“ทุ่งคา” คิดนอกกรอบ ปั้นธุรกิจ ปันสุขสู่สังคม 0 10037

“ทุ่งคาฮาเบอร์” ครบรอบ 111 ปี เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต และก้าวย่างอย่างมั่นคง สร้างผลประโยชน์ตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องให้กับนักลงทุน และผู้ถือหุ้น พร้อมแบ่งปันความสำเร็จ ร่วมพัฒนาสังคม ชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อม

นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ THL เปิดเผยว่า ในปี 2560 นี้ เป็นปีที่บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่มาครบ 111 ปี จากจุดเริ่มต้นการทำเหมืองแร่ดีบุกในอ่าวภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2448 โดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด ที ไมล์ส ชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ หลายปีที่ผ่านมา THL ประสบปัญหามากมายทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ THL ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารชุดใหม่ มุ่งมั่นดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อที่จะผลักดันบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ที่ผ่านมา THL มีการเพิ่มทุนจำนวน 2 ครั้ง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และขยายการลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ พลังงานทางเลือก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น

“THL ขยายการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผลประกอบของบริษัทฯ ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 พลิกจากการขาดทุนสุทธิในช่วงเดียวกันปี 2559 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 211.62 ล้านบาท กลับมามีกำไรสุทธิ 42.49 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่า ผลประกอบการทั้งปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายวิจิตร กล่าว

ผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก เกิดจากการเพิ่มกำลังการผลิตและยอดขายในธุรกิจเหมืองแร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เหมืองหินแอนดิไซด์ในประเทศไทยที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดโอนเพิ่มขึ้น โดยในอนาคตธุรกิจพลังงานทดแทนที่บริษัทฯ ได้เริ่มลงทุนในปีนี้ จะเริ่มสร้างรายได้ให้บริษัทฯ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

นายวิจิตร ย้ำอย่างหนักแน่นว่า “เมื่อองค์กรมีกำไร ไม่เคยลืมนึกถึง สังคมและชุมชน เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างจริงจัง THL จะนำผลกำไรตอบแทนกลับสู่สังคม แต่ในกรอบความคิดที่แตกต่าง นั่นคือ เน้นหนักการสร้างความผูกผันระหว่างองค์กรกับชุมชน เป็นมากกว่าการมีส่วนร่วม แต่เข้าถึงชีวิต ความรู้สึก และจิตใจของชุมชน นั่นเอง”

จุดเริ่มต้นของแนวคิด ปันกำไรสู่สังคม เริ่มจากการกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงานภายในองค์กรให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานสากลทั้งในด้านกระบวนการผลิต และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายให้ได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่ามาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอากาศ น้ำ การจัดการกากอุตสาหกรรม และเสียง รวมไปถึงการดูแลและปลูกฝังความคิดแห่งคุณภาพสู่บุคลากรภายในองค์กรอย่างเข้มงวด

เมื่อองค์กรภายในดีแล้ว ก็จะสามารถนำสิ่งที่ดีไปมอบให้แก่สังคมในทุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักสร้างความผูกผันระหว่างองค์กรกับชุมชน เพื่อสร้างคุณภาพและปันความสุข ใน 3 องค์ประกอบหลักสำคัญของชีวิตแต่ละชุมชน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสวัสดิภาพของชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางกายภาพและจิตใจอย่างแท้จริง

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านสุขภาพ เริ่มจาก “ส่งเสริม” รณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงในการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อยู่ในสภาวะเสี่ยงเป็นผู้ป่วย และการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดให้มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำ รวมทั้ง ยัง “บรรเทารักษา” ด้วยการสนับสนุนเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และยารักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสม ตลอดจน ให้ความสำคัญด้านสุขภาพจิตใจ จรรโลงและยกระดับจิตใจของแต่ละบุคคลในชุมชนอย่างสร้างสรรค์

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิต คำนึงถึงปัจจัยการดำรงชีวิตที่ดีของแต่ละบุคคลอย่างครบวงจร ตั้งแต่ การพัฒนาและส่งเสริมด้านการศึกษา การสร้างอาชีพ ส่งเสริมรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างยั่งยืน

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านสวัสดิภาพของชุมชน เกิดจากความคิดที่ว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างปลอดภัยเป็นความปรารถนาหลักของชุมชน จึงดำเนินงานใน 2 ส่วน ได้แก่ ศูนย์เฝ้าระวัง เพื่อป้องกันปัญหาหรือผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชุมชน และ ศูนย์ประสานงาน เพื่อช่วยเหลือในการรับเรื่อง ร้องทุกข์ และประสานงานระหว่างชุมชนกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง

“ทั้งหมดนี้ THL ได้กำหนดแผนการดำเนินงาน สร้างคุณภาพและปันความสุข ให้แก่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน โดยปันกำไรร้อยละ 3 ไว้เป็นทุนในการจัดกิจกรรมในแต่ละปี เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ THL จะดำเนินการอย่างรอบด้าน สร้างการเติบโตธุรกิจ ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับสังคม ชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายวิจิตร สรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไทย-ไต้หวันร่วมมือจัดสัมมนาอุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ ชูไทยแลนด์ 4.0 0 4289

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และจัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากไต้หวันเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เป็นงานสัมมนาสุดยอดผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยและไต้หวัน จัดแสดงและนำเสนอเทคโนโลยีแห่งอนาคต ครอบคลุมเรื่อง นวัตกรรมยานยนต์ ระบบประหยัดพลังงาน ระบบเพาะปลูกและควบคุมอุณหภูมิไร้สายเพื่อการเกษตร ระบบบริหารขนส่งและอาคาร ระบบบันเทิงและข้อมูลยานยนต์ และระบบขนส่งเพื่อการคมนาคมอัจฉริยะ

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสุดยอดนวัตกรรมของผู้ประกอบการไต้หวัน ภายใต้ชื่อ Taiwan Excellence ตราสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมจากไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม เมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้นำผู้ประกอบการไต้หวันชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ต้าถง จำกัด บริษัท แอ็ดวานซ์เทค จำกัด บริษัท เวียร์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท ไมโครสตาร์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด และบริษัท เน็กซ์คอม จำกัด มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมในหลายด้าน นับตั้งแต่ การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบการบริหาร ระบบการจัดการ ซอฟท์แวร์ปฏิบัติการ จนถึงการควบคุมและประหยัดต้นทุนด้านพลังงาน

นายเจสัน ชวี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวสนับสนุนว่า ไทยและไต้หวัน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากันอย่างแนบแน่น โดยในปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา บริษัทชาวไต้หวันลงทุนในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 14.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของไต้หวันในด้านการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องและเอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายเดชา โฆษิตธนากร กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานส่งเสริมการค้าการลงทุน กล่าวว่า เป้าหมายหลักของสภาอุตสาหกรรมฯ ต้องการพัฒนาศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างบูรณาการ การประสานความร่วมมือกับไต้หวันครั้งนี้ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันได้ในยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

นวัตกรรมเด่นที่นำมาจัดแสดงและสาธิตให้แก่ผู้ประกอบการไทย ได้แก่

มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า สามารถปรับความเร็วได้ 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปลอดภัย ระดับประหยัดพลังงาน และระดับรถแข่ง ด้วยระบบเบรกอัจฉริยะ กันน้ำได้สูงถึง 40 เซนติเมตร และวิ่งได้ไกล 65 กิโลเมตรต่อการชาร์ทไฟ 1 ครั้ง

ระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และน้ำ เพื่อการเกษตร ADM-3600 series ช่วยบริหารจัดการ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบคลาวด์แบบ Real Time สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมาก ลดปริมาณการสูญเสียน้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้ม

เทคโนโลยีสื่อสารและจัดการอุปกรณ์ภายในบ้าน โรงแรม และสำนักงานอัจฉริยะ ช่วยควบคุมการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดอย่างครบวงจร อาทิ ระบบปลดล็อคประตูระยะไกล ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ Infrared สัญญานกันขโมย กล้องวงจรปิด ด้วยระบบไร้สายผ่านอุปกรณ์แท็บเบล็ท

FUNTORO อัครบันเทิงระดับโลก นวัตกรรมจัดการข้อมูลเพื่อความบันเทิงและการขับขี่สำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถโคชท่องเที่ยวกับระบบความบันเทิงบนหน้าจอที่สามารถชมภาพยนตร์ ช็อปปิ้ง ตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง หรือช่วยในการตรวจสอบการขับขี่ สื่อสารระหว่างผู้ขับขี่กับศูนย์ควบคุม รายงานผลเพื่อพัฒนาศักยภาพหรือให้รางวัลผู้ขับขี่ ตรวจสอบได้ผ่านโปรแกรมบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

NEXCOM Telematics ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่อัจฉริยะ การผสมผสานเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS กับการประมวลข้อมูลการสื่อสารสองทางระหว่างรถยนต์และศูนย์รับข้อมูล เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์ เส้นทางที่เลือกใช้ ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ และวิเคราะห์พฤติกรรมในการขับขี่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1

ชวนร่วมงานใหญ่แห่งปี ไทย-ไต้หวัน สัมมนาสุดยอดเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ 0 4859

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติและเจรจาธุรกิจ ไทย-ไต้หวัน เน้นอุตสาหกรรมเพื่อเมืองอัจฉริยะ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน นี้ เวลา 13.30-17.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยท์ เทอร์มินัล 21 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ (Thailand-Taiwan Smart City Industry Seminar & Trade Meeting Bangkok) ได้รับเกียรติจากสุดยอดผู้ประกอบการชั้นนำจากไต้หวัน มานำเสนอเทรนด์และเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลายด้าน ทั้งระบบขนส่งพาณิชย์ ขนส่งมวลชน ยานยนต์ เกษตรกรรม พลังงาน ที่พักอาศัย สำนักงานและโรงงาน พร้อมสาธิตนวัตกรรมเด่นและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไต้หวัน ซึ่งได้รับการคัดเลือกและการันตีความเป็นเลิศจากโครงการ Taiwan Excellence

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน กล่าวว่า “ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ไม่เพียงจะได้เจรจาโดยตรงกับเจ้าของสุดยอดผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากไต้หวัน ที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ คุณภาพ และการตลาด เท่านั้น แต่ยังได้รับฟังข้อมูลการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อรองรับการเติบของ เมืองอัจฉริยะ ตามนโยบายพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย”

การจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน รวมทั้ง ได้รับการสนับสนุนโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับนักธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติและเจรจาธุรกิจ โปรดสำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1 หรือลงทะเบียนได้ที่ http://goo.gl/Qz8NYe ปิดรับลงทะเบียนวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561