นอนท่าไหน ดีที่สุด และ ควรเลือกหมอนแบบไหน 0 5728

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนเรานั้นจะดีได้ ต้องได้รับการนอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงหรือมากกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ดีนั้น ยังต้องคำนึงถึงหมอนที่ใช้หนุนนอนอีกด้วย หมอนที่ว่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีได้อย่างไร และรับกับท่านอนของเราอย่างไรบ้าง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนอย่างไรให้ตรงกับท่านอนที่ถนัด เพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

นายแพทย์วุฒิวัธ กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวค้างไว้นาน ๆ การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ด้วยกันอยู่ 3 ท่านอน

ท่านอนหงาย:

ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน สามารถตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงก็ต้องไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (fetal position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ดังนั้น ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คออยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ถ้าให้แนะนำหมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอนหงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุด จึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพารา เพราะหมอนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

ท่านอนตะแคง:

แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านอนตะแคงนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำจึงควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

นอนคว่ำ:

จริงๆแล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็น

อันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงายหรือนอนตะแคงแทน

จะเห็นว่า เราควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัด และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คุณหมอยังแนะนำทิ้งท้ายว่าชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากทึ่สุด

เพราะหมอนสุขภาพที่จำหน่ายกันอยู่โดยทั่วไป มีหลากหลายรูปทรง หลากหลายขนาด ในส่วนนี้คุณเอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกหมอนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะอำนวยให้ท่านอนนั้นหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาก็จะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยมีการแบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท คือ

หมอนเมมโมรี่โฟม:

หมอนชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลังให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

หมอนยางพารา:

หมอนที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้า เพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบายตลอดคืน

หมอนใยสังเคราะห์:

ด้วยคุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคัตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) คว้า 2 มาตรฐานด้านการออกแบบ 0 1305

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรองรับมาตรฐานด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับ TIA-942 Certification Rated-3 และ Uptime Institute Tier III Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากองค์กร The Telecommunications Industry Association (TIA) และ Uptime Institute ตามลำดับ ทั้งนี้ มาตรฐาน TIA-942 ให้การรับรองครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคม และการดำเนินงานสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดดาวน์ไทม์ อาทิ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้ง โครงสร้างสถาปัตยกรรม โครงสร้างพื้นฐานของตัวอาคาร ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบความปลอดภัยทางกายภาพ เป็นต้น สำหรับมาตรฐานการรับรองของ Uptime Institute ในระดับ Tier III เป็นการประเมินและรับรองดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์

ความสำเร็จในการได้รับมาตรฐานระดับโลกทั้งสองนี้ เป็นการรับรองว่าดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสระดับไฮเปอร์สเกลที่มีระบบเชื่อมต่ออย่างเป็นกลางแห่งแรกในกรุงเทพฯ ของเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้ชื่อโครงการ STT Bangkok 1 แห่งนี้ จะสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเสี่ยงของระบบในระดับน้อยที่สุด ทำให้ไม่ส่งผลรบกวนใดๆต่อการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ การได้รับมาตรฐานด้านความเป็นเลิศในการดำเนินงานและด้านระบบที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้จะดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรในระดับสากลที่ต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความปลอดภัย และสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ทันที

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจากทั้งสองมาตรฐานนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เรายังเห็นดีมานด์ในระดับประเทศและภูมิภาคที่ต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นในการให้บริการ และรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านดิจิทัลตามนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 และ การปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ในฐานะผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นในการดำเนินงานที่เป็นเลิศและทุ่มเทในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ตลอดจนสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าของเรา”

เฟสแรกของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 30,000 ตารางเมตร ด้วยขีดความสามารถในการให้บริการ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในต้นปี 2564 โดยหลังจากที่แคมปัสแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 60,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งขีดความสามารถในการให้บริการที่สูงขึ้นรวมเป็น 40 เมกะวัตต์ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หัวหมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถรับรองการให้บริการเชื่อมต่อที่เป็นกลางสำหรับทุกองค์กร พร้อมทั้งการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานบนแพลทฟอร์มของลูกค้า

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากสิงคโปร์ โดยเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้าพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ขนาด 75,000 ตารางเมตร (15 ไร่) เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งนี้จะมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และมีมาตรฐานระดับโลก ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2564

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู sttelemediagdc.co.th

เกี่ยวกับ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ FPT มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ปัจจุบัน FPT เป็นหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GOLD” ด้วยจำนวนหุ้นรวมทั้งสิ้นร้อยละ 94.5 ทำให้ FPT เป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) และ พาณิชยกรรม และโรงแรม (Commercial and Hospitality) นอกจากนี้ FPT ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT (ซึ่งปัจจุบันเป็นกองทรัสต์ฯ อุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) และภายหลังจากการควบรวมกิจการของ GOLD  เข้าในกลุ่ม FPT แล้ว บริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม GVREIT ทั้งนี้ FPT, GOLD, FTREIT และ GVREIT เป็นบริษัทและกองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู www.frasersproperty.co.th

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (เอสทีที จีดีซี)

บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือ เอสทีที จีดีซี (ST Telemedia Global Data Centres – STT GDC) คือผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รวมกว่า 80 แห่งในประเทศต่างๆ ที่เป็นตลาดสำคัญทางธุรกิจ เช่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย ไทย และสหราชอาณาจักร เป็นต้น เอสทีที จีดีซี ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมนี้ มีโซลูชั่นด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบและสามารถต่อขยายได้, การเชื่อมต่อ, รวมถึงบริการสนับสนุนต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการเก็บข้อมูลของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู www.sttelemediagdc.com

UN Global Compact Virtual Leaders Summit 2020 0 1872

จัดหนัก จัดเต็ม กับเวทีสัมมนาความยั่งยืนระดับโลก “UN Global Compact Virtual Leaders Summit 2020” ที่ระดมทัพผู้นำด้านความยั่งยืนทั่วโลกกว่า 1,000 คน มาร่วมขับเคลื่อน SDGs ไปด้วยกัน งานนี้ สมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพโชว์ทีเด็ดในเวที Global Town Hall หัวข้อ “Build Back Better, Business Resilience: What we decide now will shape our future and destiny” จากผู้นำด้านความยั่งยืนขององค์กรไทยถึงโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมหลังเผชิญ COVID-19 อาทิ

  • ยาช โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านรีไซเคิล จากอินโดรามา เวนเจอร์ส,
  • โฮ เรน ฮวา ซีอีโอแห่งไทยวา,
  • เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกรบิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป,
  • สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอแห่งบ้านปู,
  • ดร. แดเรียน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมกิจการองค์กรและความยั่งยืน ไทยยูเนี่ยน
  • ดำเนินรายการ โดย ดร. สิรยา คงสมพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส SEAC

พร้อมกับผู้นำองค์กรสมาชิกอีกมากมายที่มาร่วมฟัง virtual leaders summit ดีเดย์วันที่ 16 มิถุนายน เวลา 10.00-11.30 น. งานดีงามอย่างนี้ ห้ามพลาด!

ฟอรั่มออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่แบบ non-stop ตลอด 48 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน นี้ …. แว่วว่า ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังมากกว่า 12,000 คน จาก 193 ประเทศ รวมถึงตัวแทนจาก UN Agencies กว่า 21 องค์กรทั่วโลกแล้ว …

หากคุณเป็นองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืน หรือต้องการมุ่งสู่แนวทางด้านความยั่งยืน คุณต้องมา… สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.globalcompact-th.com/

เกี่ยวกับ GCNT

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ( Global Compact Network Thailand: GCNT) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 51 บริษัท โดย GCNT ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุม,การดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย โทร. +66 89 0302411, +66 92 2709111 info@globalcompact-th.com