ก.อุตฯ เปิด “Genius Academy ซีซั่น 2” เล็งปั้นดินสู่ดาวสานฝัน OTOP / SMEs สู่ความเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจ 0 20338

กลับมาอีกครั้งกับหลักสูตร Genius Academy รุ่นที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการไทยสู่ความเป็นอัจฉริยะ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งผลักดันผู้ประกอบการ 150 ราย ที่มีประสบการณ์และผ่านการดำเนินธุรกิจแล้วระดับหนึ่งเข้ารับการฝึกอบรมกับวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เติมเต็มความฝันผู้ประกอบการไทยก้าวไกลสู่ตลาดสากลภายใต้แนวคิด “150 Days to Dream : 150 วัน ปั้นฝัน สู่ผู้ประกอบการอัจฉริยะ”

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนายกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล”หรือ โครงการ Genius Academy ปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยมุ่งหวังให้วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพได้รับองค์ความรู้จนเกิดแนวคิดในการพัฒนาตนเอง และมีความพร้อมในการต่อยอดผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ สู่ตลาดสากล ซึ่งจากสถิติของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่ามูลค่า GDP ของ SMEs ไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ขยายตัวได้ 5.3% นับเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 8 ไตรมาส (ตั้งแต่ 2559-2560) ซึ่งสอดคล้องกับ GDP ของประเทศในไตรมาส 3 (2560) ที่สามารถขยายตัวได้ถึง 4.3% โดยมีสัดส่วน GDP ของ SMEs ต่อ GDP ของประเทศ 42.6% เป็นมูลค่ากว่า 1.62 ล้านล้านบาท จึงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่จะนำพาประเทศพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตและเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับที่ผ่านมาโครงการ Genius Academy ในซีซั่นแรกถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสามารถพัฒนาศักยภาพและธุรกิจของผู้ประกอบการมากกว่า 100 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการขยายตลาดให้แก่ผู้ประกอบการมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ส่วนในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดทำโครงการขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีผู้สนใจให้การตอบรับเป็นอย่างดีและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้พิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการที่สมัครจากจำนวนทั้งสิ้น 549 ราย ให้เหลือเพียง 150 ราย โดยหลักสูตรได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างอัจฉริยะทางธุรกิจ มีการให้คำปรึกษาแนะนำและการอบรม นำทีมการสอนโดยอัจฉริยะโค้ชของไทยที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน เช่น การตลาด การค้นหา DNA สินค้า และผู้ประกอบการ การออกแบบสินค้า การวางกลยุทธ์ด้านธุรกิจ เป็นต้น มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และทำเวิร์คช็อป ซึ่งมีกลุ่มพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนและความร่วมมือในการปั้นอัจฉริยะทางธุรกิจให้เป็นจริงได้ ภายใต้แนวคิด “150 Days to Dream : 150 วัน ปั้นฝัน สู่ผู้ประกอบการอัจฉริยะ”โดยโครงการนี้ใช้วิธีการให้คำปรึกษาแนะนำและการอบรมทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียน รวมจำนวนวันเรียนในห้องเรียนทั้งสิ้น 20 วัน มีเนื้อหาที่เข้มข้นและเฉพาะทางเพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาตนเองอย่างชาญฉลาด และสามารถรับมือได้ในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกธุรกิจ” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการ คณะกรรมการฯจะพิจารณาจากคะแนนในการทำข้อสอบรูปแบบผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติสำคัญของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยคาดหวังว่าเมื่อจบโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะมีคุณสมบัติเพิ่มเติม 5 ประการ คือ (1) Dream มีความฝัน (2) Believe in yourself มีความเชื่อในตัวเอง (3) Inspiration มีแรงบันดาลใจ (4) Passion มีความรักและกระตือรือร้นในสิ่งที่ทำ และ (5) Action พร้อมที่จะลงมือทำ ทั้งนี้ หลักการ 150 วัน ปั้นฝันสู่

ผู้ประกอบการอัจฉริยะเกิดจากความคิดที่ว่าหลายครั้ง ที่ผู้ประกอบการมักเข้าอบรมในหลายหลักสูตร แต่นำกลับไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเองค่อนข้างลำบาก เพราะไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยพี่เลี้ยง หรือโค้ชช่วยกันดูแลจนถึงปลายทางความสำเร็จ ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาวิสัยทัศน์ และการเรียนในเชิงลึกระดับจิตวิญญาณ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ในระยะสั้น เพื่อย่นระยะเวลาในการทดลองและลองผิดลองถูกในการทำธุรกิจ เพื่อให้สำเร็จและสามารถสร้างธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการฯเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2561

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6692

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5443

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป