3 มิติ ทั้งคุณภาพ (quality) รูปแบบที่ทันสมัย (creative) และความต้องการของตลาด (marketing) เพื่อเตรียมพร้อมก้าวไปสู่ Thailand 4.0 สอดคล้องตามในโยบายภาครัฐบาลที่ได้วางไว้

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทยที่มีความสําคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากประกอบด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดย่อยจํานวนมากมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจร มีทําเลตั้งอยู่ในศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่พร้อม โดยสามารถสร้างมูลค่าการค้าปีละมากกว่า 200,000 ล้าน สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ตระหนักถึงความจำเป็นของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ที่ต้องแข่งขันในวันข้างหน้า จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน กับสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ในครั้งนี้ ด้วยทั้ง 2 องค์กร มีแนวทางการดำเนินงานบนแนวทางดียวกัน ที่มุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยให้มีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก”

“ความร่วมมือกันในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อสร้างการประยุกต์องค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายรวมถึงสมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่ายในเรื่องผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทย สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและแฟชั่น และเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอ พื้นเมืองให้มีคุณภาพ (Quality)  มีรูปแบบที่ทันสมัย (Creative) ตอบสนองความ ต้องการของตลาด ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและยอดจำหน่ายให้มากขึ้น (Marketing) และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) สอดคล้อง กับนโยบายภาครัฐในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ในอนาคตอันใกล้นี้”

ด้านดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการดําเนินการแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการพัฒนาอย่างชัดเจนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งต้องมีการกํากับดูแลเพื่อให้การดําเนินงานมีผลสัมฤทธิ์ สมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากร สมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย”

“โดยแนวทางและขอบเขตที่จะร่วมกันพัฒนานั้น ทั้งสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย และ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะจัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากร สมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย ในหัวข้อที่เหมาะสม รวมทั้งการสนับสนุนวิทยากรหรือสถานที่ฝึกอบรมซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาข้อกำหนดฉลากคุณภาพสำหรับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทย เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง เช่น ด้านคุณภาพ ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการใช้งานและ ความสวยงาม เป็นต้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์จะร่วมกันพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่และตอบสนองความต้องการของตลาด”

เพื่อตอกย้ำให้ชัดเจนถึงศักภาพและฝีมือของคนไทย ทั้ง 2องค์กรได้จัดให้มีการแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบของกลุ่มผู้ผลิตผ้าไทยที่เข้าร่วมโครงการ “พัฒนาสินค้าผ้าไทยสู่ตลาดโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงผ้าไทยว่าสามารถนำมาพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัยด้วยแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ และสมาคมฯ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ของสมาชิกที่มีความปราณีตสวยงามมาร่วมสมทบเพื่อจัดแสดงในงานนี้ด้วย งานนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การสร้างสรรค์ของหัตถกรรมไทยทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมจะพัฒนาแฟชั่นไทยให้เป็นศูนย์กลางในอาเซียน และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป