นอนท่าไหน ดีที่สุด และ ควรเลือกหมอนแบบไหน 0 2526

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนเรานั้นจะดีได้ ต้องได้รับการนอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงหรือมากกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ดีนั้น ยังต้องคำนึงถึงหมอนที่ใช้หนุนนอนอีกด้วย หมอนที่ว่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีได้อย่างไร และรับกับท่านอนของเราอย่างไรบ้าง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนอย่างไรให้ตรงกับท่านอนที่ถนัด เพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

นายแพทย์วุฒิวัธ กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวค้างไว้นาน ๆ การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ด้วยกันอยู่ 3 ท่านอน

ท่านอนหงาย:

ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน สามารถตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงก็ต้องไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (fetal position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ดังนั้น ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คออยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ถ้าให้แนะนำหมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอนหงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุด จึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพารา เพราะหมอนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

ท่านอนตะแคง:

แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านอนตะแคงนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำจึงควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

นอนคว่ำ:

จริงๆแล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็น

อันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงายหรือนอนตะแคงแทน

จะเห็นว่า เราควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัด และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คุณหมอยังแนะนำทิ้งท้ายว่าชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือน เพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากทึ่สุด

เพราะหมอนสุขภาพที่จำหน่ายกันอยู่โดยทั่วไป มีหลากหลายรูปทรง หลากหลายขนาด ในส่วนนี้คุณเอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย กรรมการ บริษัท ทีแอลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกหมอนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะอำนวยให้ท่านอนนั้นหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุด ตื่นเช้ามาก็จะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยมีการแบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท คือ

หมอนเมมโมรี่โฟม:

หมอนชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลังให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

หมอนยางพารา:

หมอนที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้า เพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบายตลอดคืน

หมอนใยสังเคราะห์:

ด้วยคุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคัตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกร ยื่นข้อเสนอ นโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้า ลดต้นทุนการผลิต 0 2462

ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตร จันทบุรี แนะนโยบายรัฐชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปาล์ม ปัจจุบัน โรงงานรับซื้อ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท แต่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.38 บาท เห็นได้ชัดว่า เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุน ในไทย เกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตเองได้ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด อยากให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าราคาเกษตร ไม่ใช่เปลี่ยนกลไกตลาดเพื่อกลุ่มทุน รวมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต การหาเทคโนโลยี วิธีการต่างๆ มาช่วยเกษตรกร ตัวอย่างที่ผ่านมาความไม่แน่นอนจากนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร เช่น พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หารลดปริมาณนำเข้าโดยไม่มองความเป็นจริง ทำให้ราคาสารเคมี 3 ตัวแพงขึ้นทันที  ทั้งๆ ที่กระทรวงฯ ควรดูแลเกษตรกร ต้องมองเห็นความจำเป็นสำหรับเกษตรกร ไม่เชื่อข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งๆ ที่ไม่มีผลต่อสุขภาพในเกษตรกรกลุ่มปาล์ม เพราะใช้มานานกว่า 40 ปี ควรเน้นการให้ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังไม่มีสารทดแทน รวมทั้ง สารเคมี กลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ใช้แทนนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลกระทบในระยะยา และราคาแพงกว่า 5 เท่า นับเป็นการทำร้ายเกษตรกรและผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม

ด้านสหกรณ์การเกษตรจังหวัดจันทบุรี นายอนุวัฒน์ อิ่มสมบูรณ์ เลขานุการ และเป็นผู้ปลูกทุเรียนส่งออก กล่าวเสริมว่า นโยบายเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ อยากให้เน้นเรื่องมาตรการส่งออก ภาษี และแรงงาน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องราคาสินค้าเกษตรในส่วนของผู้ผลิตทุเรียนได้ดีแล้ว แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายการใช้สารเคมีเกษตรกร กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิต ที่ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เนื่องจากกระแสข่าวการใช้สารเคมีเกษตร ทำให้เกิดการกักตุน ราคาสูงขึ้น สารเคมีผิดกฎหมายถูกนำเข้ามามากขึ้น แนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ควรเป็นการให้คำแนะนำเรื่องการใช้ มากกว่าการยกเลิกหรือลดการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย จึงอยากให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจกับกระบวนการผลิตของเกษตรในแต่ละพืชปลูกให้ดี ก่อนออกมาตรการดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”

นายทนงศักดิ์ ไทยจงรักษ์ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสรุปว่า สถานการณ์ปัญหาของกลุ่ม คือ การกีดกันทางภาษี และการค้าในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหาศัตรูพืชและภัยแล้งธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการเรื่องมาตรการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการวางแผนระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่ระบบชลประทานเข้าถึงได้ เพราะที่ดินมีราคาสูง จึงต้องเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้ง ศัตรูพืชที่มีอยู่ตลอดช่วงการเพาะปลูก ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเกษตรกรข้าวโพดหวานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตร GAP แล้ว ผลผลิตจึงอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ต้องกังวล ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช จึงเป็นต้นเหตุและมีปัญหาต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรเห็นด้วยกับภาครัฐที่ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการใช้อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต้องให้เวลาจัดการแบบค่อยค่อยไป ทำให้เกษตรกรยอมรับที่จะปรับตัว จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด

ซินเจนทา สนองมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร 0 2570

ซินเจนทา คิกออฟลงพื้นที่อบรมเกษตรกร พร้อมผนึกหน่วยงานต่างๆ วางแผนอบรมเกษตรกรร่วมกัน

นางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ หมอพืชและผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ซินเจนทา ประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากกรมวิชาการเกษตรได้จัดอบรมวิทยากร (ครู ข) หลักสูตร “การใช้วัตถุอันตราย 3 สาร ให้ถูกต้องและปลอดภัย” เพื่อให้ครู ข ลงพื้นที่อบรมเกษตรกรทั่วประเทศ 1.5 ล้านคนในการได้รับสิทธิ์ซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยบริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด บริษัทชั้นนำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร ได้ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้กับเกษตรกรมาโดยตลอด จึงได้นำพนักงานเกือบ 100 คน เข้ารับการอบรมการเป็นวิทยากรครู ข กระทั่งผ่านการอบรมเป็นวิทยากรได้สำเร็จ

วิทยากรของซินเจนทา ได้ลงพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ อบรมเกษตรกรตามาตรการจำกัดการใช้ สำหรับผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล ตลอดเดือนที่ผ่านมา มีเกษตรกรให้ความสนใจเข้ารวมแล้วกว่า 5,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับทราบข่าวสารมาบ้างแล้วว่าต่อไปจะต้องมีการขึ้นทะเบียน เข้ารับการอบรม และทดสอบ เพื่อได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ระยะแรกนี้จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รับทราบ และปฏิบัติได้ถูกต้อง โดยบริษัทฯ จะเร่งสร้างความเข้าใจและอบรมการใช้สารฯ ให้กับเกษตรกรในพืชอื่น ๆ เช่น อ้อย ยางพารา และปาล์มน้ำมันในลำดับต่อไป

นอกจากการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการจำกัดการใช้ฯ กับกลุ่มเกษตรกรแล้ว เนื่องจากปัจจุบันได้มีการระบาดของหนอนกระทู้ลายจุดข้าวโพด (Fall army worm) ในข้าวโพดอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย บริษัทจึงได้มีมาตรการเร่งด่วนลงให้ความรู้เรื่องการจัดการหนอนกระทู้ลายจุดข้าวโพด (Fall army worm) ให้กับเกษตรกร และร้านค้าผู้แทนจำหน่าย ในพื้นที่ ลพบุรี สุพรรณบุรี สระแก้ว นครราชสีมา เพื่อให้ร้านค้า และเกษตรกรมีความรู้ในการควบคุมโดยใช้วิธีการหลากหลายวิธี และถ้าหากต้องใช้สารเคมี ต้องมีการใช้อย่างถูกต้องไม่เกิดปัญหาความต้านทาน  

นางสาววัชรีภรณ์ กล่าวในตอนท้ายว่า หลังจากที่เกษตรกรได้รับการอบรมในครั้งนี้ไปแล้ว เชื่อว่าเกษตรกรจะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สารฯ ไปเข้ารับการสอบ เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการซื้อและสามารถใช้สารฯ ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้วางแผนลงพื้นที่อบรมเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยกระทรวงเกษตรฯ อบรมเกษตรกร จำนวน 150,000 คน โดยซินเจนทาจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กลุ่มโรงงานน้ำตาล สมาพันธ์ชาวสวนปาล์ม สมาคมชาวสวนยาง กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน กลุ่มผู้รับซื้อพืชอาหารสัตว์ เพื่อหารือและวางกรอบแนวทางร่วมกันในการอบรมเกษตรกร และเร็วๆนี้ ซินเจนทาจะได้นำเทคโนโลยีแบบดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อให้สามารถขยายขีดความสามารถในการอบรมเกษตรกรได้คราวละจำนวนมาก ซินเจนทาตระหนักถึงหน้าที่และจรรยาบรรณในการดูแลผลิตภัณฑ์ หรือ Product stewardship ด้วยความรับผิดชอบมาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี ตามที่เราได้ให้คำมั่นสัญญาต่อองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ

สำหรับเกษตรกรที่มีความประสงค์เข้ารับการสอบ สามารถสมัครเข้าสอบด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th  หรือผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ รวมทั้ง สามารถสแกน QR Code หรือไปที่ http://bit.ly/farmersafe เพื่อศึกษาการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง

เกี่ยวกับซินเจนทา

บริษัทซินเจนทาหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมีพนักงานซินเจนทากว่า 28,000 คนในประเทศต่าง ๆ ครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยมีพันธกิจ “นำศักยภาพของพืชสู่ชีวิต” (Bringing Plant Potential to Life) ภายใต้การคิดค้นวิจัยชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าให้สามารถเพิ่มผลผลิต ปกป้องสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.syngenta.co.th