FESPA เอเชีย กลับมาอีกครั้ง กุมภาพันธ์ปี 2018 0 539

เฟสป้า เอเชีย กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ กุมภาพันธ์ ปี 2018
งานสำคัญของอุตสาหกรรมการพิมพ์และป้ายแห่งภูมิภาค ผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 100 ราย แห่ร่วมงาน

สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า เตรียมจัดงาน เฟสป้า เอเชีย ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในปี พ.ศ. 2560 ผลักดันให้เป็นงานสำคัญแห่งภูมิภาคอาเซียนของผู้ประกอบการวงการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ระบบดิจิทัล การพิมพ์ผ้า และตลาดป้ายโฆษณา

เฟสป้า เอเชีย 2018 เป็นงานที่รวบรวมผู้ประกอบการวิชาชีพด้านการพิมพ์และป้ายโฆษณาระดับมืออาชีพ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่ม มาจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมล่าสุด เพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตในธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการอย่างครบวงจร โดยมีผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกมาร่วมแสดงงานมากกว่า 100 ราย อาทิ M&R, Siser, d.gen, Multicam, JK Group, Caldera, Fimor, Sensient and Hexis, ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในงาน World Wrap Masters

ตลาดอาเซียน ยังคงเป้าหมายหลักของ เฟสป้า ในการพัฒนาผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างมั่นคง เฟสป้า จึงได้มอบหมายให้ นางสาวฮันน่าห์ แปง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาเซียน คอยสนับสนุนและช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน เฟสป้า ก็ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานโฆษณาและการตลาดในแต่ละพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานดังกล่าวอีกด้วย

ความสำเร็จจากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 มีกลุ่มผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมชมงาน เฟสป้า เอเชีย มากกว่า 4,500 รายจาก 63 ประเทศทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการจากประเทศไทย สิงคโปร์ อินเดีย จีน และมาเลเซีย

ขณะเดียวกัน ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการระดับโลกรายใหม่เข้าร่วมแสดงสินค้าและนวัตกรรมล่าสุดจาก Stahls, Monti Antonio, Foilack, Chemica และอีกหลายราย ซึ่งแต่ละรายต่างตอบรับเข้าร่วมแสดงใน เฟสป้า เอเชีย 2018 เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งผลสำเร็จจากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการร้อยละ 60 ตอบรับเข้าร่วมจัดแสดงงานในปี 2018 อีกครั้ง

นางรอซ กัวโนรี ผู้อำนวยการ สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานปี 2017 จึงมีความมุ่งมั่นและยินดีที่จะสานต่อและผลักดันให้ เฟสป้า เอเชีย 2018 เป็นงานที่สร้างโอกาสและการเติบโตทางธุรกิจในกลุ่มผู้ประกอบการอันเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ ภายใต้การสนับสนุนจากสมาคมต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค นักธุรกิจที่สนใจสามารถมาแลกเปลี่ยนความรู้และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วโลกที่มาร่วมแสดงงาน โดยใช้สถานที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง”

เฟสป้า เอเชีย 2018 ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทย สมาคมส่งเสริมไทยธุรกิจโฆษณา สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

รวมทั้ง ยังได้รับการสนับสนุนในระดับภูมิภาคอาเซียนจากกลุ่มสมาคมชั้นนำในหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ซึ่งมีสมาชิกรวมมากกว่า 2,000 ราย

นอกจากนี้ ภายในงาน เฟสป้า เอเชีย 2018 จัดให้มีการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการพิมพ์บนผ้า การประชุมระดับนานาชาติ The Wrap Master Asia รวมทั้งยังได้วิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์ในการสัมมนาอีกหลายหัวข้อ พิเศษสุด สำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมงานจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาประเทศไทย จะได้รับส่วนลดตั๋วเครื่องบินจากสายการบินไทย สามารติดตามสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติม ได้ที่ www.fespa-asia.com

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ เฟสป้า เอเชีย 2018 ได้ที่ www.fespa-asia.com และสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใช้รหัส ASAM801

**********************
เกี่ยวกับเฟสป้า
ก่อตั้งขึ้นในปี 1962 เฟสป้า เป็นสมาพันธ์ระดับโลกที่มีสมาชิกระดับสมาคมในกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ดิจิทัล และการพิมพ์บนวัสดุสิ่งทอ เฟสป้า มีเป้าหมายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการพิมพ์สกรีนและการพิมพ์ระบบดิจิทัล รวมทั้ง แบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิกทั่วโลกเกี่ยวกับการพิมพ์สกรีนและดิจิทัล เพื่อช่วยเหลือองค์กรสมาชิกให้สามารถสร้างธุรกิจจนเติบโต และเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

เป้าหมายการดำเนินงานของ เฟสป้า
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ เฟสป้า คือ กลุ่มอุตสาหกรรม เฟสป้า จึงได้ลงทุนกว่าล้านเหรียญยูโรในอุตสาหกรรมการพิมพ์โลกมานานกว่า 7 ปี เพื่อส่งเสริมการเติบโตของตลาด ข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ www.fespa.com

การวิจัยของ เฟสป้า
การวิจัยอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ เฟสป้า เป็นโครงการวิจัยระดับโลก เพื่อสร้างความเข้าใจในอุตสาหกรรมการพิมพ์หน้ากว้าง การพิมพ์สกรีน และการพิมพ์ระบบดิจิทัล เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุด การวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เป็นหลายภาษาและสามารถติดตามรายละเอียดออนไลน์ได้ที่ www.fespa.com/census

งานแสดงสินค้าของ เฟสป้า ที่กำลังจะเกิดขึ้น ประกอบด้วย
FESPA Mexico, 16-18 พฤศจิกายน 2017, ณ เซ็นโทร ซิติบานาเม็กซ์ เมืองเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก
FESPA Eurasia, 7-10 ธันวาคม 2017, ณ ซีเอ็นอาร์ เอ็กซโป เมืองอีสตันบูล ประเทศตุรกี
FESPA Asia, 22-24 กุมภาพันธ์ 2018, ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ประเทศไทย
FESPA Global Print Expo, 15-18 พฤษภาคม 2018, ณ เมสเซ่ เบอร์ลิน เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี
European Sign Expo, 15-18 พฤษภาคม 2018, ณ เมสเซ่ เบอร์ลิน เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี
FESPA Africa, 12-14 กันยายน 2018, ณ กาลลาจ์เฮอร์ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6691

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5442

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป