6 ขั้นตอนเตรียมพร้อมก่อนวิกฤต เรียนรู้จาก 4 กรณีศึกษาดัง 0 1290

ในช่วงปลายปีนี้ มีเหตุการณ์วิกฤตเด่นๆ เกิดขึ้นหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น

แฉห้างดังกลางกรุง ค่าก๊าซไข่เน่าเกินมาตรฐาน อย่างน่ากลัว
มนุษย์ลุงโดนเชิญลงจากเครื่องบิน…
นักร้องดังเสียงหลงโดนวิจารณ์หนักก่อนเปิดคอนเสิร์ตในไทย
ล่าสุด ชิ้นส่วนของศูนย์การค้าดัง ตกใส่นักช้อปปิ้งเสียชีวิต

นักสื่อสารและนักพีอาร์ ได้เรียนรู้จากหลายเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเอง หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากผู้อื่น และเชื่อว่า พวกเราคงจะไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือองค์กร แต่ไม่ว่า ช้าหรือเร็ว จะโชคดีหรือโชคร้าย ผู้บริโภคสุดเหวี่ยงหรือผู้จัดการที่ละเลย อาจจะทำให้เกิดวิกฤตขึ้นได้

หนทางที่ดีที่สุดคือ การเตรียมพร้อมหรือวางแผนไว้ล่วงหน้า และเพื่อให้เหมาะสมกับยุคพีอาร์ ขอแนะนำ 6 ขั้นตอนเตรียมพร้อมก่อนเกิดวิกฤตดังนี้

  1. กำหนดทีม วางโครงสร้างหลักเตรียมรับมือวิกฤตไว้ โดยให้ครอบคลุมบุคคลต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายการเงิน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละด้าน และที่ขาดไม่ได้คือ ประชาสัมพันธ์
  2. เลือกโฆษกองค์กร สามารถให้ กรรมการผู้จัดการหรือประธานบริษัทก็ได้ แต่หลายๆ ครั้ง คนที่เหมาะสม อาจจะเป็นผู้บริหารที่อยู่ใกล้ชิดกับสถานการณ์นั้นมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีความน่าเชื่อถือแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องน้ันๆ มากที่สุด
  3. สร้างข้อความหลัก หรือ Key Message จัดเตรียมข้อความหลักไว้ให้พร้อม เพื่อจะสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายให้พร้อมสามารถนำมาใช้งาน
  4. ฝึกฝนใช้ข้อความหลัก หรือ Key Message จัดอบรมโฆษกองค์กร โดยสร้างสถานการณ์จำลองการแถลงข่าวขึ้น เพื่อจะให้ฝึกการนำข้อความหลักมาใช้ และหากเป็นไปได้ลองจำลองให้มีนักข่าวมาสัมภาษณ์โฆษกองค์กร และถามคำถามชี้นำ เพื่อให้โฆษกองค์กรตกหลุมพราง นำไปสู่การตอบคำถามที่เลวร้าย เพื่อจะให้เกิดการเรียนรู้ว่า จะนำประเด็นร้ายๆ กลับมาให้ดีได้อย่างไร ก็จะเป็นการฝึกฝนและเรียนรู้ให้เกิดการแก้ไข และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น หรือ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาหรือจัดอบรมด้าน Media Training ที่มีประสบการณ์ก็จะช่วยองค์กรได้มากขึ้น
  5. วิเคราะห์ ประเมิน ปรับปรุง หลังจากได้ฝึกฝนแล้ว อย่าลืมประเมินผลในแง่
    5.1 ข้อความหลักด้วยว่า ดีหรือไม่ และควรใช้อย่างไร
    5.2 โฆษกองค์กร สามารถนำข้อความหลักมาสื่อสารได้ดีหรือไม่ ท่าทางการแสดงออกเป็นอย่างไร น้ำเสียง สีหน้าสอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่ สายตาจริงใจหรือไม่
    5.3 การตอบคำถามในหลากหลายรูปแบบ ตกหลุมพรางของนักข่าวหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ควรเตรียมแก้ไขอย่างไร
  6. ข้อมูลพร้อม เตรียมไว้ส่งนักข่าวและออกสื่อต่างๆ จัดเตรียมข้อความหลักไว้ให้พร้อมและให้เหมาะสมทั้งในแง่สื่อออนไลน์ สื่อออฟไลน์ และวางแผนการใช้สื่อให้เหมาะสมหากเกิดวิกฤตในแต่ละแบบ
    แล้ววันนี้องค์กรของคุณได้เตรียมรับมือไว้บ้างหรือยัง
Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22554

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ

ไป่ตู้ ชี้ช่องสื่อออนไลน์มัดใจนักท่องเที่ยวจีนแบบ FIT 0 17459

ไป่ตู้ แอคเซส ชี้สื่อออนไลน์ดึงนักท่องเที่ยว FIT จีนมาไทยเพิ่มขึ้นปี 2018 โดยเฉพาะข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ช่วยในการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก
ไป่ตู้ แอคเซส มั่นใจกลุ่ม FIT ( นักท่องเที่ยวอิสระจีน) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนยังให้ความสนใจ เตรียมกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ต้นปี คาดสิ้นปีจะสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการณ์ที่ปรับตัวเร็ว เข้าหาลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย

นางสาว พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2560 ภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ประเทศได้ราว 20% ของรายได้มวลรวมประเทศ ซึ่งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเป็นอีกลุ่มที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศด้านการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมือร่วมใจกันกระตุ้นการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ต่างพึงพอใจอย่างมาก จากการรายงานสรุปว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 9 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวแบบ FIT หรือ Free and Independent Traveler (นักท่องเที่ยวแบบอิสระ) ที่กินส่วนแบ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึงร้อยละ 42% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สามารถค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ“

โดยจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT คือ เน้นต้องการการท่องเที่ยวแบบอิสระ ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ติดโซเชียล และต้องการบอกต่อเรื่องราวการท่องเที่ยวเหล่านั้นต่อกลุ่มสังคมออนไลน์ ดังนั้นช่องทางการสื่อสารที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ FIT คือ การสื่อสารและส่งมอบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากการที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวมากขึ้น มีจำนวนคนจีนที่สามารถเข้าถึงการสื่อสารทางอินเตอร์เนตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตราว 731 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 1,389 ล้านคน อีกทั้งช่องทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก นำไปสู่การเข้ามาท่องเที่ยวแบบ FIT ที่ต้องการทั้งข้อมูลการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ และข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรที่จะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องการใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น พร้อมทั้งกระตือรือร้นในการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 2561 นี้ ไป่ตู้ แอคเซส คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบ FIT ว่า จะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเก็บประสบการณ์และค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทยยังคงติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่เป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยจุดหมายที่อยู่ในอันดับความสนใจระดับต้นๆ บวกกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เปลี่ยนไป ทำให้สื่อออนไลน์หรือการค้นหาข้อมูลต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้นและการสร้างปริมาณหรือความต้องการในการท่องเที่ยวในจำนวนที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อมา “ พัชรพร กล่าวสรุป