ก.อุตฯ เปิด “Genius Academy ซีซั่น 2” เล็งปั้นดินสู่ดาวสานฝัน OTOP / SMEs สู่ความเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจ 0 20486

กลับมาอีกครั้งกับหลักสูตร Genius Academy รุ่นที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการไทยสู่ความเป็นอัจฉริยะ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งผลักดันผู้ประกอบการ 150 ราย ที่มีประสบการณ์และผ่านการดำเนินธุรกิจแล้วระดับหนึ่งเข้ารับการฝึกอบรมกับวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เติมเต็มความฝันผู้ประกอบการไทยก้าวไกลสู่ตลาดสากลภายใต้แนวคิด “150 Days to Dream : 150 วัน ปั้นฝัน สู่ผู้ประกอบการอัจฉริยะ”

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนายกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล”หรือ โครงการ Genius Academy ปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยมุ่งหวังให้วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพได้รับองค์ความรู้จนเกิดแนวคิดในการพัฒนาตนเอง และมีความพร้อมในการต่อยอดผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ สู่ตลาดสากล ซึ่งจากสถิติของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่ามูลค่า GDP ของ SMEs ไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ขยายตัวได้ 5.3% นับเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 8 ไตรมาส (ตั้งแต่ 2559-2560) ซึ่งสอดคล้องกับ GDP ของประเทศในไตรมาส 3 (2560) ที่สามารถขยายตัวได้ถึง 4.3% โดยมีสัดส่วน GDP ของ SMEs ต่อ GDP ของประเทศ 42.6% เป็นมูลค่ากว่า 1.62 ล้านล้านบาท จึงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่จะนำพาประเทศพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตและเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับที่ผ่านมาโครงการ Genius Academy ในซีซั่นแรกถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสามารถพัฒนาศักยภาพและธุรกิจของผู้ประกอบการมากกว่า 100 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการขยายตลาดให้แก่ผู้ประกอบการมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ส่วนในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดทำโครงการขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีผู้สนใจให้การตอบรับเป็นอย่างดีและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้พิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการที่สมัครจากจำนวนทั้งสิ้น 549 ราย ให้เหลือเพียง 150 ราย โดยหลักสูตรได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างอัจฉริยะทางธุรกิจ มีการให้คำปรึกษาแนะนำและการอบรม นำทีมการสอนโดยอัจฉริยะโค้ชของไทยที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน เช่น การตลาด การค้นหา DNA สินค้า และผู้ประกอบการ การออกแบบสินค้า การวางกลยุทธ์ด้านธุรกิจ เป็นต้น มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และทำเวิร์คช็อป ซึ่งมีกลุ่มพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนและความร่วมมือในการปั้นอัจฉริยะทางธุรกิจให้เป็นจริงได้ ภายใต้แนวคิด “150 Days to Dream : 150 วัน ปั้นฝัน สู่ผู้ประกอบการอัจฉริยะ”โดยโครงการนี้ใช้วิธีการให้คำปรึกษาแนะนำและการอบรมทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียน รวมจำนวนวันเรียนในห้องเรียนทั้งสิ้น 20 วัน มีเนื้อหาที่เข้มข้นและเฉพาะทางเพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาตนเองอย่างชาญฉลาด และสามารถรับมือได้ในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกธุรกิจ” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการ คณะกรรมการฯจะพิจารณาจากคะแนนในการทำข้อสอบรูปแบบผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติสำคัญของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยคาดหวังว่าเมื่อจบโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะมีคุณสมบัติเพิ่มเติม 5 ประการ คือ (1) Dream มีความฝัน (2) Believe in yourself มีความเชื่อในตัวเอง (3) Inspiration มีแรงบันดาลใจ (4) Passion มีความรักและกระตือรือร้นในสิ่งที่ทำ และ (5) Action พร้อมที่จะลงมือทำ ทั้งนี้ หลักการ 150 วัน ปั้นฝันสู่

ผู้ประกอบการอัจฉริยะเกิดจากความคิดที่ว่าหลายครั้ง ที่ผู้ประกอบการมักเข้าอบรมในหลายหลักสูตร แต่นำกลับไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเองค่อนข้างลำบาก เพราะไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยพี่เลี้ยง หรือโค้ชช่วยกันดูแลจนถึงปลายทางความสำเร็จ ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาวิสัยทัศน์ และการเรียนในเชิงลึกระดับจิตวิญญาณ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ในระยะสั้น เพื่อย่นระยะเวลาในการทดลองและลองผิดลองถูกในการทำธุรกิจ เพื่อให้สำเร็จและสามารถสร้างธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการฯเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2561

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 4199

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

ไททา แนะพรรคการเมือง ชูนโยบายเกษตรปลอดภัย 0 6327

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย แนะพรรคการเมืองไทย หยุดนโยบายประชานิยม ชี้ควรชูนโยบายหลัก เร่งสนับสนุนภาคเกษตรกรรม เน้นการเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย พร้อมรุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (ไททา) เปิดเผยว่า รายได้จากภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP โดยมีพืชเศรษฐกิจนำรายได้เข้าประเทศมากมายหลายชนิด อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ทุเรียน มังคุด แต่ปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในหลายด้าน และไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็น

“ภาครัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ ประเทศไทย เป็น ครัวของโลก แต่ ไททา กลับมองว่า ประเทศไทยจะต้องเป็น จุดศูนย์กลางของอาหารโลก ที่มีคุณภาพและพัฒนาให้เป็น แบรนด์ของประเทศ ในอนาคต ทั้งนี้ การบรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เกษตรกร ปัจจัยการผลิต ระบบการเพาะปลูก การส่งเสริมและสนับสนุน จนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงอยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หยุดนโยบายประชานิยม เพ้อฝัน หันมาพิจารณา แนวทางที่เป็นจริงและก่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะนโยบายภาคการเกษตร อันเป็นรายได้หลักของประเทศ” ดร. วรณิกา กล่าว

สำหรับขอเสนอ 3 นโยบายหลักด้านการเกษตรที่อยากให้พรรคการเมืองนำไปชูเป็นนโยบายพรรค ได้แก่

1. เกษตรกรสร้างชาติ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ ประสานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม และรัฐ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้จริง รวมทั้ง เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตร ไม่ใช่ให้ผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์มาบริหารหรือจัดการภาคเกษตร

2. เกษตรมาตรฐาน GAPใช้สารเคมีปลอดภัย ส่งเสริมความรู้การเกษตรมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในหลายประเทศใช้มาตรฐานนี้ในการกีดกันสินค้าจากไทย ปัจจุบัน ภาครัฐให้เกษตรกรใช้มาตรฐาน GAP โดยสมัครใจ ควรกำหนดให้เป็นมาตรฐานหลักที่ทุกภาคเกษตรต้องปฏิบัติ และ

3. ราคากลางสินค้าเกษตร ปัจจุบัน ภาครัฐมีการกำหนดราคากลางสินค้าในหลายประเภท จึงอยากพิจารณาราคากลางสินค้าเกษตรบ้าง ตามความเหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“ปัญหาหลักของภาคเกษตรไทย คือ ยังหลงประเด็นกับการจัดการปัญหาที่ไม่ตรงจุด เรียกได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ อาทิ การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรระดับประเทศ ควรให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ กลับให้หน่วยงานอื่นที่ขาดความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อมูลวิทยาศาสตร์มาตัดสิน หรือ การสร้างโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ควรพัฒนาเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้รับการยอมรับทั่วโลก ให้ความรู้เกษตรกรในการเพาะปลูกทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัย โดยใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน หากใครไม่ต้องการใช้สารเคมีก็มีแนวทางแนะนำ หากใครต้องการใช้สารเคมีก็มีวิธีการควบคุม เหมือนการทำงานของแต่ละคน บางคนขับรถ บางคนนั่งรถเมล์ บางคนนั่งรถไฟฟ้า บางคนเดินไปทำงาน ภาครัฐไม่สามารถบังคับให้ทุกคนนั่งรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละคนต่างกัน ดังนั้น การกำหนดแนวทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย วันนี้” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป