IsAmAre รุกตลาดโซเชียล ชู Viral Solution Company ตอบโจทย์องค์กรอยากสร้างกระแส 0 14241

บริษัท อีส แอม อาร์ ดอท เน็ท จำกัด เดินหน้ารุกกตลาดโซเชี่ยลเปิดตัวโปรแกรม “ Blastmetric” ตอบโจทย์การทำตลาด Viral Marketing แบบครบวงจร ตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 1 ด้าน Viral Solution Company ของไทยภายในปี 2562 เผยผลประกอบการปี 2560 เติบโตจากปีก่อนแบบก้าวกระโดดถึง 197% เป็น 100 ล้านบาท

นายจักรพันธ์ พวงแก้ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีส แอม อาร์ ดอท เน็ท จำกัด (IsAmAre) เปิดเผยว่า จากคอนเซ็ปต์ Viral Solution ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนางานบริการของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาของโปรแกรมที่เรียกว่า “ Blastmetric” ซึ่งเป็นสุดยอดเครื่องมือเสริมกลยุทธ์ทางการตลาดไวรัล และโซเชี่ยลมีเดียครั้งแรกของไทย เพื่อสร้างแต้มต่อความได้เปรียบทางธุรกิจ กลายเป็นสูตรสำเร็จทางการตลาดที่สามารถวัดผลได้จริง และรับประกันความพึงพอใจ จนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าบริษัทชั้นนำ

โดยบริษัทฯ มีความโดดเด่นในการให้บริการด้าน Viral Marketing แบบ One-stop Service ที่ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ในการทำตลาด มีการใช้ทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบและผลิตสื่อ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือในการวางแผนการสร้างสรรค์สื่อเพื่อทำตลาดบนโซเชี่ยลมีเดียและโลกออนไลน์ และการใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ หรือผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่คุ้มค่าแก่ลูกค้า จุดนี้ทำให้เราแตกต่างจากรายอื่นๆ เพราะเราไม่ใช่แค่รับ บรีฟงานมาแล้วทำเลย แต่เราให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ในการทำสื่อเพื่อให้ออกมาโอเคที่สุด บวกกับสิ่งที่เราโฟกัสคือ การมีระบบ Social Media Tracking Tool ซึ่งเราได้ร่วมมือกับบริษัท IT Partner เพื่อนำระบบ Blastmetric มาช่วยวางแผนและจัดการการใช้สื่อออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับโปรแกรม “ Blastmetric ” ที่บริษัทได้ทำระบบและเก็บข้อมูลขึ้นมา พร้อมทดลองใช้มากว่า 1 ปี สามารถช่วยรับประกันงาน Viral ว่าสามารถจะ Go Viral ได้จริง เพราะช่วยทำงาน 3 ด้านหลัก คือ 1. Facebook Media Planning 2. Campaign Monitoring & Optimization Real-time 3. Reporting โดยระบบนี้สามารถวัดผลได้จริง ลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ทำให้เกิดความพึงพอใจกับลูกค้า

ส่วนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ กลุ่มลูกค้าที่ต้องการทำ Viral Marketing หรือกลุ่มที่ต้องการความคุ้มค่าของงบประมาณที่ลงไป รวมไปถึงกลุ่มเอเจนซี่ที่มีงาน TVC ,Viral VDO ,Web Film ที่ต้องการลง Social Media แต่ไม่มั่นใจกับผลที่จะได้รับ และกลุ่มลูกค้า SMEs ที่มีงบการตลาดประมาณ 3 – 15 ล้านบาท ซึ่งกลยุทธ์การทำ

ตลาดที่เป็นจุดแข็งแตกต่างจากคู่แข่ง คือ เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทย ที่กล้าประกาศตัวเป็น Viral Guarantee Company และเราจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะกับ Influencers Companies

“บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งได้รับผลประกอบการที่ดีมาก มีการเติบโตจากปีแรก 34 ล้านบาท และในปี 2560 นี้ คาดว่าจะโตจากปีที่ผ่านมาถึง 197% หรือ 100 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าภายในปี 2562 บริษัทจะขึ้นเป็นผู้นำด้าน Viral Solution Company เป็นเบอร์ 1 ของไทยได้อย่างแน่นอน ด้วยภายใต้แนวคิด Viral Guarantee ที่เป็นจุดแข็งสำคัญ ” นายจักรพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่าภาพรวมตลาดของธุรกิจดิจิทัล เอเจนซี่ ในปัจจุบันและอีก 2-3 ปีข้างหน้า งาน Above the Line จะหดตัวลงแน่นอน สวนทางกับงาน Online จะเติบโตขึ้นอีกมาก ซึ่ง Viral Marketing จะกลายมาเป็น New Generation TVC โดย E-Commerce จะเติบโตอย่างมาก และMicro Influencers จะมีผลกับตลาดนี้มาก และเติบโตไปด้วยกัน อีกทั้งจะมีการปรับตัวขนานใหญ่ของ Agency Service & Staffs

สำหรับผลงานที่ทำให้บริษัทฯ เป็นที่รู้จักและได้รับกระแสตอบรับที่ดีในโลกออนไลน์ ได้แก่ ครีมแต้มสิว Tomei ของบริษัท TC Pharma ทั้ง 2 ภาค ที่มียอดวิวการเข้าชมรวมกันมากกว่า 30 ล้านวิว , NZen Gel ที่มียอดวิวรวมกันมากกว่า 13 ล้านวิว , Kindness Cream ที่มียอดวิวรวมกันกว่า 10 ล้านวิว ตลอดจน MV ช้างศึก ของแบรนด์เถ้าแก่น้อย ซึ่งได้ทำขึ้นมาเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับทีมชาติไทย และแฟนบอลชาวไทย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

“นิสสัน ฟิวเจอร์ส” ขีดสุดแห่งยานยนต์อนาคต 0 7895

นิสสัน จัดงาน “นิสสัน ฟิวเจอร์ส” ระดมผู้บริหารระดับสูงร่วมหารืออนาคตของการขับเคลื่อนในเอเชียและโอเชียเนีย ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์และเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาลร่วมเสวนาหารือวิธีการรับมือกับความท้าทายด้วยโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนและพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์

ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะรวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อนในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส (Nissan Futures) ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์

งานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ครั้งที่ 4 จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียและโอเชียเนียที่กำลังขยายตัว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตของการขับเคลื่อน – พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีในอนาคต” (The future of mobility – electrification and beyond) การเสวนาจะมุ่งเน้นที่การค้นหาโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถรับมือความท้าทายต่างๆ อาทิ มลพิษ การขยายตัวของเมือง และความแออัด

นิสสันมีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะช่วยยกระดับการขับเคลื่อนในภูมิภาคนี้ด้วยการแนะนำระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ระบบการเชื่อมต่อ และระบบขับขี่อัตโนมัติมาสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้นด้วยแนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) วิสัยทัศน์ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพลังขับเคลื่อน การขับขี่ และการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของรถยนต์

“นิสสันมีความมุ่งมั่นนำเสนอโซลูชั่นส์ของการขับเคลื่อนทีชาญฉลาดกว่า ปลอดภัยกว่า และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต” ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสระดับภูมิภาคของนิสสันกล่าว “แต่เราไม่สามารถก้าวสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตได้เพียงลำพัง การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างที่เกิดขึ้นในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันในการปูทางสู่อนาคตและกระชับความร่วมมือระหว่างกัน”

ภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน จะเปิดเผยผลการสำรวจที่ได้รับการสนับสนุนจากนิสสันเกี่ยวกับอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคในประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่อความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และอุปสรรคต่างๆ

นิสสันเป็นผู้นำโลกในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยจัดจำหน่ายลีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์มากกว่า 300,000 คันนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2553 ลีฟ เจนเนอเรชั่นที่สองออกจำหน่ายในญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560

นิสสัน ลีฟ ใหม่ซึ่งมาพร้อมความก้าวล้ำหน้าตามแนวทางของนิสสันในการพัฒนาพลังงานขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) การขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) จะได้รับการจัดแสดงภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส พร้อมด้วยหุ่นยนต์อีโพโร (EPORO) และนิสสัน โน้ต อี-เพาเวอร์ ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าอี-เพาเวอร์ (e-POWER) นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยี Vehicle-to-Home เพื่อนำเสนอวิธีการที่เจ้าของรถนิสสัน ลีฟสามารถป้อนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ของตัวรถเข้าสู่บ้านเรือนได้

ผู้เข้าร่วมงานนิสสัน ฟิวเจอร์สยังมีโอกาสทดลองขับนิสสัน ลีฟ ใหม่ที่ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อการทดสอบและวิจัยรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Centre of Excellence for Testing and Research of Autonomous Vehicles หรือ CETRAN) ซึ่งเพิ่งเปิดทำการเมื่อไม่นานนี้

งานนิสสัน ฟิวเจอร์สจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ศูนย์การประชุมมารินา เบย์ แซนด์ เอ็กซ์โป แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์

“ทุ่งคา” คิดนอกกรอบ ปั้นธุรกิจ ปันสุขสู่สังคม 0 9757

“ทุ่งคาฮาเบอร์” ครบรอบ 111 ปี เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต และก้าวย่างอย่างมั่นคง สร้างผลประโยชน์ตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องให้กับนักลงทุน และผู้ถือหุ้น พร้อมแบ่งปันความสำเร็จ ร่วมพัฒนาสังคม ชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อม

นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ THL เปิดเผยว่า ในปี 2560 นี้ เป็นปีที่บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่มาครบ 111 ปี จากจุดเริ่มต้นการทำเหมืองแร่ดีบุกในอ่าวภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2448 โดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด ที ไมล์ส ชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ หลายปีที่ผ่านมา THL ประสบปัญหามากมายทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ THL ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารชุดใหม่ มุ่งมั่นดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อที่จะผลักดันบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ที่ผ่านมา THL มีการเพิ่มทุนจำนวน 2 ครั้ง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และขยายการลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ พลังงานทางเลือก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น

“THL ขยายการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผลประกอบของบริษัทฯ ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 พลิกจากการขาดทุนสุทธิในช่วงเดียวกันปี 2559 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 211.62 ล้านบาท กลับมามีกำไรสุทธิ 42.49 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่า ผลประกอบการทั้งปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายวิจิตร กล่าว

ผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก เกิดจากการเพิ่มกำลังการผลิตและยอดขายในธุรกิจเหมืองแร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เหมืองหินแอนดิไซด์ในประเทศไทยที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดโอนเพิ่มขึ้น โดยในอนาคตธุรกิจพลังงานทดแทนที่บริษัทฯ ได้เริ่มลงทุนในปีนี้ จะเริ่มสร้างรายได้ให้บริษัทฯ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

นายวิจิตร ย้ำอย่างหนักแน่นว่า “เมื่อองค์กรมีกำไร ไม่เคยลืมนึกถึง สังคมและชุมชน เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างจริงจัง THL จะนำผลกำไรตอบแทนกลับสู่สังคม แต่ในกรอบความคิดที่แตกต่าง นั่นคือ เน้นหนักการสร้างความผูกผันระหว่างองค์กรกับชุมชน เป็นมากกว่าการมีส่วนร่วม แต่เข้าถึงชีวิต ความรู้สึก และจิตใจของชุมชน นั่นเอง”

จุดเริ่มต้นของแนวคิด ปันกำไรสู่สังคม เริ่มจากการกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงานภายในองค์กรให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานสากลทั้งในด้านกระบวนการผลิต และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายให้ได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่ามาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอากาศ น้ำ การจัดการกากอุตสาหกรรม และเสียง รวมไปถึงการดูแลและปลูกฝังความคิดแห่งคุณภาพสู่บุคลากรภายในองค์กรอย่างเข้มงวด

เมื่อองค์กรภายในดีแล้ว ก็จะสามารถนำสิ่งที่ดีไปมอบให้แก่สังคมในทุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักสร้างความผูกผันระหว่างองค์กรกับชุมชน เพื่อสร้างคุณภาพและปันความสุข ใน 3 องค์ประกอบหลักสำคัญของชีวิตแต่ละชุมชน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสวัสดิภาพของชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางกายภาพและจิตใจอย่างแท้จริง

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านสุขภาพ เริ่มจาก “ส่งเสริม” รณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงในการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อยู่ในสภาวะเสี่ยงเป็นผู้ป่วย และการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดให้มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำ รวมทั้ง ยัง “บรรเทารักษา” ด้วยการสนับสนุนเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และยารักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสม ตลอดจน ให้ความสำคัญด้านสุขภาพจิตใจ จรรโลงและยกระดับจิตใจของแต่ละบุคคลในชุมชนอย่างสร้างสรรค์

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิต คำนึงถึงปัจจัยการดำรงชีวิตที่ดีของแต่ละบุคคลอย่างครบวงจร ตั้งแต่ การพัฒนาและส่งเสริมด้านการศึกษา การสร้างอาชีพ ส่งเสริมรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างยั่งยืน

การสร้างคุณภาพและปันความสุขด้านสวัสดิภาพของชุมชน เกิดจากความคิดที่ว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างปลอดภัยเป็นความปรารถนาหลักของชุมชน จึงดำเนินงานใน 2 ส่วน ได้แก่ ศูนย์เฝ้าระวัง เพื่อป้องกันปัญหาหรือผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชุมชน และ ศูนย์ประสานงาน เพื่อช่วยเหลือในการรับเรื่อง ร้องทุกข์ และประสานงานระหว่างชุมชนกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง

“ทั้งหมดนี้ THL ได้กำหนดแผนการดำเนินงาน สร้างคุณภาพและปันความสุข ให้แก่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน โดยปันกำไรร้อยละ 3 ไว้เป็นทุนในการจัดกิจกรรมในแต่ละปี เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ THL จะดำเนินการอย่างรอบด้าน สร้างการเติบโตธุรกิจ ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับสังคม ชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายวิจิตร สรุป