นอนท่าไหน ดีที่สุด และ ควรเลือกหมอนแบบไหน 0 5190

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนเรานั้นจะดีได้ ต้องได้รับการนอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงหรือมากกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ดีนั้น ยังต้องคำนึงถึงหมอนที่ใช้หนุนนอนอีกด้วย หมอนที่ว่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีได้อย่างไร และรับกับท่านอนของเราอย่างไรบ้าง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนอย่างไรให้ตรงกับท่านอนที่ถนัด เพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

นายแพทย์วุฒิวัธ กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวค้างไว้นาน ๆ การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ด้วยกันอยู่ 3 ท่านอน

ท่านอนหงาย:

ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน สามารถตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงก็ต้องไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (fetal position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ดังนั้น ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คออยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ถ้าให้แนะนำหมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอนหงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุด จึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพารา เพราะหมอนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

ท่านอนตะแคง:

แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านอนตะแคงนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำจึงควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

นอนคว่ำ:

จริงๆแล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็น

อันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงายหรือนอนตะแคงแทน

จะเห็นว่า เราควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัด และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คุณหมอยังแนะนำทิ้งท้ายว่าชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากทึ่สุด

เพราะหมอนสุขภาพที่จำหน่ายกันอยู่โดยทั่วไป มีหลากหลายรูปทรง หลากหลายขนาด ในส่วนนี้คุณเอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกหมอนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะอำนวยให้ท่านอนนั้นหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาก็จะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยมีการแบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท คือ

หมอนเมมโมรี่โฟม:

หมอนชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลังให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

หมอนยางพารา:

หมอนที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้า เพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบายตลอดคืน

หมอนใยสังเคราะห์:

ด้วยคุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคัตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

นักวิชาการอ้อย เตือนรัฐ ระวังอุตสาหกรรมอ้อยทรุดหนัก มิถุนายนนี้ 0 1665

ภัยแล้ง และโควิด-19 พ่นพิษอุตสาหกรรมอ้อย หวั่นรัฐซ้ำเติม มิถุนายนนี้ แบนพาราควอต คาดเบื้องต้นสูญหาย 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่รวม 3 แสนล้านบาท สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เตือนรัฐบาลไตร่ตรองให้รอบคอบ กังวลอุตสาหกรรมอ้อยเสียหายเกินคาด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มก่อความเสียหายให้กับผลผลิตอ้อยมากที่สุด คาดว่าในกรณีร้ายแรงที่สุด ปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาล อาจลดลงมากถึง 25 ล้านตัน หรือคิดเป็น 27% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบโดยรวม ส่งผลให้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาล เหลือประมาณ 75 ล้านตัน หดตัวตัว 43% จากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากภัยแล้ง ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลจะทยอยปิดหีบตั้งแต่เดือนมีนาคม เร็วกว่าปกติ ซึ่งจะปิดหีบในช่วงเดือนเมษายน โดยหากภัยแล้งลากยาวไปถึงเดือนมิถุนายน โรงงานน้ำตาลอาจเผชิญความเสี่ยงในการขาดแคลนอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตต่อไปอีกด้วย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย หรือ สนอท. เปิดผลการศึกษาล่าสุดในรายงานประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหากยกเลิกการใช้สารพาราควอตต่อภาคการเกษตรอุตสาหกรรมและการส่งออกของประเทศไทย พ.ศ.​2563 พบว่า ปัจจัยการผลิตสำคัญที่กว่า 80 ประเทศทั่วโลกใช้เพื่อกำจัดวัชพืช นั่นคือ พาราควอต โดยเฉพาะออสเตรเลีย บราซิล และอินเดีย ใช้เพื่อลดจำนวนวัชพืช ซึ่งจะแย่งน้ำและธาตุอาหารของพืชหลัก เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูพืชและโรคพืช จำกัดจำนวนของอ้อยตอที่งอกใหม่จากอ้อยต้นเดิม และรบกวนการหีบอ้อย ทั้งนี้ การผลิตอ้อย จำเป็นต้องใช้พาราควอตในการควบคุมวัชพืชในระยะแตกกอหรือในช่วง 30-170 วันหลังปลูก และระยะอ้อยย่างปล้องเป็นจุดวิกฤตที่สุด หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ จะทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 20-50 ส่งผลปริมาณอ้อยเหลือ 67-108 ล้านตัน จากเดิม 134.8 ล้านตัน กระทบเกษตรกรสูญรายได้รวม 5.8 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญ หากมีฝนตกชุก วัชพืชจะเติบโตเร็วและมาก ไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลเข้าไปจัดการในแปลงได้ และไม่มีสารเคมีเกษตรชนิดอื่นทดแทนได้นอกจากพาราควอต

อีกทั้ง ในปีนี้ ต้นทุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย สูงถึง 1,200-1,300 บาทต่อไร่ ต่างจากฤดูปกติ อยู่ที่ 1,110 บาทต่อไร่ ขณะที่ค่าอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 750 บาทต่อไร่ ทำให้ภาครัฐต้องหันมาพิจารณาช่วยเหลือในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต อันเป็นแนวทางเดียวที่รัฐจะช่วยได้โดยไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ

ดังนั้น จะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรชาวไร่อ้อยจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วจากผลกระทบภัยแล้ง และรายได้จากการส่งออกที่ลดลงจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 หากมีการยกเลิกใช้พาราควอต ในเบื้องต้น สนอท. คาดการณ์ผลผลิตอ้อยลดลงทันทีครึ่งหนึ่ง ร้อยละ 50 คิดมูลค่าเสียหายสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท และกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีก 1.5 แสนล้านบาท รวมสูญเสีย 3 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การพิจารณาเลือกวิธีการและสารทดแทนพาราควอตนั้น ควรดำเนินการอย่างรอบด้านและรัดกุม ได้แก่ ประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช ประหยัดเวลา ราคา ค้นทุน ปลอดภัยต่อพืชเศรษฐกิจ (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล) รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค โดยศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์แล้วพบว่าสารเคมีเกษตรที่อยู่ในข้อเสนอทดแทนนั้น ไม่มีสารทดแทนใดมีประสิทธิภาพ ราคา และสามารถใช้ได้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทั้ง 6 ชนิด สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้

“ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลในหลายด้าน ทั้งปัญหาใหม่ เช่น ไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อการส่งออกสินค้า ผลผลิตส่งออกไม่ได้ ปัญหาเก่า ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม หนี้สินเกษตรกร ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร ปัญหาแรงงานเกษตรที่หายากและราคาแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ทันจะแก้ไข กลับจะซ้ำเติมให้เลวร้ายยิ่งขึ้นให้กับภาคอุตสาหกรรมอ้อยด้วยการแบนพาราควอต จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง อย่าเพิ่งยกเลิกใช้พาราควอตในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เพราะอาจส่งผลกระทบเสียหายเกินคาด อย่าลืมว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกเป็นหลักกว่า 11 ล้านตันต่อปี สาเหตุสำคัญที่ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยต้นทุนอ้อยของไทยต่ำกว่า ดังนั้น มาตรการจำกัดการใช้ จึงเป็นทางสายกลาง เป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

นักวิชาการไทย เผยโลกเข้าสู่วิกฤตอาหาร ย้ำไทยคือผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อสร้างอาหารมั่นคง 0 1897

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ชี้ข้อมูลวิกฤตอาหารขาดแคลนทั่วโลกและไทย ร้องรัฐบาลควรสนับสนุนเกษตรกร สนับสนุนผู้ผลิตอาหาร หยุดซ้ำเติมจากปัญหาภัยแล้ง โควิด-19 และการออกกฏระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อภาคเกษตรกรรมและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน

รายงาน The State of Food Security and Nutrition in the World ฉบับล่าสุดปี 2019 ของ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) กับสถาบันระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง พบว่า ประชากรโลกกว่า 820 ล้านรายอยู่ในภาวะหิวโหย ขาดสารอาหาร เป็นผลจากความขัดแย้งไร้เสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลกระทบต่อการเพาะปลูก กระทบต่อการกระจายอาหาร ภาวะโภชนาการของผู้คนจำนวนมาก สำหรับประเทศไทย มีจำนวนมากถึง 6.5 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 ของประชากรไทย โดยขาดแคลนอาหารมากถึง 5.4 ล้านราย และขาดสารอาหารอีก 1.1 ล้านราย จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 66.5 ล้านราย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและท้าทายความสามารถของภาครัฐเพื่อความอยู่รอดของประชากรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเป็นผลจากวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการลดความสำคัญของการผลิตพืชอาหาร ทำให้ราคาพืชอาหารสูงขึ้น อีกทั้งยังมาเจอกับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด-19 จนทำให้ประชากรที่รายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้

ดังนั้น ทั่วโลกจึงได้แสวงหาแนวทางการพัฒนาเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพื่อประสิทธิผลการผลิต ได้แก่ การชลประทาน การใช้พืชพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง การใช้เครื่องจักรกล และการใช้ปัจจัยการผลิต มาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ในปริมาณมากพอต่อการบริโภค สำหรับปัจจัยการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน คือ สารเคมีเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยา สารช่วยปกป้องผลผลิต สาช่วยการเจริญเติบโต ช่วยทนต่อสภาพแล้ง หรือน้ำท่วม ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งสิ้น

สำหรับการผลิตพืชผลการเกษตรในประเทศไทย ในระดับการผลิตแบบอุตสาหกรรมยังต้องมีการใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ แต่ดูเหมือนล่าสุดทางภาครัฐก็ยังเดินหน้าในการแบนสารเคมี สมาคมฯ ได้ออกมาให้ความเห็นหลายครั้งเรื่องการที่ภาครัฐจะยกเลิกการใช้สารพาราควอต ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสียหายและเพิ่มผลผลิตให้แก่ภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก อีกทั้งยังจำเป็นในสภาวะที่ต้องหาปัจจัยการผลิตมาลดต้นทุนเกษตรกร จากข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้ อีกทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (US EPA : United States Environmental Protection Agency) และนักวิทยาศาสตร์องค์กรอิสระหลายแห่ง ได้ศึกษาเกี่ยวกับพาราควอตมานานกว่า 4 ทศวรรษ พบว่า ไม่มีความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อตกลงสู่ดินจะถูกดินยึดจับไว้แน่น ไม่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ที่สำคัญมีรายงานฉบับใหม่ล่าสุดของ US EPA ที่เพิ่งสรุปออกมา ระบุว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน ไม่มีความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ และระบบการสืบพันธุ์

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังหาแนวทางสร้างความมั่นคงต่ออาหาร ด้วยการนำปัจจัยการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุด การยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต นับเป็นความเสี่ยงสูงของไทย ที่จะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายหลายด้านต่อภาคเกษตรอุตสาหกรรม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรไทยกำลังเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง หนี้สินเกษตรกร และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อภาคการผลิต การบริโภคในประเทศ การส่งออก และรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาแรงงานภาคการเกษตร หายากและค่าแรงสูง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลได้ โดยกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหากเลิกใช้พาราควอต ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

“สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ได้มีการศึกษาและทำการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม ประมาณการณ์ผลผลิตในพืชเศรษฐกิจอาจสูญหายสูง 97 ล้านตัน ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปเป็นมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ส่งออกกระทบโดยตรง 41.46 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกระทบส่งออกตรงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาภาคเกษตรอุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอมีความมั่นคงต่อการบริโภคของประชากรในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นำรายได้เข้าสู่ประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลหันมาช่วยเหลือและสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และปกป้องสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทยด้วย เพราะอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง อาทิ อเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนาดา และญี่ปุ่น ยังใช้ พาราควอต เหมือนเกษตรกรไทย อย่าซ้ำเติมด้วยการทำลายโอกาสการแข่งขันในการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อนำรายได้เข้าประเทศเลย เพราะตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ไทยถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.8 พันล้านบาท เราสูญเสียมากแล้ว” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป