FESPA เอเชีย กลับมาอีกครั้ง กุมภาพันธ์ปี 2018 0 3258

เฟสป้า เอเชีย กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ กุมภาพันธ์ ปี 2018
งานสำคัญของอุตสาหกรรมการพิมพ์และป้ายแห่งภูมิภาค ผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 100 ราย แห่ร่วมงาน

สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า เตรียมจัดงาน เฟสป้า เอเชีย ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในปี พ.ศ. 2560 ผลักดันให้เป็นงานสำคัญแห่งภูมิภาคอาเซียนของผู้ประกอบการวงการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ระบบดิจิทัล การพิมพ์ผ้า และตลาดป้ายโฆษณา

เฟสป้า เอเชีย 2018 เป็นงานที่รวบรวมผู้ประกอบการวิชาชีพด้านการพิมพ์และป้ายโฆษณาระดับมืออาชีพ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่ม มาจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมล่าสุด เพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตในธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการอย่างครบวงจร โดยมีผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกมาร่วมแสดงงานมากกว่า 100 ราย อาทิ M&R, Siser, d.gen, Multicam, JK Group, Caldera, Fimor, Sensient and Hexis, ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในงาน World Wrap Masters

ตลาดอาเซียน ยังคงเป้าหมายหลักของ เฟสป้า ในการพัฒนาผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างมั่นคง เฟสป้า จึงได้มอบหมายให้ นางสาวฮันน่าห์ แปง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาเซียน คอยสนับสนุนและช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน เฟสป้า ก็ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานโฆษณาและการตลาดในแต่ละพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานดังกล่าวอีกด้วย

ความสำเร็จจากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 มีกลุ่มผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมชมงาน เฟสป้า เอเชีย มากกว่า 4,500 รายจาก 63 ประเทศทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการจากประเทศไทย สิงคโปร์ อินเดีย จีน และมาเลเซีย

ขณะเดียวกัน ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการระดับโลกรายใหม่เข้าร่วมแสดงสินค้าและนวัตกรรมล่าสุดจาก Stahls, Monti Antonio, Foilack, Chemica และอีกหลายราย ซึ่งแต่ละรายต่างตอบรับเข้าร่วมแสดงใน เฟสป้า เอเชีย 2018 เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งผลสำเร็จจากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการร้อยละ 60 ตอบรับเข้าร่วมจัดแสดงงานในปี 2018 อีกครั้ง

นางรอซ กัวโนรี ผู้อำนวยการ สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานปี 2017 จึงมีความมุ่งมั่นและยินดีที่จะสานต่อและผลักดันให้ เฟสป้า เอเชีย 2018 เป็นงานที่สร้างโอกาสและการเติบโตทางธุรกิจในกลุ่มผู้ประกอบการอันเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ ภายใต้การสนับสนุนจากสมาคมต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค นักธุรกิจที่สนใจสามารถมาแลกเปลี่ยนความรู้และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วโลกที่มาร่วมแสดงงาน โดยใช้สถานที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง”

เฟสป้า เอเชีย 2018 ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทย สมาคมส่งเสริมไทยธุรกิจโฆษณา สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

รวมทั้ง ยังได้รับการสนับสนุนในระดับภูมิภาคอาเซียนจากกลุ่มสมาคมชั้นนำในหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ซึ่งมีสมาชิกรวมมากกว่า 2,000 ราย

นอกจากนี้ ภายในงาน เฟสป้า เอเชีย 2018 จัดให้มีการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการพิมพ์บนผ้า การประชุมระดับนานาชาติ The Wrap Master Asia รวมทั้งยังได้วิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์ในการสัมมนาอีกหลายหัวข้อ พิเศษสุด สำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมงานจากต่างประเทศที่จะเดินทางมาประเทศไทย จะได้รับส่วนลดตั๋วเครื่องบินจากสายการบินไทย สามารติดตามสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติม ได้ที่ www.fespa-asia.com

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ เฟสป้า เอเชีย 2018 ได้ที่ www.fespa-asia.com และสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใช้รหัส ASAM801

**********************
เกี่ยวกับเฟสป้า
ก่อตั้งขึ้นในปี 1962 เฟสป้า เป็นสมาพันธ์ระดับโลกที่มีสมาชิกระดับสมาคมในกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ดิจิทัล และการพิมพ์บนวัสดุสิ่งทอ เฟสป้า มีเป้าหมายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการพิมพ์สกรีนและการพิมพ์ระบบดิจิทัล รวมทั้ง แบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิกทั่วโลกเกี่ยวกับการพิมพ์สกรีนและดิจิทัล เพื่อช่วยเหลือองค์กรสมาชิกให้สามารถสร้างธุรกิจจนเติบโต และเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

เป้าหมายการดำเนินงานของ เฟสป้า
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ เฟสป้า คือ กลุ่มอุตสาหกรรม เฟสป้า จึงได้ลงทุนกว่าล้านเหรียญยูโรในอุตสาหกรรมการพิมพ์โลกมานานกว่า 7 ปี เพื่อส่งเสริมการเติบโตของตลาด ข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ www.fespa.com

การวิจัยของ เฟสป้า
การวิจัยอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ เฟสป้า เป็นโครงการวิจัยระดับโลก เพื่อสร้างความเข้าใจในอุตสาหกรรมการพิมพ์หน้ากว้าง การพิมพ์สกรีน และการพิมพ์ระบบดิจิทัล เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุด การวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เป็นหลายภาษาและสามารถติดตามรายละเอียดออนไลน์ได้ที่ www.fespa.com/census

งานแสดงสินค้าของ เฟสป้า ที่กำลังจะเกิดขึ้น ประกอบด้วย
FESPA Mexico, 16-18 พฤศจิกายน 2017, ณ เซ็นโทร ซิติบานาเม็กซ์ เมืองเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก
FESPA Eurasia, 7-10 ธันวาคม 2017, ณ ซีเอ็นอาร์ เอ็กซโป เมืองอีสตันบูล ประเทศตุรกี
FESPA Asia, 22-24 กุมภาพันธ์ 2018, ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ประเทศไทย
FESPA Global Print Expo, 15-18 พฤษภาคม 2018, ณ เมสเซ่ เบอร์ลิน เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี
European Sign Expo, 15-18 พฤษภาคม 2018, ณ เมสเซ่ เบอร์ลิน เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี
FESPA Africa, 12-14 กันยายน 2018, ณ กาลลาจ์เฮอร์ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

UN Global Compact Virtual Leaders Summit 2020 0 2571

จัดหนัก จัดเต็ม กับเวทีสัมมนาความยั่งยืนระดับโลก “UN Global Compact Virtual Leaders Summit 2020” ที่ระดมทัพผู้นำด้านความยั่งยืนทั่วโลกกว่า 1,000 คน มาร่วมขับเคลื่อน SDGs ไปด้วยกัน งานนี้ สมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพโชว์ทีเด็ดในเวที Global Town Hall หัวข้อ “Build Back Better, Business Resilience: What we decide now will shape our future and destiny” จากผู้นำด้านความยั่งยืนขององค์กรไทยถึงโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมหลังเผชิญ COVID-19 อาทิ

  • ยาช โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านรีไซเคิล จากอินโดรามา เวนเจอร์ส,
  • โฮ เรน ฮวา ซีอีโอแห่งไทยวา,
  • เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกรบิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป,
  • สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอแห่งบ้านปู,
  • ดร. แดเรียน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมกิจการองค์กรและความยั่งยืน ไทยยูเนี่ยน
  • ดำเนินรายการ โดย ดร. สิรยา คงสมพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส SEAC

พร้อมกับผู้นำองค์กรสมาชิกอีกมากมายที่มาร่วมฟัง virtual leaders summit ดีเดย์วันที่ 16 มิถุนายน เวลา 10.00-11.30 น. งานดีงามอย่างนี้ ห้ามพลาด!

ฟอรั่มออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่แบบ non-stop ตลอด 48 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน นี้ …. แว่วว่า ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังมากกว่า 12,000 คน จาก 193 ประเทศ รวมถึงตัวแทนจาก UN Agencies กว่า 21 องค์กรทั่วโลกแล้ว …

หากคุณเป็นองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืน หรือต้องการมุ่งสู่แนวทางด้านความยั่งยืน คุณต้องมา… สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.globalcompact-th.com/

เกี่ยวกับ GCNT

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ( Global Compact Network Thailand: GCNT) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 51 บริษัท โดย GCNT ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุม,การดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย โทร. +66 89 0302411, +66 92 2709111 info@globalcompact-th.com

เกษตรกรมันสำปะหลังทวงสัญญารัฐ หยุดนโยบายรังแก ทุนเพิ่ม ราคาตก เน้นของบ เอื้อประโยชน์ใคร? 0 3130

เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังโคราช หวั่นเดือดร้อนหนักปีหน้า คาดผลผลิตลดกระทบ MOU ส่งออกไทยสู่จีน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และเสียตลาดการส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมูลค่ากว่าแสนล้านให้คู่แข่ง เหตุจากแบนสารเคมีเกษตร ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนเพิ่ม สวนทางวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 มุ่งพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม กลับล้าหลังส่งเสริมเกษตรไทยใช้จอบ แรงงานคนถางหญ้า

นายภมร ศรีประเสริฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโคราช เปิดเผยว่า “มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญเกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 7 แสนครัวเรือน ผลผลิตประมาณ 27-30 ล้านตัน ใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ มูลค่ารวมเกือบสามแสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไป 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน ร้อยละ 57 อาเซียน ร้อยละ 16 และญี่ปุ่นร้อยละ 11 การควบคุมต้นทุนและผลผลิตเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันได้มากในตลาดโลก เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำลง ทำให้ต้นทุนการแปรรูปที่ลดลง สร้างรายได้เข้าประเทศและให้เกษตรกรได้มากขึ้นด้วย”

เกษตรกร ผิดหวังกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจาก 2 พรรคใหญ่ ผิดหวังกับกระทรวงพาณิชย์ ผิดหวังกับข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่ไม่มีความรู้และไม่คิดปกป้องเกษตรกรและประเทศชาติ เมินเสียงเกษตรกร เพราะเดือดร้อนจึงต้องออกมาคัดค้าน เกษตรกรมองเห็นผลกระทบที่ชัดเจน หากยังยืนยันจะยกเลิกสารพาราควอต ทุกท่านที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลปลูกปีนี้ เพราะทุกพืชจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตตลอดทั้งปี จะช่วยลดต้นทุนอย่างไร อย่ามาบอกว่า จะของบ จัดทำงบประมาณฉุกเฉิน เพราะเป็นความคิดล้าสมัยของการเมืองแบบโบราณ และขอเรียกร้องไปยังสมาคมมันสำปะหลังและโรงงานให้เตรียมตัวรับผลกระทบ หากไม่มีมันสำปะหลังเข้าโรงงานและเปิดช่องให้มีข้ออ้างการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศอื่น

นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กล่าวว่า “การแบนสารเคมีเกษตร พาราควอต อยากให้ภาครัฐพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ยึดแนวทางการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากเกษตรกรมันสำปะหลังได้รับผลกระทบมายาวนาน ยังเป็นปัญหาวนเวียนที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ เหตุจากปัญหาภัยแล้ง ศัตรูพืช วัชพืช แรงงานที่ราคาสูง และหายาก แถมด้วยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่ จึงอยากให้รัฐบาลไตร่ตรองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อะไรก็แจกเงินตามมาตรการชดเชย เพราะเงินที่แจกนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตในอนาคต ควรแก้ปัญหาระยะยาวในภาคการเกษตร เช่น จัดการต้นทุนภาคเกษตรให้ต่ำลง พัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลัง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ได้แสดงความเห็นถึงรัฐบาลว่า ก่อนการเลือกตั้งสัญญากับเกษตรกรว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจก็ไม่ดีตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ราคามันสำปะหลังก็ไม่ดี เจอวิกฤตภัยแล้งอีก เกษตรกรก็อยู่แทบจะไม่รอดแล้ว ยังจะมาเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยให้ใช้สารเคมีเกษตรตัวอื่นที่มีราคาแพงและก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภคมากขนาดไหน ที่สำคัญเกษตรกรมีประสบการณ์ด้วยตัวเองกับสารพาราควอตที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และไม่มีสารอื่นแทนได้ เกษตรกรจึงมีคำถามว่าการแบนนี้เอื้อประโยชน์ใคร หนทางที่เกษตรกรเห็นตรงกันคือ การอบรมและส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ใช่แค่ พาราควอต สารเคมีเกษตรทุกตัวล้วนอันตราย เกษตรกรจะได้ใช้ทุกตัวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค

“เกษตรกรชาวไร่มัน ยังจำเป็นต้องใช้ พาราควอต เนื่องจากเป็นสารฯเพียงตัวเดียวที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทน เพราะไม่ใช่สารดูดซึม ไม่สะสมในหัวมัน ส่วนการใช้เครื่องจักรกล ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องลงมาดูความจริงในพื้นที่จากเราด้วย หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ นายจุลินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ จะมาดูพื้นที่จริงและถางหญ้าในแปลงมันสำปะหลังเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง เกษตรกรมันสำปะหลังยินดีต้อนรับ แต่ท่านควรมาลงพื้นที่จริงก่อนการแบนจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้” เสียงของเกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังกล่าวทิ้งท้าย