นอนท่าไหน ดีที่สุด และ ควรเลือกหมอนแบบไหน 0 292

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนเรานั้นจะดีได้ ต้องได้รับการนอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงหรือมากกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ดีนั้น ยังต้องคำนึงถึงหมอนที่ใช้หนุนนอนอีกด้วย หมอนที่ว่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีได้อย่างไร และรับกับท่านอนของเราอย่างไรบ้าง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนอย่างไรให้ตรงกับท่านอนที่ถนัด เพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

นายแพทย์วุฒิวัธ กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวค้างไว้นาน ๆ การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ด้วยกันอยู่ 3 ท่านอน

ท่านอนหงาย:

ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน สามารถตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงก็ต้องไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (fetal position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ดังนั้น ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คออยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ถ้าให้แนะนำหมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอนหงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุด จึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพารา เพราะหมอนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

ท่านอนตะแคง:

แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านอนตะแคงนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำจึงควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

นอนคว่ำ:

จริงๆแล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็น

อันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงายหรือนอนตะแคงแทน

จะเห็นว่า เราควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัด และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คุณหมอยังแนะนำทิ้งท้ายว่าชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากทึ่สุด

เพราะหมอนสุขภาพที่จำหน่ายกันอยู่โดยทั่วไป มีหลากหลายรูปทรง หลากหลายขนาด ในส่วนนี้คุณเอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกหมอนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะอำนวยให้ท่านอนนั้นหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาก็จะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยมีการแบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท คือ

หมอนเมมโมรี่โฟม:

หมอนชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลังให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

หมอนยางพารา:

หมอนที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้า เพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบายตลอดคืน

หมอนใยสังเคราะห์:

ด้วยคุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคัตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

อำลา ช่อง 9 ทีวีระบบแอนะล็อก เดินหน้า ช่อง 9 ทีวีดิจิทัลเต็มร้อย 0 18010

อสมท มั่นใจระบบทีวีดิจิทัลครอบคลุมทั่วประเทศ ประกาศยุติการออกอากาศแอนะล็อก ไม่กระทบผู้ชม แบ่ง 2 เฟส สิ้นสุด 16 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากระบบโครงข่ายดิจิตอลครอบคลุมทั่วประเทศถึง 95% แล้ว

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “หลังจากประเทศไทยเริ่มออกอากาศโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ในปี 2557 ฟรีทีวีในระบบแอนะล็อกยังคงออกอากาศคู่ขนานกับระบบดิจิทัล ซึ่งขณะนี้โครงข่ายสัญญาณได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 95% แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัลจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการรับชมโทรทัศน์ของผู้ชม ซึ่งที่ผ่านมา อสมท ได้ส่งสัญญาณออกอากาศในระบบดิจิทัลความคมชัดสูงมาระยะหนึ่งแล้ว จึงพร้อมดำเนินการตามแผนยุติโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ของ กสทช. และแพร่ภาพผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว ในขณะที่บางสถานีโทรทัศน์ได้เริ่มทยอยยุติการออกอากาศระบบแอนะล็อกแล้ว”

โดย อสมท มีแผนยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อก ด้วยการจะยุติการส่งสัญญาณผ่านสถานีเครือข่าย 36 สถานีทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 73 จังหวัด แบ่งออกเป็น 2 เฟส

เฟสที่ 1 จำนวน 13 สถานี ภายใน เดือนเมษายน 2561 ที่สถานีจังหวัดสระแก้ว,สกลนคร, เพชรบูรณ์,น่าน, มุกดาหาร, ตาก, ชุมพร, เลย ระนอง, สตูล แม่ฮ่องสอน, อ. แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

เฟสที่ 2 จำนวน 23 สถานี ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ที่สถานีจังหวัดกรุงเทพฯ,นครราชสีมา,สงขลา,เชียงใหม่,อุบลราชธานี, ระยอง, สิงห์บุรี, สุราษฎร์ธานี, ยะลา สุโขทัย,นครสวรรค์, ตรัง, ขอนแก่น,ตราด ภูเก็ต อุดรธานี, ลำปาง, แพร่, เชียงราย,ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช โดยถือเป็นการยุติเพื่ออนาคต และมุ่งให้ประชาชนรับชมทีวีที่มีความคมชัดสูงและเนื้อหาหลากหลาย ตอบโจทย์ผู้ชมมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาการรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หากผู้ชมประสบปัญหาด้านสัญญาณการรับชม

สามารถสอบถามแนวทางแก้ไขปัญหาและวิธีที่ถูกต้องในการรับชมทีวีดิจิทัล ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ได้ที่ Call Center หมายเลข 0 2251 7256 ตลอด24 ชม ทั้งนี้ ผลพลอยได้ที่ตามมาจากการยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อก คือจะช่วยลดค่ากระแสไฟฟ้าของสถานีเป็นเงินประมาณ 24 ล้านบาท/ปี ขณะเดียวกัน อสมท ยังมีอุปกรณ์การออกอากาศต่างๆที่ยังคงต้องดูแลรักษา ส่วนบุคลากรด้านการออกอากาศก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิมแต่จะมีการฝึกอบรมเพื่อต่อยอดการให้บริการด้านวิศวกรรมต่อในอนาคต”

นอกจากนี้ นายเขมทัตต์ ได้กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะทำหนังสือถึงบริษัท บีอีซี เวิลด์จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาสัมปทานกับ อสมท เพื่อขอความร่วมมือยุติการออกอากาศทีวีแอนะล็อกภายในเดือน กรกฎาคม 61 ก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในเดือน มีนาคม 63 ว่า

“อสมท ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและคู่สัญญาสัมปทานกับช่อง 3 จะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทาง ในเรื่องดังกล่าว อย่างไร ก็ตาม อสมท ยังไม่ได้รับแจ้งจาก กสทช ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ. อสมท เพื่อพิจารณา หลังจากนั้น อสมท จะรายงานให้ กสทช. ทราบต่อไป ”

ความหวังใหม่ ไทยแลนด์ 4.0 สร้างคน เพื่อสร้างนวัตกรรม สถาบันวิทยาการนวัตกรรม 0 18253

สนช. เปิดตัว “สถาบันวิทยาการนวัตกรรม” NIA Academy เพื่อขานรับการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และธุรกิจ ได้พร้อมใจกันขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ด้วยการจัดตั้ง“สถาบันวิทยาการนวัตกรรม” เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจ ผู้บริหาร ภาครัฐ เอกชน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจได้เรียนรู้การยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมสู่ความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการเปิดแถลงข่าวการเปิดตัวสถาบันฯ และลงนามในความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปในวันนี้ (16 มีนาคม 2561) ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งมาพร้อมพันธกิจในการพัฒนานวัตกรรมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมโดยรวมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “องค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าที่ยั่งยืน” ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ของชาติ

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เผยว่า ทางสถาบันฯ ได้รวบรวมหลักสูตรการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนศึกษาแนวโน้มในอนาคต วิธีการนำเสนอใหม่ๆ รวมไปถึงการนำเอากรณีศึกษาของคนไทยมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมยังช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจและความเข้าใจที่ถูกต้องในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เชื่อว่า การเปิดสถาบันฯ อย่างเป็นทางการในระยะเวลา 5 ปี จะสามารถรวบรวมวิทยาการได้เป็นจำนวนมาก และจะมีผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมหรือเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจำนวน 2-3 หมื่นคนต่อปี เนื่องจากประเทศไทยในขณะนี้ถือว่ามีการตื่นตัวและโดดเด่นเรื่องนวัตกรรมไม่ต่างจากนานาชาติ ขาดเพียงการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์และการต่อยอดจากระดับประเทศไปสู่สากลเท่านั้น

สถาบันวิทยาการนวัตกรรม จัดตั้งขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการ กลุ่มธุรกิจ ผู้บริหาร ภาครัฐ-เอกชน นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจได้เรียนรู้การยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมสู่ความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้ความร่วมมือของ สนช. ซึ่งสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ด้านวัตกรรมให้กับองค์กร

เบื้องต้นได้แบ่งการเรียนรู้ของสถาบันออกเป็น 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
1. ผู้สนใจเทคโนโลยี นวัตกรรมกลุ่มเยาวชน นักศึกษา เน้นสร้างการรับรู้ ความรู้สึกอยากเป็นนวัตกร (innovator)
2. กลุ่มผู้ที่อยากประกอบกิจการ และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีไปใช้สร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า
3. กลุ่มผู้ที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว และอยากนำองค์ความรู้มาเสริมพัฒนาโครงการหรือสินค้าให้เกิดความโดดเด่นแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในตลาด
4. กลุ่มภาครัฐ-เอกชน ที่ต้องการยกระดับองค์กร อยากให้องค์กรมีการเปลี่ยนแปลง โดยใช้นวัตกรรมเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคคล ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ
5. กลุ่มผู้นำ ผู้บริหารระดับสูง ทั้งที่เป็นนักลงทุน นักธุรกิจ ระดับ CEO รวมถึงผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารจัดการเมือง ที่เน้นการพัฒนายกระดับความสามารถด้านนวัตกรรม และ
6. กลุ่มผู้ขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม เช่น อุทยานนวัตกรรม หน่วยงานสนับสนุนการเงิน หน่วยงานกฎหมาย ซึ่งต้องเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมร่วมกัน

สำหรับประเทศไทยขณะนี้ ถือว่ามีการตื่นตัวเรื่องนวัตกรรมไม่ต่างจากนานาชาติ และไทยเอง มีความโดดเด่นด้านวัตกรรมงานบริการ ธุรกิจการค้าปลีก การท่องเที่ยว โรงแรม การแพทย์ แต่ในกลุ่มธุรกิจการผลิตไทยเป็นเพียงฐานการผลิต ยังไม่มีความชัดเจนในแง่นวัตกรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสพัฒนาและยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมได้จากเรียนรู้สม่ำเสมอ เห็นได้จาก 31 หลักสูตรนวัตกรรมที่รวบรวมในปีแรกๆ มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 12,217 คน จาก 1,626 บริษัท และ 700 สตาร์ทอัพ ส่งเสริมมูลค่าลงทุนราว 2,785 ล้านบาท เชื่อมั่นว่า การเปิดสถาบันฯ อย่างเป็นทางการในระยะเวลา 5 ปี จะรวบรวมวิทยาการได้กว่า 80 หลักสูตร/อบรม/โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ และส่งผลต่อยอดผู้เข้ารับการอบรมหรือเรียนรู้ต่อเนื่องจำนวน 2-3 หมื่นคนต่อปี

สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานใดที่สนใจ สามารถติดตามหลักสูตรการยกระดับความสามารถทางด้านนวัตกรรมผ่านทางเว็บไซต์ www.nia.or.th

ขอขอบคุณคลิปข่าวจาก NBT https://www.youtube.com/watch?v=ZRrKqoIjR6w