ความหวังใหม่ ไทยแลนด์ 4.0 สร้างคน เพื่อสร้างนวัตกรรม สถาบันวิทยาการนวัตกรรม 0 22350

สนช. เปิดตัว “สถาบันวิทยาการนวัตกรรม” NIA Academy เพื่อขานรับการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และธุรกิจ ได้พร้อมใจกันขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ด้วยการจัดตั้ง“สถาบันวิทยาการนวัตกรรม” เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจ ผู้บริหาร ภาครัฐ เอกชน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจได้เรียนรู้การยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมสู่ความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการเปิดแถลงข่าวการเปิดตัวสถาบันฯ และลงนามในความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปในวันนี้ (16 มีนาคม 2561) ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งมาพร้อมพันธกิจในการพัฒนานวัตกรรมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมโดยรวมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “องค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าที่ยั่งยืน” ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ของชาติ

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เผยว่า ทางสถาบันฯ ได้รวบรวมหลักสูตรการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนศึกษาแนวโน้มในอนาคต วิธีการนำเสนอใหม่ๆ รวมไปถึงการนำเอากรณีศึกษาของคนไทยมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมยังช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจและความเข้าใจที่ถูกต้องในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เชื่อว่า การเปิดสถาบันฯ อย่างเป็นทางการในระยะเวลา 5 ปี จะสามารถรวบรวมวิทยาการได้เป็นจำนวนมาก และจะมีผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมหรือเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจำนวน 2-3 หมื่นคนต่อปี เนื่องจากประเทศไทยในขณะนี้ถือว่ามีการตื่นตัวและโดดเด่นเรื่องนวัตกรรมไม่ต่างจากนานาชาติ ขาดเพียงการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์และการต่อยอดจากระดับประเทศไปสู่สากลเท่านั้น

สถาบันวิทยาการนวัตกรรม จัดตั้งขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการ กลุ่มธุรกิจ ผู้บริหาร ภาครัฐ-เอกชน นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจได้เรียนรู้การยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมสู่ความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้ความร่วมมือของ สนช. ซึ่งสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ด้านวัตกรรมให้กับองค์กร

เบื้องต้นได้แบ่งการเรียนรู้ของสถาบันออกเป็น 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
1. ผู้สนใจเทคโนโลยี นวัตกรรมกลุ่มเยาวชน นักศึกษา เน้นสร้างการรับรู้ ความรู้สึกอยากเป็นนวัตกร (innovator)
2. กลุ่มผู้ที่อยากประกอบกิจการ และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีไปใช้สร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า
3. กลุ่มผู้ที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว และอยากนำองค์ความรู้มาเสริมพัฒนาโครงการหรือสินค้าให้เกิดความโดดเด่นแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในตลาด
4. กลุ่มภาครัฐ-เอกชน ที่ต้องการยกระดับองค์กร อยากให้องค์กรมีการเปลี่ยนแปลง โดยใช้นวัตกรรมเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคคล ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ
5. กลุ่มผู้นำ ผู้บริหารระดับสูง ทั้งที่เป็นนักลงทุน นักธุรกิจ ระดับ CEO รวมถึงผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารจัดการเมือง ที่เน้นการพัฒนายกระดับความสามารถด้านนวัตกรรม และ
6. กลุ่มผู้ขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม เช่น อุทยานนวัตกรรม หน่วยงานสนับสนุนการเงิน หน่วยงานกฎหมาย ซึ่งต้องเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมร่วมกัน

สำหรับประเทศไทยขณะนี้ ถือว่ามีการตื่นตัวเรื่องนวัตกรรมไม่ต่างจากนานาชาติ และไทยเอง มีความโดดเด่นด้านวัตกรรมงานบริการ ธุรกิจการค้าปลีก การท่องเที่ยว โรงแรม การแพทย์ แต่ในกลุ่มธุรกิจการผลิตไทยเป็นเพียงฐานการผลิต ยังไม่มีความชัดเจนในแง่นวัตกรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสพัฒนาและยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมได้จากเรียนรู้สม่ำเสมอ เห็นได้จาก 31 หลักสูตรนวัตกรรมที่รวบรวมในปีแรกๆ มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 12,217 คน จาก 1,626 บริษัท และ 700 สตาร์ทอัพ ส่งเสริมมูลค่าลงทุนราว 2,785 ล้านบาท เชื่อมั่นว่า การเปิดสถาบันฯ อย่างเป็นทางการในระยะเวลา 5 ปี จะรวบรวมวิทยาการได้กว่า 80 หลักสูตร/อบรม/โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ และส่งผลต่อยอดผู้เข้ารับการอบรมหรือเรียนรู้ต่อเนื่องจำนวน 2-3 หมื่นคนต่อปี

สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานใดที่สนใจ สามารถติดตามหลักสูตรการยกระดับความสามารถทางด้านนวัตกรรมผ่านทางเว็บไซต์ www.nia.or.th

ขอขอบคุณคลิปข่าวจาก NBT https://www.youtube.com/watch?v=ZRrKqoIjR6w

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ทีเส็บเผยผลวิจัย ไมซ์ไทยติดอันดับหนึ่ง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” 0 4627

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากนักธุรกิจไมซ์กว่า 20 ประเทศทั่วโลก พบประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักเดินทางอยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ แซงหน้าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ด้วยปัจจัยโดดเด่น การบริการต้อนรับ ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารและกิจกรรมไมซ์ ตอกย้ำศักยภาพด้วยสองสมาคมยักษ์ด้านไมซ์ UFI และ SITE มั่นใจเลือกไทยเป็นที่จัดงานใหญ่ปลายปีนี้

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำระดับโลก ทีเส็บจึงได้ดำเนินงานเพื่อพัฒนาและโปรโมทประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลกในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางไมซ์และยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่อยู่ในตำแหน่ง Top of Mind destination for MICE และเพื่อให้สามารถนำจุดขายที่สำคัญ มาส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานไมซ์ในใจนักธุรกิจทั่วโลก ทีเส็บจึงศึกษาปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกจุดหมายปลายไมซ์ ประเมินภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางไมซ์ที่ตลาดต้องการ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับไมซ์ในประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ทีเส็บมอบหมายให้ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ซึ่งเป็นสมาชิกของ Global Market Research Association ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 39 ประเทศทั่วโลก ทำการสำรวจภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ ดำเนินการศึกษาสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นภาพที่สะท้อนจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ที่ถูกสำรวจเชิงคุณภาพผ่านรูปแบบ ออนไลน์บุลาตินบอร์ด (Online Bulletin Board) จำนวน 40 ราย และแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 649 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ (MICE Players) อันประกอบด้วยธุรกิจงานประชุม อินเซนทิฟ การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้านานาชาติ 2. กลุ่มนักธุรกิจ (Business Travelers) 3. กลุ่มนักเดินทางไมซ์ (MICE Visitors)และ 4. กลุ่มสมาคมหรือองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวกับไมซ์ (Associations/Organizations)

“จากการสำรวจทัศนคติที่มีต่อจุดหมายปลายทางไมซ์ในภาพรวม พบว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ที่ได้รับความนิยม และนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นอันดับสองและสามตามลำดับ โดยปัจจัยที่สร้างความประทับใจเป็นพิเศษของประเทศไทย คือ ความเป็นมิตรการต้อนรับของผู้คน ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารนานาชาติ และกิจกรรมไมซ์ ส่งผลให้นักเดินทางไมซ์ที่เคยเดินทางมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทย กว่าร้อยละ 85 ยินดีที่จะกลับมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ

จัดอันดับ 10 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำ

1. ไทย

2. ญี่ปุ่น

3. สิงคโปร์

4. ฮ่องกง

5. ออสเตรเลีย

6. สหรัฐอเมริกา

7. เยอรมนี

8. สวิสเซอร์แลนด์

9. อังกฤษ

10. จีน

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรก (1st rank) ที่กลุ่มตัวอย่างให้ความนิยม โดยมีภาพลักษณ์โดดเด่นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความต้องการพื้นฐาน ได้แก่ ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักได้มาตรฐานระดับสากล สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม 2. ความประทับใจ ได้แก่ การบริการต้อนรับของผู้คน และอาหาร 3. ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ได้แก่ ประเพณีและวัฒนธรรม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก มีการเดินทางเข้า-ออกประเทศสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจ และเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นายจิรุตถ์ กล่าว

จุดแข็งของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์

ความต้องการพื้นฐาน

ความประทับใจ

ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักมีมาตรฐานระดับนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม การบริการต้อนรับ อาหาร ประเพณีและวัฒนธรรม

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

  • เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ประเทศไทยมีการเลิกใช้บริการในอัตราที่ต่ำที่สุด
  • เนื่องด้วยข้อเสนอที่สมบูรณ์สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์ รวมไปถึงเรื่องของคุณค่าและคุณภาพ

นายสุกิจ ตันสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่าปัจจัยพื้นฐานที่จุดหมายปลายทางไมซ์จำเป็นต้องมี คือ ความคุ้มค่าเงิน มีที่พักที่ได้มาตรฐานสากล การเดินทางไป-กลับจากประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์มีความสะดวกทั้งโดยเครื่องบินและรถไฟ ความเชี่ยวชาญในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และการกำกับดูแลที่ดีสอดคล้องตามหลักนโยบายการดำเนินธุรกิจ / หลักบรรษัทภิบาล

และเมื่อวิเคราะห์โดยจำแนกปัจจัยเด่นตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง พบว่า ผู้ประกอบการไมซ์จะคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางในประเทศ นักเดินทางไมซ์คำนึงถึงการต้อนรับและความคุ้มค่า นักธุรกิจจะคำนึงถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจุดหมายปลายทางที่ดี ส่วนสมาคมและองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ จะคำนึงถึงการควบคุมในเรื่องต้นทุนด้านที่พัก ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง

เมื่อเจาะด้านกิจกรรมที่สร้างความประทับใจสำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ คือ การประชุมเจรจาธุรกิจที่ทำนัดไว้ล่วงหน้าในระหว่างเข้าร่วมงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งานประชุม และงานแสดงวัฒนธรรม / โชว์การแสดงซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมนานาชาติหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ ตามลำดับ ดังนั้นผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบกับทีเส็บเองจะต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับประเทศไทยให้มากขึ้นในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศที่ง่ายและสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี มีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก อาหารในระดับเวิลด์คลาส และการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์ในอุดมคติ

“จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งที่มีอยู่ปัจจุบัน คือการอำนวยความสะดวกทุกด้าน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน และความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านบริการและการต้อนรับ ประเพณีวัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย” นายสุกิจ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในความพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับโลก คือ การที่สมาคมธุรกิจไมซ์ระดับโลกต่างวางใจและเชื่อมั่นประเทศไทย ที่จะสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมครั้งใหญ่ประจำปีของแต่ละสมาคมได้ โดยระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562 ณ ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะเกิดการจัดงาน 86th UFI Global Congress 2019 การประชุมของกลุ่มธุรกิจงานแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) รายการใหญ่ที่สุด คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 450 คน และระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2562 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม SITE Global Conference 2019 ซึ่งสมาคม SITE เป็นองค์กรระดับโลกเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานด้านสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล มีจำนวนสมาชิกกว่า 2,100 สมาชิก จาก 84 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาของสมาชิกในภูมิภาคเดียวกันจำนวน 29 กลุ่มจากทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งสำคัญนี้สำหรับอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 400 คน ซึ่งจะจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

“การมอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมระดับนานาชาติทั้งสองครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยได้แสดงศักยภาพต่อผู้นำธุรกิจอีเว้นท์และอินเซนทีฟจากทั่วโลก ทำให้ผู้จัดงานไมซ์จากหลายแห่งได้พิจารณาหรือแนะนำประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานสำหรับลูกค้ามากขึ้นเมื่อมาเห็นผลิตภัณฑ์และความพร้อมของบุคลากร ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป

ใครๆ ก็ทำโมบายแอพได้แล้ว “Thunkable X” โปรแกรม DIY พร้อมใช้ 0 3932

Thunkable แพลตฟอร์มที่ทำให้ทุกคนสามารถสร้างโมบายแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเองในรูปแบบเนทีฟ แอพ (native app) ได้ประกาศเปิดตัว Thunkable X ในวันนี้

Thunkable X เป็นโปรแกรมสร้างแอพที่สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์ม นั่นหมายความว่า ทุกแอพที่พัฒนาด้วย Thunkable X จะสามารถทำงานได้ทั้งบนอุปกรณ์มือถือระบบแอนดรอยด์และ iOS

“แต่เดิม การสร้างแอพหนึ่งแอพต้องใช้เงินนับแสนดอลลาร์ และทีมวิศวกรสองทีม ทีมหนึ่งสำหรับระบบแอนดรอยด์ ส่วนอีกทีมสำหรับระบบ iOS แต่ขณะนี้ non-coders ก็สามารถพัฒนาแอพของตนเองบนแพลตฟอร์มหนึ่งได้อย่างง่ายดาย และแอพเหล่านี้จะทำงานได้ทั้งบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ ไอโฟน และไอแพด” นายอรุณ ไซกาล ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Thunkable กล่าว

ข้อมูลของฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช พบว่า ตลาดสำหรับแพลตฟอร์มแบบ low code/non code จะมีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2020 และในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ Thunkable ก็พร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดโลกในการสร้างแอพด้วยฝีมือตัวเอง

ปัจจุบัน มีผู้ใช้แพลตฟอร์ม Thunkable มากกว่า 500,000 รายที่สร้างแอพมากกว่า 1 ล้านแอพแล้ว และแอพที่ถูกพัฒนาขึ้นบน Thunkable นั้น มีจำนวนผู้เข้าใช้งานเป็นประจำทุกเดือน (MAU) มากกว่า 16 ล้านรายใน 195 ประเทศ

สิ่งที่ทำให้ Thunkable โดดเด่นในแวดวง no-code/low-code คือโปรแกรมลากและวางแบบวิชวล รวมทั้งภาษาที่ง่าย ไม่ว่าใครก็ใช้ได้ แต่ก็ยังทรงอานุภาพ และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ จึงเหมาะสำหรับการสร้างแอพที่แตกต่างไปจากแอพอื่น ๆ ที่พัฒนาโดยวิศวกรซอฟต์แวร์ โดยวิธีการนี้ได้รับการคิดค้นโดยคณะนักวิจัยของกูเกิล และ MIT ซึ่งเป็นสถาบันที่บ่มเพาะและให้กำเนิด Thunkable

“ผู้คนหลายพันล้านคนมีสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีวิศวกรเพียงแค่หยิบมือที่สามารถสร้างโปรแกรมในสมาร์ทโฟนได้ เราจึงมุ่งเน้นในการทำให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทุกคนมีอำนาจในการสร้างเทคโนโลยีบนมือถือของตนเองได้” นายเหว่ยหัว เจมส์ ลี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีทีโอของ Thunkable กล่าว

ผู้ใช้ Thunkable สามารถเลือกลูกเล่นและการรวมระบบที่หลากหลายสำหรับแอพของพวกเขา ซึ่งรวมถึง Google Maps, Microsoft Image Recognition, ระบบจ่ายเงินผ่าน Stripe และ API อื่น ๆ

จนถึงปัจจุบัน Thunkable สามารถระดมทุนได้ 3.3 ล้านดอลลาร์จาก Lightspeed Venture Partners, NEA, SV Angel, Y Combinator, PJC, Mandra Capital, Joe Montana’s Liquid 2 Ventures และ ZhenFund