“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” คว้ารางวัลสุดยอดธุรกิจค้าปลีกในทวีปเอเชีย-แปซิฟิก ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน 0 16853

“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” (Index Living Mall) ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เฟิร์น ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยตัวจริง ล่าสุด คว้า “รางวัลสุดยอดธุรกิจค้าปลีก จากการจัดอันดับ 500 บริษัทค้าปลีกของทวีปเอเชีย-แปซิฟิก” (2017 Retail Asia-Pacific Top 500 Awards) ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน หลังจากก่อนหน้า คว้า 2 รางวัลได้แก่ รางวัล No.1 Brand Thailand 2015-2016 จากนิตยสาร Marketeer และ รางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2016 จากนิตยสาร Brand Age

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด  เปิดเผยว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ได้รับรางวัลบริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยจากการจัดอันดับ 500 บริษัทค้าปลีกของทวีปเอเชีย-แปซิฟิก หรือ “รีเทล เอเชีย-แปซิฟิก ท็อป 500 อวอร์ด 2017” เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งจัดอันดับโดย นิตยสาร รีเทล เอเชีย ร่วมกับ ยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล และ เคพีเอ็มจี โดยในปี 2017 มีบริษัทค้าปลีกของไทยติดอันดับเพียง 10 บริษัทเท่านั้น”

“รางวัลล่าสุดที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้รับนี้ ถือเป็นการสะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การบริหาร ที่มุ่งมั่นพัฒนา และยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ทั้งผลิตภัณฑ์และการให้บริการ เสริมความมั่นใจแก่ลูกค้าทุกท่านที่จะได้รับสินค้าและบริการอย่างดีที่สุดจากเรา”

รางวัล Thailand’s Top 10 Retailers Ranking ในฐานะธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านของไทย ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้รับครั้งนี้ มาจากการจัดอันดับ “รีเทล เอเชีย-แปซิฟิก ท็อป 500 อวอร์ด 2017” นั้น ตัดสินจากการวัดยอดขายของแต่ละบริษัทค้าปลีกทั่วทวีปเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2016 รวม 14 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้รับรางวัล โดยเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยยอดขายสูงสุดกว่า 6,920 ล้านบาท หรือคิดเป็น 985 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยมีการประกาศผลไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

“ด้วยทีมงานที่เข้มแข็ง ผนวกกับการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มุ่งเน้นการสนองความต้องการของลูกค้าด้วยนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบ การปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดีและการรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการส่งเสริมการศึกษา การเรียนรู้ รวมถึงการรณรงค์ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เติบโตและคว้ารางวัล 1 ใน 10 สุดยอดธุรกิจค้าปลีกในทวีปเอเชีย-แปซิฟิกอีกครั้ง”

นอกจากการคว้ารางวัล Thailand’s Top 10 Retailers Ranking สุดยอดบริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยจากการจัดอันดับ “รีเทล เอเชีย-แปซิฟิก ท็อป 500 อวอร์ด 2017” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว ก่อนหน้านี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังได้รับรางวัลต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างดียิ่ง ได้แก่ รางวัล No.1 Brand Thailand 2015-2016 ซึ่งสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ โดยนิตยสาร Marketeer ให้เป็นแบรนด์สินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป ที่เป็นที่นิยมและชื่นชอบสูงสุดของผู้บริโภคประจำปี 2015-2016 และ รางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2016 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ครองใจผู้บริโภคและได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดแห่งปี 2558 (Thailand’s Most Admired Brand 2015) สำรวจโดยนิตยสาร Brand Age จากผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลต่อเนื่องกัน 2 ปีซ้อน

“กว่า 30 ปี ที่ผ่านมา เราไม่เคยหยุดคิดค้นพัฒนา วางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อให้แต่ละก้าวของเรา เป็นก้าวสำคัญที่พร้อมจะนำเสนอดีไซน์และฟังก์ชั่นของเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านในรูปแบบใหม่ๆ เคียงคู่กับเวลาที่ผ่านไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และด้วยพัฒนาการที่ไม่หยุดยั้ง เรามุ่งมั่นในการนำเสนอสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้าน ที่ได้รับการคัดสรรให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า พร้อมเสนอบริการที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกระดับ และอนาคตเราจะก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อที่สุดแห่งเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านคุณภาพสูงเหมาะกับทุกรูปแบบชีวิตสมัยใหม่”  กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6692

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5443

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป