แจก Code สัมมนาฟรี ASAM802 “เฟสป้า เอเชีย 2018” 23 หัวข้อเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดการพิมพ์ไทย 0 7358

เฟสป้า เอเชีย เผยรายละเอียดหัวข้อการประชุมและสัมมนา ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ลงทะเบียนเข้าชมงานและสัมมนาล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้รหัส ASAM802

การประชุมและสัมมนา ได้รับการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของกลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจการพิมพ์และป้าย โดยนำเสนอข้อมูลเชิงลึกตลาดการพิมพ์ดิจิทัล การพิมพ์สกรีน การพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม การพิมพ์บนเครื่องนุ่งห่ม การพิมพ์เพื่อการตกแต่งภายใน และที่ขาดไม่ได้คือ การพิมพ์ป้ายต่าง ๆ

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมและสัมมนาในหัวข้อต่างๆ จะได้รับข้อมูลเชิงลึกจากมุมมองที่หลากหลาย อาทิ ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้ใช้งานจริง และผู้ประกอบการชั้นนำที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งพร้อมจะมาแบ่งปันความรู้อันล้ำค่าจากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจการพิมพ์อย่างครบถ้วน รูปแบบการประชุมและสัมมนา จะนำเสนอใน 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และไม่เสียค่าใช้จ่ายเมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมชมงานอย่างเป็นทางการ

การประชุมและสัมมนาภายในงาน เฟสป้า เอเชีย 2018 แบ่งเป็น 23 หัวข้อ เริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ จนถึงเวลา 14.30 น. ของวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ เท่านั้น
หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ ได้แก่

  • แนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์และบริการส่งอาหารออนไลน์ในประเทศไทย บรรยายโดย นางสาวสุภานี สว่างเนตร ผู้จัดการฝ่ายชาย บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ในเอสซีจี แพคเกจจิ้ง
  • การไฮบริดเทคโนโลยีดิจิทัลกับการพิมพ์สกรีน บรรยายโดย นายมาร์ค เจอร์เวย์ส ผู้อำนวยการกลุ่มพิมพ์สกรีน บริษัท หนิงปัว เสินโจว นิตติ้ง จำกัด
  • โอกาสทางการตลาดของกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยมและของที่ระลึก บรรยายโดย นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน
  • ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจการพิมพ์บนผืนผ้าให้ประสบความสำเร็จ บรรยายโดย นายดิมิทรี ซาร์บาร์ฟ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟล็อกส์มอลล์ ดีทีจี เวียดนาม
  • การพิมพ์ระบบไฮบริดเพื่อการตกแต่งภายใน บรรยายโดย นางสาวชลกานต์ วิสุทธิ์พิทักษ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และการตลาด บริษัท โพธิ์ ทรี เดคคอร์ จำกัด

นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อการประชุมและสัมมนาที่น่าสนใจอีกมายหมาย สามารถติดตามได้ที่ https://asia.fespa.com/seminars-2017

นางรอซ กัวโนรี ผู้อำนวยการ สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า กล่าวว่า การประชุมและสัมมนาของเฟสป้า เอเชีย จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างหลากหลายครบถ้วนจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ในกลุ่มสินค้าปลีกและของที่ระลึก หรือในธุรกิจการพิมพ์เครื่องนุ่งห่ม จนถึงผู้ที่กำลังทำงานอยู่ในธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ผู้ชมงาน สามารถเลือกรับฟังในหัวข้อต่าง ๆ ตามความต้องการและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจจากการรับฟังข้อมูลเชิงลึกของแต่ละอุตสาหกรรมการพิมพ์ ขณะเดียวกัน เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคอาเซียน ได้เรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนและแบ่งปันประสบการณ์ วิสัยทัศน์ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตการพิมพ์ให้มีความพิเศษและน่าสนใจต่อไป

World Wrap Masters Asia 2018

การแข่งขันระดับเอเชีย World Wrap Masters Asia 2018 หวนกลับมาที่กรุงเทพฯอีกครั้งในปีนี้ และยัง เป็นงานที่นักหุ้มรถมือดีที่สุดจากทั่วโลก เดินทางมาร่วมประลองฝีมือ เพื่อชิงความเป็นสุดยอดของ World Wrap Masters Asia 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของการจัดงานครั้งนี้ และกำลังเปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขัน ผู้ที่ชนะเลิศ จะได้รับการประกาศชื่อในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.​2561 และจะได้เข้าแข่งขันต่อไปในระดับโลก World Wrap Masters Final ในงาน FESPA Global Print Expo ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 15-18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ปะทะกับผู้ชนะเลิศในการแข่งขันระดับภูมิภาคจากทั่วโลก อาทิ ภูมิภาคยูโรเซีย แอฟริกา ยุโรป และเม็กซิโก

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการแข่งขัน ติดตามได้ที่ https://asia.fespa.com/wrap-masters

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ได้แต่งตั้งกรรมการตัดสิน New World Wrap Master คนใหม่ คือ นายวิชัย นุชพุ่ม ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายหลักไว้ว่า ต้องการให้ธุรกิจนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศ และทำให้ผู้คนมีทักษะและความเข้าใจที่ถูกต้องในการทำธุรกิจประเภทนี้ นายวิชัย เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ ดำเนินธุรกิจการหุ้มรถนี้มานานกว่า 40 ปี ในชื่อ แดงสติ๊กเกอร์ และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจหุ้มรถอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย

ผู้เข้าชมงาน World Wrap Masters Asia ไม่เพียงแต่ จะเป็นการเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายกับนักหุ้มรถมืออาชีพเท่านั้น แต่ยังได้แลกเปลี่ยนเทคนิคการหุ้มรถอีกด้วย ที่สำคัญ สามารถเข้าชมงานได้ ฟรี มีสาธิตและเวิร์กช็อปการหุ้มรถให้ชมทุกวันโดยนักหุ้มรถมืออาชีพ นายโอเล โซลสกิน ราฟน์ ที่จะมาให้คำแนะนำในเรื่องการตัดสติกเกอร์ หรือการใช้เทปโดยที่ไม่ต้องตัด หรือการหุ้มด้วยโครเมียม การยืดและยึดติดแบบสามเหลี่ยม และการเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสม

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ เฟสป้า เอเชีย 2018 ได้ที่ www.fespa-asia.com และสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้รหัส ASAM802

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6691

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5441

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป