ก.อุตฯ เปิด “Genius Academy ซีซั่น 2” เล็งปั้นดินสู่ดาวสานฝัน OTOP / SMEs สู่ความเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจ 0 20432

กลับมาอีกครั้งกับหลักสูตร Genius Academy รุ่นที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการไทยสู่ความเป็นอัจฉริยะ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งผลักดันผู้ประกอบการ 150 ราย ที่มีประสบการณ์และผ่านการดำเนินธุรกิจแล้วระดับหนึ่งเข้ารับการฝึกอบรมกับวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เติมเต็มความฝันผู้ประกอบการไทยก้าวไกลสู่ตลาดสากลภายใต้แนวคิด “150 Days to Dream : 150 วัน ปั้นฝัน สู่ผู้ประกอบการอัจฉริยะ”

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนายกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล”หรือ โครงการ Genius Academy ปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยมุ่งหวังให้วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพได้รับองค์ความรู้จนเกิดแนวคิดในการพัฒนาตนเอง และมีความพร้อมในการต่อยอดผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ สู่ตลาดสากล ซึ่งจากสถิติของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่ามูลค่า GDP ของ SMEs ไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ขยายตัวได้ 5.3% นับเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 8 ไตรมาส (ตั้งแต่ 2559-2560) ซึ่งสอดคล้องกับ GDP ของประเทศในไตรมาส 3 (2560) ที่สามารถขยายตัวได้ถึง 4.3% โดยมีสัดส่วน GDP ของ SMEs ต่อ GDP ของประเทศ 42.6% เป็นมูลค่ากว่า 1.62 ล้านล้านบาท จึงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่จะนำพาประเทศพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตและเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับที่ผ่านมาโครงการ Genius Academy ในซีซั่นแรกถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสามารถพัฒนาศักยภาพและธุรกิจของผู้ประกอบการมากกว่า 100 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการขยายตลาดให้แก่ผู้ประกอบการมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ส่วนในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดทำโครงการขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีผู้สนใจให้การตอบรับเป็นอย่างดีและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้พิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการที่สมัครจากจำนวนทั้งสิ้น 549 ราย ให้เหลือเพียง 150 ราย โดยหลักสูตรได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างอัจฉริยะทางธุรกิจ มีการให้คำปรึกษาแนะนำและการอบรม นำทีมการสอนโดยอัจฉริยะโค้ชของไทยที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน เช่น การตลาด การค้นหา DNA สินค้า และผู้ประกอบการ การออกแบบสินค้า การวางกลยุทธ์ด้านธุรกิจ เป็นต้น มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และทำเวิร์คช็อป ซึ่งมีกลุ่มพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนและความร่วมมือในการปั้นอัจฉริยะทางธุรกิจให้เป็นจริงได้ ภายใต้แนวคิด “150 Days to Dream : 150 วัน ปั้นฝัน สู่ผู้ประกอบการอัจฉริยะ”โดยโครงการนี้ใช้วิธีการให้คำปรึกษาแนะนำและการอบรมทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียน รวมจำนวนวันเรียนในห้องเรียนทั้งสิ้น 20 วัน มีเนื้อหาที่เข้มข้นและเฉพาะทางเพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาตนเองอย่างชาญฉลาด และสามารถรับมือได้ในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกธุรกิจ” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการ คณะกรรมการฯจะพิจารณาจากคะแนนในการทำข้อสอบรูปแบบผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติสำคัญของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยคาดหวังว่าเมื่อจบโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะมีคุณสมบัติเพิ่มเติม 5 ประการ คือ (1) Dream มีความฝัน (2) Believe in yourself มีความเชื่อในตัวเอง (3) Inspiration มีแรงบันดาลใจ (4) Passion มีความรักและกระตือรือร้นในสิ่งที่ทำ และ (5) Action พร้อมที่จะลงมือทำ ทั้งนี้ หลักการ 150 วัน ปั้นฝันสู่

ผู้ประกอบการอัจฉริยะเกิดจากความคิดที่ว่าหลายครั้ง ที่ผู้ประกอบการมักเข้าอบรมในหลายหลักสูตร แต่นำกลับไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเองค่อนข้างลำบาก เพราะไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยพี่เลี้ยง หรือโค้ชช่วยกันดูแลจนถึงปลายทางความสำเร็จ ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาวิสัยทัศน์ และการเรียนในเชิงลึกระดับจิตวิญญาณ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ในระยะสั้น เพื่อย่นระยะเวลาในการทดลองและลองผิดลองถูกในการทำธุรกิจ เพื่อให้สำเร็จและสามารถสร้างธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการฯเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2561

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชวนชมการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 0 4933

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญร่วมชื่นชมความสามารถ และเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนไทย ในการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 ในวันที่ 17-20 มกราคม 2562 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ร่วมสร้างพลัง และแรงบันดาลใจให้เด็กไทยก้าวไกลสู่สากล

 

ซินเจนทา ประกาศแผนความยั่งยืนธุรกิจปี 62 0 5108

ซินเจนทา ประกาศแผนความยั่งยืนธุรกิจปี 62 สอดรับองค์การสหประชาชาติ มุ่งสร้างอาหารปลอดภัยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ซินเจนทา ตอกย้ำจุดยืนตามแนวคิดองค์การสหประชาชาติ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรผลิตอาหารปลอดภัยป้อนประชากรโลก ควบคู่กับการดูแลรักษาโลก พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการสร้างอุดมการณ์เดียวกัน

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ หมอพืชและผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา บริษัทชั้นนำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร เปิดเผยว่า ในปี 2562 บริษัทฯ วางแนวทางการดำเนินธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร และเทคโนโลยีการอารักขาพืชส่งเสริมและสนับสนุนให้กับภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง เหมาะสม เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และช่วยรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้ดีขึ้น อาทิ คุณภาพดินและน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโตเชิงบวก ( The Good Growth Plan) ที่ได้ดำเนินงานไปในปีที่ผ่านมา นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในปีนี้อีกด้วย

สำหรับแผนการเติบโตเชิงบวก ( The Good Growth Plan) ของซินเจนทา ประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 1. การเพิ่มศักยภาพผลผลิต โดยการใช้พื้นที่และน้ำเท่าเดิม 2. การรักษาพื้นที่เพาะปลูกให้มีความอุดมสมบูรณ์ 3. การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้มีสภาพสมบูรณ์ 4.การเพิ่มความสามารถแก่เกษตรกรรายย่อย 5. การให้ความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้สารฯ อย่างปลอดภัย 6. การดูแลสวัสดิการของแรงงานทางภาคการเกษตร

หมอพืช วัชรีภรณ์ กล่าวต่อว่า จากแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีนี้ ยังได้สอดรับกับเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วยเช่นกัน เพื่อพัฒนาให้ครบทุกมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยทางซินเจนทาเอง มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า แผนการดำเนินงานดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารปลอดภัยให้เพียงพอกับความต้องการของประชากรโลกได้เท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องรักษาโลกของเราให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี และเกษตรกรต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

“ในปีนี้ เราได้วางแผนที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเกษตรกร ผู้ประกอบการอาหาร ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร องค์กรไม่แสวงผลกำไร และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างอุดมการณ์ร่วมกันในการพัฒนาภาคการเกษตร อีกทั้งยังพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ในการพัฒนาภาคการเกษตรให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาโลกต่อไป” หมอพืช วัชรีภรณ์ กล่าวสรุป