“นิสสัน ฟิวเจอร์ส” ขีดสุดแห่งยานยนต์อนาคต 0 16704

นิสสัน จัดงาน “นิสสัน ฟิวเจอร์ส” ระดมผู้บริหารระดับสูงร่วมหารืออนาคตของการขับเคลื่อนในเอเชียและโอเชียเนีย ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์และเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาลร่วมเสวนาหารือวิธีการรับมือกับความท้าทายด้วยโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนและพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์

ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะรวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อนในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส (Nissan Futures) ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์

งานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ครั้งที่ 4 จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียและโอเชียเนียที่กำลังขยายตัว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตของการขับเคลื่อน – พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีในอนาคต” (The future of mobility – electrification and beyond) การเสวนาจะมุ่งเน้นที่การค้นหาโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถรับมือความท้าทายต่างๆ อาทิ มลพิษ การขยายตัวของเมือง และความแออัด

นิสสันมีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะช่วยยกระดับการขับเคลื่อนในภูมิภาคนี้ด้วยการแนะนำระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ระบบการเชื่อมต่อ และระบบขับขี่อัตโนมัติมาสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้นด้วยแนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) วิสัยทัศน์ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพลังขับเคลื่อน การขับขี่ และการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของรถยนต์

“นิสสันมีความมุ่งมั่นนำเสนอโซลูชั่นส์ของการขับเคลื่อนทีชาญฉลาดกว่า ปลอดภัยกว่า และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต” ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสระดับภูมิภาคของนิสสันกล่าว “แต่เราไม่สามารถก้าวสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตได้เพียงลำพัง การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างที่เกิดขึ้นในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันในการปูทางสู่อนาคตและกระชับความร่วมมือระหว่างกัน”

ภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน จะเปิดเผยผลการสำรวจที่ได้รับการสนับสนุนจากนิสสันเกี่ยวกับอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคในประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่อความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และอุปสรรคต่างๆ

นิสสันเป็นผู้นำโลกในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยจัดจำหน่ายลีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์มากกว่า 300,000 คันนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2553 ลีฟ เจนเนอเรชั่นที่สองออกจำหน่ายในญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560

นิสสัน ลีฟ ใหม่ซึ่งมาพร้อมความก้าวล้ำหน้าตามแนวทางของนิสสันในการพัฒนาพลังงานขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) การขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) จะได้รับการจัดแสดงภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส พร้อมด้วยหุ่นยนต์อีโพโร (EPORO) และนิสสัน โน้ต อี-เพาเวอร์ ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าอี-เพาเวอร์ (e-POWER) นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยี Vehicle-to-Home เพื่อนำเสนอวิธีการที่เจ้าของรถนิสสัน ลีฟสามารถป้อนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ของตัวรถเข้าสู่บ้านเรือนได้

ผู้เข้าร่วมงานนิสสัน ฟิวเจอร์สยังมีโอกาสทดลองขับนิสสัน ลีฟ ใหม่ที่ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อการทดสอบและวิจัยรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Centre of Excellence for Testing and Research of Autonomous Vehicles หรือ CETRAN) ซึ่งเพิ่งเปิดทำการเมื่อไม่นานนี้

งานนิสสัน ฟิวเจอร์สจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ศูนย์การประชุมมารินา เบย์ แซนด์ เอ็กซ์โป แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6691

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5441

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป