ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22554

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ผลวิจัยชี้ เงินเดือนปีหน้า แถบเอเชีย สูงสุด 0 1179

คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป คาดการณ์เงินเดือนปี ค.ศ. 2018 เผยผลสำรวจของภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ (Real wage) สูงสุด แม้อัตราการขึ้นเงินเดือนของปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป (รหัสในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: KFY) เผยรายงานอัตราเงินเดือนทั่วโลกปี 2018 ชี้อัตราค่าจ้างในเอเชียเติบโตสูงสุดแต่ไม่แรงเท่าปีก่อน

  • อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
  • ชี้อัตราฯปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 1.5% ตามค่าเงินเฟ้อ
  • อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งของปีที่ผ่านมา
  • สหราชอาณาจักร อาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ มีอัตราฯที่ปรับตัวต่ำลง

สำหรับภูมิภาคเอเชีย คาดการณ์ว่าอัตราเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นราว 5.4% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 6.1% จากเมื่อปีก่อน โดยคาดว่าการปรับขึ้นของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ (Real wage) จะอยู่ที่ราว 2.8% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสูงที่สุดในโลก แต่ยังลดลงจาก 4.3% ของปีก่อน โดยจีนมีการคาดการณ์ว่าอัตราฯจะเพิ่มขึ้นที่ 4.2% ในปี 2018 ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ในปีก่อนว่าจะเพิ่มขึ้น 4% ทั้งนี้ ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียมีอัตราฯมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ เวียดนามคาดการณ์ที่ 4.6% ลดลงจาก 7.2% ของปีก่อน สิงคโปร์ที่ 2.3% ลดจาก 4.7% ญี่ปุ่นที่ 1.6% ลดลงจาก 2.1% ของปีก่อน ส่วนประเทศไทย คาดการณ์ว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 4.5 % ซึ่งยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6 % ในปีที่แล้ว

ภูมิภาคส่วนใหญของโลกมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง

เมื่อพิจารณาการปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ คาดการณ์ว่าลูกจ้างทั่วโลกจะได้รับอัตราฯเฉลี่ยเพียง 1.5% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ปี 2017 ที่ 2.3% และ 2.5% ของปี 2016

“เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละประเทศ เราจึงได้เห็นถึงการลดลงของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ” บ็อบ เวสเซลเคมเปอร์ หัวหน้าฝ่ายงานระหว่างประเทศ Rewards and Benefits Solutions ของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป กล่าวว่า “อัตราฯของการเพิ่มหรือลดเงินเดือนจะแตกต่างไปตามตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม ประเทศ และภูมิภาค แต่ประเด็นสำคัญที่เห็นชัดเจนคือ ในส่วนของพนักงานนั้น จะไม่สามารถรู้ได้ถึงการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนที่แท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ภูมิภาคออสตราเลเซียมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อต่ำสุด

ค่าจ้างในออสตราเลเซียคาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 2.5% ซึ่งคิดเป็นอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจริงเพียง 0.7% โดยในประเทศออสเตรเลียจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างสูงสุดที่ 2.5% โดยที่ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 2.1% และคิดเป็นอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ 0.4% ส่วนในนิวซีแลนด์ คาดว่าเงินเดือนจะเพิ่มขึ้น 2.5% ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มที่ 1.5% จึงคิดเป็นอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1%

ภูมิภาคอเมริกาเหนือให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง

ในสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าค่าจ้างจะมีอัตราฯเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% เท่ากับเมื่อปีก่อน เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินเฟ้อที่ 2% ในปี 2018 ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1% ลดลงจาก 1.9% ของปีก่อน ส่วนในประเทศแคนาดาอัตราการขึ้นค่าจ้างเพิ่มขึ้นราว 2.6% โดยมีค่าเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7% จึงทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.9%

ภูมิภาคยุโรปตะวันออกให้อัตราฯดีกว่าฝั่งยุโรปตะวันตก

จากผลจากสำรวจของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป ในปี 2018 ลูกจ้างทางฝั่งยุโรปตะวันออกจะมีอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น 6% อย่างไรก็ดี เมื่อคำนวณกับค่าเงินเฟ้อ จะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.4% ซึ่งลดลงจาก 2.1% ของเมื่อปีก่อน ส่วนทางฝั่งยุโรปตะวันตก ลูกงานจะมีอัตราการเพิ่มค่าจ้างที่ต่ำลง โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นที่ 2.3% โดยเมื่อคำนวณกับการปรับค่าเงินเฟ้อแล้วจะได้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเพียง 0.9%

เนื่องจากความผันผวนหลังการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ทำให้ค่าจ้างในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเพียง 2% เมื่อคำนวณกับค่าเงินเฟ้อที่ 2.5% ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ -0.5% ซึ่งแตกต่างจากในปี 2017 ที่ค่าจ้างที่ปรับตามค่าเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 1.9% ส่วนลูกจ้างในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 0.7% และ 0.8% ตามลำดับ

ภูมิภาคตะวันออกกลางมีอัตราปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ค่าจ้างในตะวันออกกลาง คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 3.8% ลดลงจาก 4.5% ของเมื่อปีก่อน โดยอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเมื่อคำนวณกับค่าเงินเฟ้อ จะเพิ่มขึ้น 0.9% ซึ่งลดลงจาก 2.5% ของปีก่อน ส่วนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีค่าเงินเฟ้อที่ 4.6% เมื่อคำนวนณกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพียง 4.1% ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ -0.5%

จอร์แดนและเลบานอนจะมีภาวะตกต่ำรุนแรงที่สุดในภูมิภาค โดยคาดการณ์ว่าจอร์แดนจะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1.6% ลดลงจาก 6.3% ของปีก่อน และเลบานอนคาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% ลดลงจาก 6.1% ของปีที่ผ่านมา

ภาวะเงินเฟ้อกระตุ้นอัตราการเพิ่มเงินเดือนในเอเชีย

แม้เอเชียจะมีอัตราการเพิ่มเงินเดือนสูงสุดที่ 8.5% แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7% เพิ่มจากเมื่อปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 0.7% ในณะที่อียิปต์มีอัตราการเพิ่มเงินเดือนสูงสุดอยู่ที่ 15% แต่กลับพบว่ามีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 18.8% ทำให้ลูกจ้างมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ -3.8%

ละตินอเมริกามีอัตราการเพิ่มอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อสูงสุดเป็นอันดับสอง

คาดการณ์ว่า ลูกจ้างในละตินอเมริกาจะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อคำนวณกับภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวมากสุดในภูมิภาค ทำให้มีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ 2.1% สูงกว่า 1.1% ของปีก่อน ส่วนในโคลัมเบีย คาดว่าจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ 2.7% ในปี 2018 เมื่อคำนวณกับอัตราการเพิ่มเงินเดือนที่ 5.3% ทำให้โคลัมเบียมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ 2.6% และสำหรับบราซิล คาดว่าจะมีอัตราการเพิ่มเงินเดือนที่ 7.3% เงินเฟ้อ 4% ทำให้มีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ 3.3%

“การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกทำให้อัตราการเพิ่มค่าจ้างลดต่ำลง” บ็อบ เวสเซลเคมเปอร์ กล่าว “สำหรับในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ ลูกจ้างที่มีทักษะการทำงานสูงจะถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญมากสำหรับบริษัทในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งลูกจ้างที่มีทักษะเหล่านั้นย่อมคาดหวังว่าจะได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น ในขณะที่การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถในภูมิภาคย่อมส่งผลทำให้เงินเดือนในภูมิภาคนั้นเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน”

ที่ปรึกษาทางด้านการบริหารค่าจ้างค่าตอบแทนของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป แนะนำว่าให้วิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ และคำนึงถึงองค์ประกอบโดยรวมในการพิจารณาเรื่องการปรับเงินเดือน

“แม้อัตราเงินเฟ้อจะเป็นดัชนีเปรียบเทียบและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดในเรื่องการจ่ายค่าจ้าง ทั้งนี้บริษัทต้องมีมุมมองที่กว้างขึ้นในการกำหนดและตกลงใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งในเรื่องปัจจัยด้านต้นทุน ด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศ” เบนจามิน ฟรอสต์ Global General Manager จากคอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป กล่าว “โครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆควรได้รับการตรวจสอบและทบทวนอยู่เสมอ เพื่อให้บริษัทมั่นใจได้ว่า การจ่ายผลตอบแทนสามารถแข่งขันได้กับตลาด โดยยังคงมีความสอดคล้องกับกลยุทธ์และการพัฒนาของธุรกิจ”

เกี่ยวกับคอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป

คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป เป็นบริษัทระดับชั้นนำของโลกที่ให้คำปรึกษาในด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากร เราให้ความช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ องค์กร และสังคม ให้บรรลุผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจด้วยการส่งเสริมการใช้ศักยภาพของบุคลากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ สำนักงานของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป มีอยู่มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลกและดำเนินงานด้วยทีมงานมืออาชีพมากกว่า 7,000 คน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ kornferry.com

เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้ 0 1266

หลังจากที่ได้อ่านบทความ 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน ไปแล้ว ก็เป็นแนวทางทำให้นักพีอาร์สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในครั้งนี้ จึงขอนำผลการศึกษาจากต่างประเทศมาแบ่งปันให้ได้รับรู้กันถึง เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้

เพราะนักพีอาร์ มีโอกาสในการขายประเด็นข่าวเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การสัมภาษณ์ การจัดทำภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว การให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวางแผนและกลยุทธ์เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถ ความรู้ คุณสมบัตินักพีอาร์ เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและประสานงานกับสื่อมวลชนด้วย

ในการนี้  NowSourcing ได้รวบรวมแนวคิด ไอเดีย สำหรับการทำงานกับสื่อมวลชนมาให้พวกเรา โดยสรุปดังนี้

  1. แต่ละวัน สื่อมวลชน ได้อีเมล์เป็นร้อย ดังนั้น การเขียนอีเมล์ แบบไม่เจาะจง จะไม่ work เช่น เรียนพี่สื่อมวลชน หากเป็นไปได้ ระบุชื่อไปเลย และก่อนส่งไปให้สื่อมวลชน ดูให้แน่ใจก่อนว่า เรื่องที่ส่งนั้น อยู่ในขอบข่ายความสนใจหรือรับผิดชอบของเขาไหม ทำการบ้านหน่อยว่าเขาดูอะไร สนใจอะไร มีความจริงใจในการติดต่อสื่อสาร อย่าสตอฯ และอย่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของสื่อมวลชนมากนัก
  2. ทำ อีเมล์ ของตนให้โดดเด่น อย่างที่ได้แนะนำไปแล้ว 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน
  3. การขายประเด็น ควรให้มีลักษณะเป็นการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว รวมทั้งมีเส้นบางๆ ระหว่างการขายแบบทางการ และไม่ทางการ ควรให้เกิดความรู้สึกร่วม และถ่อมตัวในการขายประเด็น อย่าอวดเก่ง อวดรู้เกินงาม
  4. สื่อมวลชน ชอบการขายประเด็นผ่าน อีเมล์ คิดเป็นร้อยละ 89 ผ่านโทรศัพท์ร้อยละ 6 และสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 5
  5. อย่าเริ่มต้นด้วยการขายของ เช่น ขอส่งข่าวแจก หรือ มีข้อมูลสำคัญมากบอก หรืออย่าขออภัยพร่ำเพรื่อ และอย่าพิมพ์ผิด พิมพ์ตัวย่อเยอะแยะ
  6. นักพีอาร์ชั้นนำได้ให้คำแนะนำสำคัญไว้5 ประการได้แก่ 1) ขายประเด็นให้ สั้น กระชับ 2) มีตัวตนติดต่อชัดเจน 3) คิดไว้เสมอต้องขายให้ได้ในเวลา 10 วินาที 4) เนื้อหาต้องเด็ดดวง 5) เล่าเรื่องให้น่าสนใจ
  7. สุดท้าย สะกดชื่อสื่อมวลชนให้ถูกต้อง ตอบกลับให้รวดเร็วเมื่อนักข่าวติดต่อกลับ ไตร่ตรองให้ดีเวลาไหนควรส่งประเด็นเพื่อขายข่าว