นอนท่าไหน ดีที่สุด และ ควรเลือกหมอนแบบไหน 0 7730

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนเรานั้นจะดีได้ ต้องได้รับการนอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงหรือมากกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ดีนั้น ยังต้องคำนึงถึงหมอนที่ใช้หนุนนอนอีกด้วย หมอนที่ว่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีได้อย่างไร และรับกับท่านอนของเราอย่างไรบ้าง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนอย่างไรให้ตรงกับท่านอนที่ถนัด เพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

นายแพทย์วุฒิวัธ กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวค้างไว้นาน ๆ การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ด้วยกันอยู่ 3 ท่านอน

ท่านอนหงาย:

ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน สามารถตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงก็ต้องไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (fetal position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ดังนั้น ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คออยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ถ้าให้แนะนำหมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอนหงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุด จึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพารา เพราะหมอนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

ท่านอนตะแคง:

แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านอนตะแคงนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำจึงควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

นอนคว่ำ:

จริงๆแล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็น

อันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงายหรือนอนตะแคงแทน

จะเห็นว่า เราควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัด และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คุณหมอยังแนะนำทิ้งท้ายว่าชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากทึ่สุด

เพราะหมอนสุขภาพที่จำหน่ายกันอยู่โดยทั่วไป มีหลากหลายรูปทรง หลากหลายขนาด ในส่วนนี้คุณเอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกหมอนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะอำนวยให้ท่านอนนั้นหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาก็จะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยมีการแบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท คือ

หมอนเมมโมรี่โฟม:

หมอนชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลังให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

หมอนยางพารา:

หมอนที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้า เพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบายตลอดคืน

หมอนใยสังเคราะห์:

ด้วยคุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคัตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

สถาบันอาศรมศิลป์ จับมือกองทุนสื่อฯ ส่งต่อความรู้สู่ครูหัวใจใหม่ 0 1015

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ เปิดให้ดาวน์โหลดชุดสื่อและหนังสือ “ครูปฐมวัยหัวใจใหม่” ที่ www.holisticteacher.net  นำเสนอ 3 องค์ความรู้ได้แก่ ครูนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer)  ครูนักสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) และครูผู้มองเห็นสภาวะการเรียนรู้ (Visible Learning)  เพื่อการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กอย่างเป็น
องค์รวม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

อาจารย์สืบศักดิ์   น้อยดัด อาจารย์ประจำสาขาวิชาทางศึกษาศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์  กล่าวว่าสื่อชุดนี้ได้ถอดจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของทีมครูอนุบาลรุ่งอรุณ ที่มีเป้าหมายของการจัดการศึกษามุ่งพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม ทั้งทางด้านจิตใจ (Heart) พฤติกรรม (Hand) และสติปัญญา (Head) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ทางการศึกษาปฐมวัย โดยเฉพาะการมีสายตามองเห็นคุณค่าศักยภาพและความแตกต่างแต่ละบุคคล นำพาตนเองเข้าไปเป็นหุ้นส่วนของการจัดการเรียนรู้ของเด็ก เข้าใจธรรมชาติ และการปรับตัว 4 มิติ คือ กาย ใจ ทักษะการเรียนรู้ และทักษะความเป็นมนุษย์ อ่านโลกให้ออก อ่านตนเองให้เป็น สามารถพัฒนาคุณค่าภายในตนอย่างมีสติสัมปชัญญะ เท่าทันต่อความรู้สึกนึกคิด เท่าทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมทำหน้าที่ “แม่ครู” ผู้ให้ความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น และความเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของศิษย์ ด้วยการบูรณาการความรู้สู่ชีวิต เตรียมความพร้อมและปูพื้นฐานทักษะชีวิตที่จำเป็นให้แก่ศิษย์ และเป็นผู้ที่ สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมไทย

ชุดสื่อ “ครูปฐมวัยหัวใจใหม่” ประกอบด้วย วิดีโอและหนังสือ ที่นำเสนอ 3 องค์ความรู้ ได้แก่ ครูนักสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) บอกเล่าถึงความสำคัญ ทำไมครูต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้? ดีกับเด็กอย่างไร? แล้วดีกับครูอย่างไร? สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ช่วยหล่อหลอมพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กได้? พร้อมแนะ How to การสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ทั้งพื้นที่ในวิถีกิจวัตร พื้นที่ในห้องเรียน และพื้นที่นอกห้องเรียน ครูนักออกแบบการเรียนรู้ (Teacher as a Learning Designer) เปรียบเทียบให้เห็นว่า การที่ครูออกแบบหรือไม่ออกแบบการเรียนรู้นั้น ส่งผลกับครูและเด็กอย่างไร การเรียนรู้แบบไหนที่โดนใจเด็ก แล้วทำอย่างไรครูจึงจะออกแบบการเรียนรู้ที่โดนใจเด็กได้ และ เมื่อครูมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก (Visible Learning) เด็กปฐมวัยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าครูมีสายตามองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็กที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น แล้วพาเขาขยายการเรียนรู้จากเรื่องที่เขากำลังสนใจจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กผลิบานอย่างน่ามหัศจรรย์ และทำอย่างไรครูจึงจะมองเห็น Visible Learning ของเด็ก

“สถาบันอาศรมศิลป์ ยินดีที่จะส่งต่อความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวม นอกจากการพัฒนาชุดสื่อเพื่อเผยแพร่แล้ว ยังอยู่ระหว่างการเตรียมหลักสูตรระยะสั้นสำหรับการฝึกอบรมให้กับโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สนใจ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูและผู้ดูแลเด็กเล็กที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21” อาจารย์สืบศักดิ์ กล่าวสรุป

ครูปฐมวัย และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยที่สนใจการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถศึกษาข้อมูลและดาวน์โหลดชุดสื่อครูปฐมวัยหัวใจใหม่ ได้ที่  www.holisticteacher.net  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถสอบถามรายละเอียดการอบรมได้โดยตรงที่สาขาวิชาทางศึกษาศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์ โทร. 02 490 4748-54 

สำนักงาน กปร. ชวนเขียนโครงการชิงเงินรางวัล 2 แสนเตรียมค่าย RDPB Camp รุ่น 11 0 1085

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จัดโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) รุ่นที่ 11 ด้วยการเชิญชวนน้องๆ ระดับอุดมศึกษาล่องใต้ร่วมเรียนรู้ สืบสาน ปณิธานของพ่อ โดยเริ่มต้นด้วยการเชิญชวนส่งผลงานเขียนโครงการภายใต้หัวข้อ “จัดการน้ำ รักษาป่า พัฒนาอาชีพสู่ความพอเพียง” ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ชิงถ้วยรางวัลองคมนตรี และทุนการศึกษามูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 200,000 บาท โดยสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สิ้นสุดการส่งผลงานในวันที่ 15 มีนาคม 2564

หลักการที่ กปร. จัดโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) รุ่นที่ 11 เพื่อเป็นการขยายผลการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ พระราชกรณียกิจการพัฒนาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่ปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช แก่เยาวชนจากสถาบันการศึกษา ซึ่งจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติเป็นการได้รับความรู้เชิงบูรณาการผสมผสานกับการเรียนรู้จากพื้นที่จริง ทำให้การถ่ายทอดการเรียนรู้อย่างถูกต้อง อีกทั้งจะเป็นการจุดประกายความคิดที่จะสามารถนำผลสำเร็จของโครงการฯ ไปประยุกต์ปฏิบัติได้จริงทั้งต่อการศึกษา และการดำรงชีวิตให้เกิดความมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์ที่ กปร. ตั้งไว้นั้น

1.เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริการพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดไปสู่เยาวชน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ

2.เพื่อให้เยาวชนได้รับความรู้ในมุมมองใหม่ หรือการสร้างนวัตกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้นในมุมมองหรือบริบทของตนเอง

3.เพื่อให้เยาวชนเป็นเครือข่ายในการเผยแพร่และสืบสาน รักษา ต่อยอดขยายผลแนวพระราชดำริได้อย่างกว้างขวางและถูกต้องยิ่งขึ้น

4.เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของเยาวชนที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ RDPB Camp ของสำนักงานฯ ในรุ่นที่ผ่านมา

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) รุ่นที่ 11 สามารถส่งผลงานเขียนโครงการภายใต้หัวข้อ “จัดการน้ำ รักษาป่า พัฒนาอาชีพสู่ความพอเพียง” ไปได้ที่ E-mail : rdpbcamp11@gmail.com หรือดูรายละเอียดที่ http://www.rdpb.go.th 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสราวุฒิ เศรษฐโกมล โทร 089-684-1333 / คุณวาสนา ก้อนเพชร โทร 064-130-8999 / คุณประทีป ศรีคำ โทร 092-854-5298