เกษตรกรกว่า 30,000 ราย ร้องรัฐขอใช้ “พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” 0 7719

เกษตรกรกว่า 30,000 ราย ลงชื่อค้านเลิก “พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” ร้อง รองนายกฯ ตรวจสอบการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งข้อสงสัยการทำงานเอ็นจีโอและนักวิจัย ม.นเรศวร ขีดเส้นตายหาข้อสรุป มีนาคม นี้

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย สมาคมผู้ส่งออกฯ และผู้แทนเกษตรกร ยื่นหนังสือและรายชื่อเกษตรกร 30,000 ราย ร่วม “ค้าน” ยกเลิกการใช้ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ทางการเกษตร ถึง รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ พร้อมบทสรุปการประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศ ย้ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วย เหตุ ส่งผลต้นทุนการผลิตเพิ่ม ผลผลิตลดลง รายได้ประเทศสูญหาย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันไม่ก่อปัญหาด้านสุขภาพ อีกทั้ง วอนตรวจสอบการทำงานกระทรวงสาธารณสุข ขาดการศึกษารอบด้านและควรทำงานร่วมกับนักวิชาการเกษตร ชี้ประเด็นข้อสงสัยการทำงานเอ็นจีโอกับนักวิจัยผิดปกติ ขีดเส้นตาย ขอคำตอบ มีนาคม นี้

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย สมาคมผู้ส่งออกทุเรียนและมังคุด สมาคมส่งเสริมธุรกิจ พืชและอาหารสัตว์ และผู้แทนเกษตรกรกลุ่มพืชอ้อย ปาล์ม ยางพารา มะนาว ข้าวโพด ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ เป็นผู้แทนกลุ่มเกษตรกรที่ไม่เห็นด้วย นำเสนอรายชื่อคัดค้านจำนวนกว่า 30,000 ราย มอบให้ พลเอก ประสาท สุขเกษตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยสรุปข้อคิดเห็นของเกษตรกร สมาคมเกษตรกร และนักวิชาการ รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจหากยกเลิกใช้สารดังกล่าว

ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอให้ยกเลิกใช้สารทั้ง 3 ชนิด และอยู่ระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมการวัตถุอันตราย นั้น นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดส่งหนังสือทบทวนไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และได้เข้าพบ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งได้มอบหมายให้ พลเอก ประสาท สุขเกษตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้ข้อสรุปดังนี้ ขอรับเรื่องไว้และจะนำส่งไปให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ซึ่งข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขยกเลิกใช้นั้น ยังไม่มีการสรุป การดำเนินงานต่อไปจะให้ครอบคลุมเหมาะสมตามข้อเท็จจริง ในส่วนอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คณะกรรมการวัตถุฯ ซึ่งจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้

“ทั้งนี้ สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ได้ยื่นเรื่อง ขอให้ “ยกเลิก” ข้อเสนอที่ให้ยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พารา ควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ของเกษตรกร พร้อมชี้แจงผลกระทบต่อการนำเสนอผลวิจัยที่มีข้อมูลบิดเบือน ไม่ถูกต้องบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เกิดความเข้าใจผิดในสังคมวงกว้าง กระทบต่อราคาสินค้า การส่งออกผักและผลไม้ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก กลุ่มเกษตรกร จึงตั้งข้อสงสัยต่อการทำงานระหว่าง Thai-PAN กับ ผลการวิจัยของ ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล มหาวิทยาลัยนเรศวร ดังนั้น สมาพันธ์ฯ เตรียมพร้อมรวบรวมรายชื่อเกษตรกร 50,000 ราย ค้านผลการวิจัย และขอให้เจ้าของผลงานวิจัยรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยการ “ลาออก” จากสถาบันการศึกษาและความเป็นนักวิชาการ ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มีนาคม นี้ เบื้องต้น ดร. กาญจนา เงารังษี อธิบการดี มหาวิทยาลัยนเรศวร รับทราบเรื่องแล้ว“ นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร สมาคมเกษตรกร เกษตรกร และนักวิชาการ ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” กับการยกเลิกการใช้สาร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พาราควอต เนื่องจากส่งผลกระทบต่อ 1) ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร 2) ผลผลิตการเกษตรลดลง 3) การสูญเสียรายได้ระดับประเทศ อันเนื่องมาจากผลผลิตที่ลดลง คิดเป็นมูลค่าการสูญเสียสูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี สำหรับกลุ่มอ้อยและมันสำปะหลัง

“ขณะเดียวกัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลยืนยันว่า การใช้สารกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ไม่พบว่ามีหลักฐานผลกระทบทางสุขภาพตามที่กล่าวอ้าง สอดคล้องกับประสบการณ์ตรงของเกษตรกรที่ใช้สารดังกล่าว มานานกว่า 50 ปี ไร้ผลกระทบต่อสุขภาพ

อยากให้ตรวจสอบการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกร ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง กระทรวงสาธารณสุข ควรมีนักวิชาการด้านการเกษตร เกษตรกร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการพิจารณา

ท้ายที่สุด เกษตรกรสนับสนุนให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าต่อไปบนความถูกต้องและความชอบธรรมภายใต้การกำกับดูแลสารเคมีเกษตร ซึ่งกระทรวงอื่นจะมาก้าวก่ายไม่ได้ ทุกกระทรวงมีหน้าที่ของตนเอง ที่สำคัญคือต้องทำงานร่วมกัน เกษตรกรคือประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ดังนั้น อย่ามองแต่มุมของตัวเอง ภาครัฐด้วยกันต้องทำงานประสานกัน” เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

“นิสสัน ฟิวเจอร์ส” ขีดสุดแห่งยานยนต์อนาคต 0 7897

นิสสัน จัดงาน “นิสสัน ฟิวเจอร์ส” ระดมผู้บริหารระดับสูงร่วมหารืออนาคตของการขับเคลื่อนในเอเชียและโอเชียเนีย ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์และเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาลร่วมเสวนาหารือวิธีการรับมือกับความท้าทายด้วยโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนและพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์

ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะรวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อนในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส (Nissan Futures) ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์

งานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ครั้งที่ 4 จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียและโอเชียเนียที่กำลังขยายตัว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตของการขับเคลื่อน – พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีในอนาคต” (The future of mobility – electrification and beyond) การเสวนาจะมุ่งเน้นที่การค้นหาโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถรับมือความท้าทายต่างๆ อาทิ มลพิษ การขยายตัวของเมือง และความแออัด

นิสสันมีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะช่วยยกระดับการขับเคลื่อนในภูมิภาคนี้ด้วยการแนะนำระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ระบบการเชื่อมต่อ และระบบขับขี่อัตโนมัติมาสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้นด้วยแนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) วิสัยทัศน์ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพลังขับเคลื่อน การขับขี่ และการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของรถยนต์

“นิสสันมีความมุ่งมั่นนำเสนอโซลูชั่นส์ของการขับเคลื่อนทีชาญฉลาดกว่า ปลอดภัยกว่า และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต” ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสระดับภูมิภาคของนิสสันกล่าว “แต่เราไม่สามารถก้าวสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตได้เพียงลำพัง การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างที่เกิดขึ้นในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันในการปูทางสู่อนาคตและกระชับความร่วมมือระหว่างกัน”

ภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน จะเปิดเผยผลการสำรวจที่ได้รับการสนับสนุนจากนิสสันเกี่ยวกับอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคในประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่อความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และอุปสรรคต่างๆ

นิสสันเป็นผู้นำโลกในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยจัดจำหน่ายลีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์มากกว่า 300,000 คันนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2553 ลีฟ เจนเนอเรชั่นที่สองออกจำหน่ายในญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560

นิสสัน ลีฟ ใหม่ซึ่งมาพร้อมความก้าวล้ำหน้าตามแนวทางของนิสสันในการพัฒนาพลังงานขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) การขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) จะได้รับการจัดแสดงภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส พร้อมด้วยหุ่นยนต์อีโพโร (EPORO) และนิสสัน โน้ต อี-เพาเวอร์ ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าอี-เพาเวอร์ (e-POWER) นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยี Vehicle-to-Home เพื่อนำเสนอวิธีการที่เจ้าของรถนิสสัน ลีฟสามารถป้อนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ของตัวรถเข้าสู่บ้านเรือนได้

ผู้เข้าร่วมงานนิสสัน ฟิวเจอร์สยังมีโอกาสทดลองขับนิสสัน ลีฟ ใหม่ที่ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อการทดสอบและวิจัยรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Centre of Excellence for Testing and Research of Autonomous Vehicles หรือ CETRAN) ซึ่งเพิ่งเปิดทำการเมื่อไม่นานนี้

งานนิสสัน ฟิวเจอร์สจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ศูนย์การประชุมมารินา เบย์ แซนด์ เอ็กซ์โป แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์

“ทุ่งคา” คิดนอกกรอบ ปั้นธุรกิจ ปันสุขสู่สังคม 0 9758

“ทุ่งคาฮาเบอร์” ครบรอบ 111 ปี เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต และก้าวย่างอย่างมั่นคง สร้างผลประโยชน์ตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องให้กับนักลงทุน และผู้ถือหุ้น พร้อมแบ่งปันความสำเร็จ ร่วมพัฒนาสังคม ชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อม

นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ THL เปิดเผยว่า ในปี 2560 นี้ เป็นปีที่บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่มาครบ 111 ปี จากจุดเริ่มต้นการทำเหมืองแร่ดีบุกในอ่าวภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2448 โดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด ที ไมล์ส ชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ หลายปีที่ผ่านมา THL ประสบปัญหามากมายทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ THL ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารชุดใหม่ มุ่งมั่นดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อที่จะผลักดันบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ที่ผ่านมา THL มีการเพิ่มทุนจำนวน 2 ครั้ง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และขยายการลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ พลังงานทางเลือก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น

“THL ขยายการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผลประกอบของบริษัทฯ ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 พลิกจากการขาดทุนสุทธิในช่วงเดียวกันปี 2559 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 211.62 ล้านบาท กลับมามีกำไรสุทธิ 42.49 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่า ผลประกอบการทั้งปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายวิจิตร กล่าว

ผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก เกิดจากการเพิ่มกำลังการผลิตและยอดขายในธุรกิจเหมืองแร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เหมืองหินแอนดิไซด์ในประเทศไทยที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดโอนเพิ่มขึ้น โดยในอนาคตธุรกิจพลังงานทดแทนที่บริษัทฯ ได้เริ่มลงทุนในปีนี้ จะเริ่มสร้างรายได้ให้บริษัทฯ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

นายวิจิตร ย้ำอย่างหนักแน่นว่า “เมื่อองค์กรมีกำไร ไม่เคยลืมนึกถึง สังคมและชุมชน เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างจริงจัง THL จะนำผลกำไรตอบแทนกลับสู่สังคม แต่ในกรอบความคิดที่แตกต่าง นั่นคือ เน้นหนักการสร้างความผูกผันระหว่างองค์กรกับชุมชน เป็นมากกว่าการมีส่วนร่วม แต่เข้าถึงชีวิต ความรู้สึก และจิตใจของชุมชน นั่นเอง”

จุดเริ่มต้นของแนวคิด ปันกำไรสู่สังคม เริ่มจากการกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงานภายในองค์กรให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานสากลทั้งในด้านกระบวนการผลิต และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายให้ได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่ามาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอากาศ น้ำ การจัดการกากอุตสาหกรรม และเสียง รวมไปถึงการดูแลและปลูกฝังความคิดแห่งคุณภาพสู่บุคลากรภายในองค์กรอย่างเข้มงวด

เมื่อองค์กรภายในดีแล้ว ก็จะสามารถนำสิ่งที่ดีไปมอบให้แก่สังคมในทุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักสร้างความผูกผันระหว่างองค์กรกับชุมชน เพื่อสร้างคุณภาพและปันความสุข ใน 3 องค์ประกอบหลักสำคัญของชีวิตแต่ละชุมชน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสวัสดิภาพของชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางกายภาพและจิตใจอย่างแท้จริง

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านสุขภาพ เริ่มจาก “ส่งเสริม” รณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงในการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อยู่ในสภาวะเสี่ยงเป็นผู้ป่วย และการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดให้มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำ รวมทั้ง ยัง “บรรเทารักษา” ด้วยการสนับสนุนเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และยารักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสม ตลอดจน ให้ความสำคัญด้านสุขภาพจิตใจ จรรโลงและยกระดับจิตใจของแต่ละบุคคลในชุมชนอย่างสร้างสรรค์

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิต คำนึงถึงปัจจัยการดำรงชีวิตที่ดีของแต่ละบุคคลอย่างครบวงจร ตั้งแต่ การพัฒนาและส่งเสริมด้านการศึกษา การสร้างอาชีพ ส่งเสริมรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างยั่งยืน

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านสวัสดิภาพของชุมชน เกิดจากความคิดที่ว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างปลอดภัยเป็นความปรารถนาหลักของชุมชน จึงดำเนินงานใน 2 ส่วน ได้แก่ ศูนย์เฝ้าระวัง เพื่อป้องกันปัญหาหรือผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชุมชน และ ศูนย์ประสานงาน เพื่อช่วยเหลือในการรับเรื่อง ร้องทุกข์ และประสานงานระหว่างชุมชนกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง

“ทั้งหมดนี้ THL ได้กำหนดแผนการดำเนินงาน สร้างคุณภาพและปันความสุข ให้แก่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน โดยปันกำไรร้อยละ 3 ไว้เป็นทุนในการจัดกิจกรรมในแต่ละปี เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ THL จะดำเนินการอย่างรอบด้าน สร้างการเติบโตธุรกิจ ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับสังคม ชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายวิจิตร สรุป