ผลการแข่งขันเรือใบวันที่ 3 ทีมฮ่องกง นำคู่แข่ง รุ่นเรือใบเล็กผลิกโผ 0 381

คลื่นลมอันดามันหนุนทีมเรือใบแข่งขันกันดุเดือด แข่งขันวันที่ 3 ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า รุ่นไออาร์ซี 1 เรือโอโตโนมอส แมนเดร็ก จากฮ่องกง ทำคะแนนนำคู่แข่งในวันนี้ ส่วนรายการเรือใบเล็กผู้นำแต่ลำรุ่นเกาะตารางกันเหนียวแน่น พลิกโผเพียงรุ่นออพติมิสต์ชายและ 420

การแข่งขันวันที่ 3 ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 31 สภาพลมแรงยิ่งขึ้น หลังจากสองวันแรกมีลมแรงเฉลี่ย 12 – 15 นอตตลอดวัน คลื่นลมของทะเลอันดามันถาโถมใส่ทีมเรือใบทุกทิศทุกทาง ทำให้สภาพการแข่งขันเต็มไปด้วยความท้าทายและยากลำบาก

Otonomos Mandrake III, IRC 1. 2017 Phuket King’s Cup.

โดยในวันนี้ เรือทีเอชเอ 72 โดยกัปตันเควินและทอม วิทคราฟท์ ของไทยยังคงสร้างผลงานได้อย่างเหนือชั้นในรุ่นไออาร์ซี ซีโร่ เช่นเดียวกับทีมเรือกะตะร็อคส์ (หรือเรือมาดามบัตเตอร์ฟลาย) ของกัปตันปีเตอร์ ไดเออร์ จากสหราชอาณาจักร ในรุ่นไออาร์ซี 2 ส่วนการแข่งขันในรุ่นอื่น ๆ ทั้งพรีเมียร์, ไออาร์ซี 1, พัลซ์ 600, และ โมเดิร์นคลาสสิค ยิ่งทวีความดุเดือด โดยกลุ่มผู้นำในแต่ละรุ่นต่างขับเคี่ยวเพื่อชิงตำแหน่งที่หนึ่งของวันกันอย่างสูสี ส่วนเรือใบเล็ก สุธน แย้มพินิจ ยังครองอันดับหนึ่งในรุ่นเลเซอร์ 4.7, ณัฐพงศ์ ยวงงาม อันดับ 1 ท็อปเปอร์, พัชรี ศรีงาม อันดับ 1 รุ่นออพติมิสต์หญิง เช่นเดียวกับ กีรติ บัวลง อันดับหนึ่งเลเซอร์สแตนดาร์ด และพ.จ.อ.มนัส โพธิ์ทอง (เลเซอร์เรเดียล) ขณะที่ในรุ่นออพติมิสต์ชาย พันวา บุนนาค สามารถคว้าอันดับ 1 ได้สำเร็จ เช่นเดียวกับทีมของธีรดา ฟักแก้ว และ ปิยาพร เข็มแก้ว ที่ขึ้นมานำในรุ่น 420 วันนี้

ด้วยฝีมือขั้นเทพที่สร้างผลงานไว้ดีเยี่ยมทุกวันที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ทีมเรือของกัปตันเควิน วิทคราฟท์ จะคว้าชัยในรุ่นไออาร์ซี ซีโร่ ไปได้อีกครั้งในวันนี้ โดยเข้าที่หนึ่งไปทั้ง 3 รอบ (รอบ 6, 7, 8 ของการแข่งขันทั้งหมด) และยังคงเอาชนะเรือคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเรือทีมฮอลลีวู้ดของกัปตันเรย์ โรเบิร์ต ได้สำเร็จ ทิ้งห่างทีมเรือใบอื่น ๆ ทั้งเรืออะไลฟ์ของกัปตันดันแคน ไฮน์ / ฟิล เทอร์เนอร์ และ เรือวินด์ซีเกอร์ของกัปตันเซราบ สิงห์ ไปได้แบบลอยลำ

ส่วนในรุ่นไออาร์ซี 1 เรือโอโตโนมอส แมนเดร็ก โดยกัปตันนิค เบิร์นส์ และ เฟร็ด คินมอนธ์ แล่นเข้าเป็นที่ 1 ในการแข่งขัน 2 รอบแรกของวันนี้ แต่เสียท่าในรอบ 3 ให้กับทีมเรือเซินเจิ้นซีวูล์ฟ (เรดรัม) จากจีน ในปีนี้ถือว่าการแข่งขันรุ่นไออาร์ซี 1 เป็นรุ่นที่เปิดกว้างที่สุด ทำให้มีทีมเรือใบมากหน้าหลายตา ซึ่งล้วนมีฝีมือเยี่ยมมาร่วมประลองความเร็วกันอย่างคับคั่ง ทั้งเรือคาราซู (ญี่ปุ่น) เรือโลโค (สิงคโปร์) เรือ ฟูยิน (ออสเตรเลีย) ซึ่งผลการแข่งขันยังยากที่จะคาดเดาจนกว่าจะถึงการแข่งขันวันสุดท้ายในวันเสาร์นี้

สำหรับรุ่นไออาร์ซี 2 คู่เรือที่แข่งขันกันอย่างสูสีมาตั้งแต่วันแรกคือ ทีมเรือกะตะร็อคส์ (เรือมาดามบัตเตอร์ฟลาย) ของกัปตันปีเตอร์ ไดเออร์ กับทีมเรือบิ๊กบอยส์เรซิ่ง (เรือฟาร์โก้ เอ็กซ์เพรส) จากจีนของกัปตันเฉิน เซิง ซึ่งทั้งสองวันที่ผ่านมาผลัดกันแพ้ชนะคนละครั้ง ทีมเรือใบอีกหนึ่งคู่ที่ดวลกันแบบสุดแรงเกิดอยู่ในรุ่นไฟร์ฟลาย 850 ระหว่างทีมเรือทวินชาร์ก (กัปตันจอห์น นิวแฮม จากสหราชอาณาจักร) กับทีมเรือวูดูของกัปตัน ฮานส์ ราห์มานน์ จากเยอรมนี โดยในวันนี้เรือจากอังกฤษสามารถเข้าที่ 1 ได้ทั้ง 2 รอบ แต่ดูเหมือนจะยังไม่ชนะขาดลอยเนื่องจากในรอบแรกของวัน (รอบ 6 ของการแข่งขันทั้งหมด) ทำเวลาห่างจากเรือวูดูเพียง 23 วินาทีเท่านั้น

กัปตันจอห์น นิวแฮม จากสหราชอาณาจักร กล่าวถึงการแข่งขันที่ดุเดือดครั้งว่า

ในวันแรกเราโชคไม่ดีที่แล่นไปขวางและชนกับเรือเซิร์ฟพาโทรล ของกัปตันเรย์ วัลดรอน ซึ่งเราได้เสนอเรือของเราให้เรย์ใช้แทน แต่เขายืนยันจะใช้เรือของตนเองต่อไป หลังจากพลาดในวันแรก เราก็ชนะมาได้ทุกครั้ง การแข่งขันในปีนี้เข้มข้นมากระหว่างทีมเรือทั้ง 5 ในรุ่นไฟร์ฟลาย 850 การแข่งขันที่เหลืออีกสองวันในวันศุกร์และเสาร์ คงต้องขับเคี่ยวอย่างดุเดือดกับคู่แข่งอีก 4 ลำ ซึ่งทุกลำมีสิทธิ์ชนะทั้งสิ้น

การแข่งขันเรือใบเล็ก “อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้” สนับสนุนโดย บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) แข่งขันต่อเนื่องในวันที่ 3 โดยสภาพลมแรงทำให้นักกีฬาต้องใช้ความพยายามและทักษะในการแข่งขันอย่างเต็มที่ โดยมีผู้ชนะในแต่ละรุ่นดังนี้: สุธน แย้มพินิจ (เลเซอร์ 4.7), ณัฐพงศ์ ยวงงาม (ท็อปเปอร์), พันวา บุนนาค (ออพติมิสต์ชาย), พัชรี ศรีงาม (ออพติมิสต์หญิง), กีรติ บัวลง (เลเซอร์สแตนดาร์ด), พ.จ.อ.มนัส โพธิ์ทอง (เลเซอร์เรเดียล), และทีมของธีรดา ฟักแก้ว และ ปิยาพร เข็มแก้ว (420)

ภาพรวมการแข่งขันวันที่ 3 สภาพอากาศถือว่าดีเยี่ยม ท้องฟ้าสว่างสีครามสวยและมีลมแรงตลอดทั้งวัน ซึ่งทั้งนักแล่นใบ และผู้จัดงานต่างหวังว่าสภาพอากาศจะเอื้อต่อการแข่งขันที่สนุกสนานเช่นนี้ไปจนถึงวันสุดท้าย ซึ่งจะทำให้งานแข่งขันเรือใบอันทรงเกียรติแห่งเอเชียในปีนี้สมบูรณ์แบบอย่างมาก

การแข่งขันเรือใบภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 31 ดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดงานการแข่งขันเรือใบภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ภายใต้สโมสรเรือใบราชวรุณ และร้องขอการสนับสนุนจากกองทัพเรือ สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้สนับสนุน ได้แก่ กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท ประเทศไทย, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน)

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เปิดโรงแรมสุดหรู Address Downtown 0 4611

Address Downtown โรงแรมหรูภายใต้แบรนด์ Address Hotels + Resorts ในเครือบริษัท Emaar Hospitality Group เปิดให้บริการแล้วใจกลางมหานครดูไบ พร้อมต้อนรับแขกจากทั่วโลก

Address Downtown เปิดให้บริการพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ร้านอาหารคอนเซปต์ใหม่ สปา ห้องพักและห้องสวีทมากถึง 220 ห้อง รวมถึงการตกแต่งภายในใหม่เอี่ยม และจะมีการอวดโฉมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

 

คุณโอลิวิเยร์ ฮาร์นิสช์ ซีอีโอของ Emaar Hospitality Group กล่าวว่า “Address Downtown คือที่พักในดวงใจของแขกและนักเดินทางที่ใส่ใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เรานำสิ่งที่ดีที่สุดของแบรนด์มาเติมเต็มสถานที่ที่ทุกคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่”

Address Downtown มีความสูง 63 ชั้น (302 เมตร) ตั้งอยู่ใจกลางนครดูไบ โดยสามารถเดินไปห้างสรรพสินค้า The Dubai Mall ได้อย่างสะดวกสบาย และอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติดูไบเพียง 15 นาทีเท่านั้น

ห้องพักและห้องสวีทของโรงแรมมีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างประณีต เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้แก่ Wi-Fi ความเร็วสูง อินเตอร์แอคทีฟทีวี ระบบอัตโนมัติภายในห้อง และระบบความบันเทิง โดยแขกผู้เข้าพักสามารถเลือกห้องพักและห้องสวีทได้ 16 รูปแบบ

ภายในโรงแรมมีร้านอาหาร The Restaurant at Address Downtown ที่ออกแบบในลักษณะอพาร์ทเมนต์ฝรั่งเศสแนวอวองต์-การ์ด นอกจากนั้นยังมี Lounge สำหรับสังสรรค์ และร้านอาหาร Katana สไตล์โรบาตะยากิ

อีกไม่นานนี้จะมีการเปิดร้านอาหาร The Galliard ที่เสิร์ฟอาหารตุรกี ฝรั่งเศส และสเปน รวมถึงร้านสเต๊กสไตล์อเมริกัน STK ที่ตกแต่งร้านในรูปแบบเลาจน์ร่วมสมัย

นอกจากนั้นยังมี Cigar Lounge และ Club Lounge พิเศษเฉพาะแขกผู้เข้าพักโรงแรม พร้อมเสิร์ฟอาหารนานาชาติและเครื่องดื่มมากมาย ส่วนเลาจน์สุดหรู Neos บนชั้น 63 และร้านเอาท์เล็ต Zeta จะเปิดให้บริการในอีกไม่นานนี้

Address Downtown มีสถานที่ประชุมหลายแบบให้เลือกใช้บริการ นอกจากนั้นยังมี The Spa at Address Downtown ที่จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ สำหรับการตกแต่งภายในโรงแรมมีความละเอียดประณีต ผสานสไตล์คลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกันอย่างโดดเด่นลงตัว ล็อบบี้ของโรงแรมมีรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ประดับตกแต่งด้วยงานฝีมืออันวิจิตรบรรจง

นอกจากโรงแรมแห่งนี้แล้ว Emaar Hospitality Group ยังบริหารโรงแรมอีกหลายแห่งใจกลางมหานครดูไบ ได้แก่ Address Boulevard, Address Dubai Mall, Palace Downtown, Vida Downtown และ Manzil Downtown สามารถสำรองห้องพักออนไลน์ได้ที่ http://www.addresshotels.com

ทีเส็บเผยผลวิจัย ไมซ์ไทยติดอันดับหนึ่ง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” 0 4626

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากนักธุรกิจไมซ์กว่า 20 ประเทศทั่วโลก พบประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักเดินทางอยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ แซงหน้าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ด้วยปัจจัยโดดเด่น การบริการต้อนรับ ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารและกิจกรรมไมซ์ ตอกย้ำศักยภาพด้วยสองสมาคมยักษ์ด้านไมซ์ UFI และ SITE มั่นใจเลือกไทยเป็นที่จัดงานใหญ่ปลายปีนี้

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำระดับโลก ทีเส็บจึงได้ดำเนินงานเพื่อพัฒนาและโปรโมทประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลกในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางไมซ์และยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่อยู่ในตำแหน่ง Top of Mind destination for MICE และเพื่อให้สามารถนำจุดขายที่สำคัญ มาส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานไมซ์ในใจนักธุรกิจทั่วโลก ทีเส็บจึงศึกษาปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกจุดหมายปลายไมซ์ ประเมินภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางไมซ์ที่ตลาดต้องการ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับไมซ์ในประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ทีเส็บมอบหมายให้ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ซึ่งเป็นสมาชิกของ Global Market Research Association ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 39 ประเทศทั่วโลก ทำการสำรวจภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ ดำเนินการศึกษาสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นภาพที่สะท้อนจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ที่ถูกสำรวจเชิงคุณภาพผ่านรูปแบบ ออนไลน์บุลาตินบอร์ด (Online Bulletin Board) จำนวน 40 ราย และแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 649 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ (MICE Players) อันประกอบด้วยธุรกิจงานประชุม อินเซนทิฟ การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้านานาชาติ 2. กลุ่มนักธุรกิจ (Business Travelers) 3. กลุ่มนักเดินทางไมซ์ (MICE Visitors)และ 4. กลุ่มสมาคมหรือองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวกับไมซ์ (Associations/Organizations)

“จากการสำรวจทัศนคติที่มีต่อจุดหมายปลายทางไมซ์ในภาพรวม พบว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ที่ได้รับความนิยม และนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นอันดับสองและสามตามลำดับ โดยปัจจัยที่สร้างความประทับใจเป็นพิเศษของประเทศไทย คือ ความเป็นมิตรการต้อนรับของผู้คน ความคุ้มค่า และความหลากหลายของอาหารนานาชาติ และกิจกรรมไมซ์ ส่งผลให้นักเดินทางไมซ์ที่เคยเดินทางมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทย กว่าร้อยละ 85 ยินดีที่จะกลับมาจัดงานหรือร่วมงานไมซ์ในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ

จัดอันดับ 10 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำ

1. ไทย

2. ญี่ปุ่น

3. สิงคโปร์

4. ฮ่องกง

5. ออสเตรเลีย

6. สหรัฐอเมริกา

7. เยอรมนี

8. สวิสเซอร์แลนด์

9. อังกฤษ

10. จีน

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรก (1st rank) ที่กลุ่มตัวอย่างให้ความนิยม โดยมีภาพลักษณ์โดดเด่นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. ความต้องการพื้นฐาน ได้แก่ ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักได้มาตรฐานระดับสากล สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม 2. ความประทับใจ ได้แก่ การบริการต้อนรับของผู้คน และอาหาร 3. ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ได้แก่ ประเพณีและวัฒนธรรม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก มีการเดินทางเข้า-ออกประเทศสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจ และเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นายจิรุตถ์ กล่าว

จุดแข็งของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์

ความต้องการพื้นฐาน

ความประทับใจ

ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางสะดวก ที่พักมีมาตรฐานระดับนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม การบริการต้อนรับ อาหาร ประเพณีและวัฒนธรรม

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

  • เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ประเทศไทยมีการเลิกใช้บริการในอัตราที่ต่ำที่สุด
  • เนื่องด้วยข้อเสนอที่สมบูรณ์สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของไมซ์ รวมไปถึงเรื่องของคุณค่าและคุณภาพ

นายสุกิจ ตันสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่าปัจจัยพื้นฐานที่จุดหมายปลายทางไมซ์จำเป็นต้องมี คือ ความคุ้มค่าเงิน มีที่พักที่ได้มาตรฐานสากล การเดินทางไป-กลับจากประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์มีความสะดวกทั้งโดยเครื่องบินและรถไฟ ความเชี่ยวชาญในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และการกำกับดูแลที่ดีสอดคล้องตามหลักนโยบายการดำเนินธุรกิจ / หลักบรรษัทภิบาล

และเมื่อวิเคราะห์โดยจำแนกปัจจัยเด่นตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง พบว่า ผู้ประกอบการไมซ์จะคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางในประเทศ นักเดินทางไมซ์คำนึงถึงการต้อนรับและความคุ้มค่า นักธุรกิจจะคำนึงถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจุดหมายปลายทางที่ดี ส่วนสมาคมและองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ จะคำนึงถึงการควบคุมในเรื่องต้นทุนด้านที่พัก ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง

เมื่อเจาะด้านกิจกรรมที่สร้างความประทับใจสำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ คือ การประชุมเจรจาธุรกิจที่ทำนัดไว้ล่วงหน้าในระหว่างเข้าร่วมงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งานประชุม และงานแสดงวัฒนธรรม / โชว์การแสดงซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมนานาชาติหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ ตามลำดับ ดังนั้นผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบกับทีเส็บเองจะต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับประเทศไทยให้มากขึ้นในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศที่ง่ายและสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี มีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก อาหารในระดับเวิลด์คลาส และการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์ในอุดมคติ

“จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งที่มีอยู่ปัจจุบัน คือการอำนวยความสะดวกทุกด้าน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน และความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านบริการและการต้อนรับ ประเพณีวัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย” นายสุกิจ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในความพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับโลก คือ การที่สมาคมธุรกิจไมซ์ระดับโลกต่างวางใจและเชื่อมั่นประเทศไทย ที่จะสามารถเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมครั้งใหญ่ประจำปีของแต่ละสมาคมได้ โดยระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562 ณ ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะเกิดการจัดงาน 86th UFI Global Congress 2019 การประชุมของกลุ่มธุรกิจงานแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) รายการใหญ่ที่สุด คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 450 คน และระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2562 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม SITE Global Conference 2019 ซึ่งสมาคม SITE เป็นองค์กรระดับโลกเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานด้านสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล มีจำนวนสมาชิกกว่า 2,100 สมาชิก จาก 84 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาของสมาชิกในภูมิภาคเดียวกันจำนวน 29 กลุ่มจากทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งสำคัญนี้สำหรับอุตสาหกรรมการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 400 คน ซึ่งจะจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

“การมอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมระดับนานาชาติทั้งสองครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยได้แสดงศักยภาพต่อผู้นำธุรกิจอีเว้นท์และอินเซนทีฟจากทั่วโลก ทำให้ผู้จัดงานไมซ์จากหลายแห่งได้พิจารณาหรือแนะนำประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานสำหรับลูกค้ามากขึ้นเมื่อมาเห็นผลิตภัณฑ์และความพร้อมของบุคลากร ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง” นายจิรุตถ์ กล่าวโดยสรุป