ไป่ตู้ ชี้ช่องสื่อออนไลน์มัดใจนักท่องเที่ยวจีนแบบ FIT 0 4090

ไป่ตู้ แอคเซส ชี้สื่อออนไลน์ดึงนักท่องเที่ยว FIT จีนมาไทยเพิ่มขึ้นปี 2018 โดยเฉพาะข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ช่วยในการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก
ไป่ตู้ แอคเซส มั่นใจกลุ่ม FIT ( นักท่องเที่ยวอิสระจีน) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนยังให้ความสนใจ เตรียมกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ต้นปี คาดสิ้นปีจะสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการณ์ที่ปรับตัวเร็ว เข้าหาลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย

นางสาว พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2560 ภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ประเทศได้ราว 20% ของรายได้มวลรวมประเทศ ซึ่งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเป็นอีกลุ่มที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศด้านการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมือร่วมใจกันกระตุ้นการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ต่างพึงพอใจอย่างมาก จากการรายงานสรุปว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 9 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวแบบ FIT หรือ Free and Independent Traveler (นักท่องเที่ยวแบบอิสระ) ที่กินส่วนแบ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึงร้อยละ 42% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สามารถค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ“

โดยจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT คือ เน้นต้องการการท่องเที่ยวแบบอิสระ ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ติดโซเชียล และต้องการบอกต่อเรื่องราวการท่องเที่ยวเหล่านั้นต่อกลุ่มสังคมออนไลน์ ดังนั้นช่องทางการสื่อสารที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ FIT คือ การสื่อสารและส่งมอบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากการที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวมากขึ้น มีจำนวนคนจีนที่สามารถเข้าถึงการสื่อสารทางอินเตอร์เนตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตราว 731 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 1,389 ล้านคน อีกทั้งช่องทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก นำไปสู่การเข้ามาท่องเที่ยวแบบ FIT ที่ต้องการทั้งข้อมูลการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ และข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรที่จะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องการใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น พร้อมทั้งกระตือรือร้นในการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 2561 นี้ ไป่ตู้ แอคเซส คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบ FIT ว่า จะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเก็บประสบการณ์และค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทยยังคงติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่เป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยจุดหมายที่อยู่ในอันดับความสนใจระดับต้นๆ บวกกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เปลี่ยนไป ทำให้สื่อออนไลน์หรือการค้นหาข้อมูลต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้นและการสร้างปริมาณหรือความต้องการในการท่องเที่ยวในจำนวนที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อมา “ พัชรพร กล่าวสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

7 แคมเปญออนไลน์ โหนกระแสคริสมาสต์และปีใหม่ 0 455

เทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ เป็นอะไรที่พลาดไม่ได้ในทุกสินค้าและบริการ หลายแห่งวางแผนจะเล่นอะไรดีในปีนี้ วันนี้ เลยขอแนะนำ 7 แนวทางสำหรับการนำเทศกาลนี้มาประยุกต์ใช้ในแคมเปญออนไลน์ขององค์กร

1. ประกวดภาพถ่ายในสไตล์คริสมาสต์

การประกวดและส่งภาพถ่ายยังคงเป็นอะไรที่เป็นที่นิยมเสมอ ประเภท ส่งภาพคุณกับคริสมาสต์แบบกิ๊บเก๋ รับฟรีทันทีบัตรกำนัลหรือส่วนลด

2. ลองคิดแคมเปญส่งเสริมสังคมในช่วงเทศกาลดู

นำแนวคิดหลักของคริสมาสต์ที่ทุกคนจะต้องกลับบ้านมาสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ เพื่อสังคม เช่น  “Love Makes a Family.”  ให้กลุ่มเป้าหมายถ่ายภาพครอบครัวในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ พร้อมด้วยถือป้ายคำว่า “Love Makes a Family.” ก็จะเป็นการสร้างกระแสออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ให้กับผลิตภัณฑ์ของคุณได้แตกต่างจากการส่งภาพแบบปกติ

3. แต่งภาพ Profile เสียใหม่ ให้มีกลิ่นไอคริสมาสต์บ้าง

อย่าลืมตกแต่งภาพ Profile หรือ Coverpage หรือ Avatar ใหม่บ้าง ให้ล้อไปตามเทศกาล

4. ถามเหล่าแฟนๆ ในสื่อออนไลน์ดูสิว่า อยากได้อะไร (สินค้าหรือบริการของเรา) ในปีใหม่

เหมือนกับเป็นการกระตุ้นยอดขายและสร้างกระแส รวมทั้งเป็นการแนะนำผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยในตัวว่ามีอะไรบ้าง และรับรู้ข้อมูลว่า เขาต้องการอะไร หรือชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ

5. แนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อให้เป็นของขวัญในช่วงเทศกาล

ช่วงนี่้ใครๆ ก็ต้องการของฝาก ของขวัญ อย่าลืมจัดทำ list สินค้าหรือบริการขององค์กรให้กลุ่มเป้าหมาย

6. 12 หรือ 25 วันแห่งโปรโมชั่นช่วงคริสมาสต์

อย่าลืมทิ้งช่วงเทศกาลให้เป็นที่น่าจดจำด้วยการกำหนดช่วงเวลาแห่งความความสุขนี้ไว้ด้วย อาจจะเป็น 12 วัน หรือ 25 วัน โดยในแต่ละวันอาจจะมีการแนะนำสินค้าใหม่ หรือส่วนลดพิเศษ รวมทั้งโปรแกรมเพื่อนแนะนำเพื่อน ก็เป็นแนวที่ดีดี

7. เทศกาลคริสมาสต์สำหรับธุรกิจเพื่อธุรกิจ หรือ B2B

หัวใจสำคัญของธุรกิจคุณคือกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว องค์กรแบบใด ต้องการสิ่งใด จะเป็นการง่ายที่สุดคือ การทำ SEO ในช่วงนี้ เพราะใครๆ ก็เข้าไปใช้ระบบค้นหา Search Engine  เพื่อหาสิ่งที่ตนเองต้องการ หากธุรกิจคุณอยู่ในกลุ่มของขวัญ ของฝากแล้วละก็ ทำไมไม่จัดเต็มกับระบบ SEO เพิ่มคำค้นหาสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น ของขวัญปีใหม่ คริสมาสต์ สิ่งนี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักคุณ และเห็นคุณมากขึ้น

15 digital trend ที่น่าจับตามองในปี 2015 0 556

Bell Pottinger Digital (บริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์และสื่อสารชื่อดังจากอังกฤษ ที่เคยเป็นข่าวดังทำพีอาร์ให้แก่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ได้วิเคราะห์และรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตลาดดิจิตัล ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2014 แล้วนำมาเรียบเรียงและวิเคราะห์กระแสที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2015 โดยมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

1. การทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์ smart phone จะเพิ่มขึ้น คาดว่าภายในปี 2017 ครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ smart phone จะใช้บริการธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์

2. องค์กรจะเริ่มทุ่มงบประมาณในการพัฒนาสื่อดิจิตัลมากยิ่งขึ้น มากถึง 40 พันล้านเหรียญในปี 2015

3. กระแส iWatch จะโดดเด่นมากในปี 2015 คาดว่า คนจะแห่ซื้อใช้มากกว่า 79 ล้านเครื่อง

4. งบประมาณการวางแผนสื่อสารภายในองค์กรจะเพิ่มขึ้น 17% และงบประมาณดังกล่าว จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเครือข่ายภายในองค์กรผ่านโทรศัพท์ smart phone

5. ข้อความที่โดนพร้อมภาพที่ใช่ จะมีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น 180%

6. branded content จะมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น 47% เพราะกลุ่มเป้าหมายต้องการประสบการณ์จากแบรนด์หรือองค์กรมากยิ่งขึ้น

7. ระบบ Beacon จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถซื้อของผ่านโทรศัพท์ smart phone ได้ โดยกลุ่มร้านค้่า ร้านอาหาร การประชุม พิพิธภัณฑ์ จะหันมาใช้ระบบนี้มากขึ้น 60%

8. องค์กรที่พัฒนาเว็บแบบสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่า เป็นเว็บเพื่อเขา ของเขา จะส่งผลต่อการกระตุ้นยอดขายได้ถึง 19%

9. องค์กรจะต้องใช้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นในการทำการสื่อสารและการตลาด

10. การตลาดเชิงเนื้อหา หรือ content marketing จะถูกนำมาใช้ในธุรกิจ B2B มากยิ่งขึ้น

11. เทคโนโลยี AR (augmented reality) จะถูกใช้มากยิ่งขึ้น เพราะสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและสมจริงด้วยการใช้ smart phone ส่องไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ได้โปรแกรมไว้ ดูตัวอย่างและความหมายได้ที่

12. เครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ จะถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษเฉพาะบุคคล เพียงหนึ่งเดียว 20% ของร้านค้าจะนำมาใช้มากขึ้น ดูตัวอย่างนวัตกรรมได้ที่

13. ผูับริโภคถวิลหาการตลาดแบบทันทีทันใด หรือ real time marketing (การตลาดที่ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าในเวลา “ทันทีทันใด”)

14. ผู้บริโภคจะหันมาใช้โทรศัพท์ smart phone ในการท่องเว็บมากยิ่งขึ้น

15. Gamification จะถูกนำมาใช้มากขึ้น และอาจถึง 68.4% ในปี 2018 และ Gamification คือะไร Gamification เป็นการนำรูปแบบ กลไกหรือวิธีคิดแบบในเกม มาประยุกต์ใช้ในสิ่งที่ไม่ใช่เกม เพื่อเพิ่มความสนุก ความน่าใช้ น่าติดตาม ให้กับผู้ใช้ เหมาะกับการสร้าง Engagement เป็นอย่างมาก กลไกของเกมที่ใช้ในแนวคิด Gamification

  • 1. คะแนนสะสม (Points)
  • 2. เหรียญตราสัญลักษณ์ (Badges) เป็นเสมือนของที่บ่งบอกถึงความพิเศษบางอย่าง
  • 3. ระดับขั้น (Levels) พบเห็นได้ในเกมเกือบทุกเกมคือ มีระดับความยากที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามในการเอาชนะ และเมื่อชนะได้ จะเกิดความภูมิใจ ซึ่งเป็นเหมือนความสำเร็จเล็กๆ ในการเล่น
  • 4. ตารางอันดับ (Leaderboard) เป็นการจัดอันดับจากคะแนนสะสมในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันขึ้นมาระหว่างผู้เล่นภายในเกม
  • 5. การถูกท้าทาย (Challenges) มักจะเป็นอะไรที่ยากเกินกว่าจะทำคนเดียวได้ คล้ายกับเป็นการชักชวนกลุ่มเพื่อนให้มาทำกิจกรรมบางอย่าง