4 บทเรียนการตลาดจาก One Direction, Katy Perry, Taylor Swift และ Beyonce’ 0 1475

ในฐานะเจ้าของธุรกิจเล็กๆ คงจะไม่มีเด็กสาววัยรุ่นมายืนกรี๊ดหน้าร้าน เหมือนห้องพักในโรงแรมของวง One Direction ไม่มีคนมาแห่ซื้อของกันแน่นร้าน เหมือนคอนเสิร์ตของ Beyoncé  หรือไม่มีคนมา follow ตามติด twitter หรือ instagram เหมือน Katy Perry

ก็โอเคนะ เพราะคุณไม่ได้เป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดัง หรือ เป็น icon ระดับซุปตาร์ ที่สำคัญคุณไม่ได้มีตลาดกลุ่มเป้าหมายเป็นเช่นน้ัน

แต่ส่ิงที่ทำได้คือ นำกลยุทธ์ของเหล่าศิลปินชื่อดังเหล่านี้มาประยุกต์ใช้

1. ทำให้ social media fans หลงคุณเหมือนกับ One Direction. การใช้สื่อสังคมออนไลน์ จะต้องให้ความสำคัญในด้านการสร้างความเชื่อมโยง เกี่ยวข้อง หรือปฏิสัมพันธ์กันทั้งในแง่ความรู้สึกและวิถีชีวิต รวมทั้งตอกย้ำอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดพฤติกรรมที่ต้องการ

กลยุทธ์สำคัญคือ : ทุกโพสต์ที่เกิดขึ้นจะต้องตอบสนองต่อความต้องการหรือเน้นความสำคัญไปยังกลุ่มเป้าหมายมากกว่าตนเอง ลองใช้กฎ 70/30 ดูสิ (70% ให้ความสำคัญต่อกลุ่มเป้าหมาย อีก 30% บอกสิ่งที่ตนเองต้องการ) เช่น

ให้คำชื่นชม  : หนึ่งข้อความหลังคอนเสิร์ต เขาโพสต์ว่า ขอบคุณนะที่ทุกคนมาดูคอนเสิร์ต พวกคุณทุกคนสุดยอดมาก แล้วพบกันใหม่นะ

เริ่มสนทนา สร้างปฏิสัมพันธ์ : หนึ่งข้อความหลักจากที่ออกอัลบั้มใหม่ เขาโพสต์ว่า หากคุณมีอัลบั้มใหม่ของเรา ส่งรูปของคุณกับหน้าปกอัลบั้มใหม่มาให้เราดูหน่อยสิ

2. พัฒนาแบรนด์แบบ Katy Perry รู้หรือไม่ Katy Perry มีคนติดตามบน Twitter  มากที่สุดคนหนึ่ง สิ่งที่สร้างเธอให้แตกต่างจากคนอื่นนั่นคือ แบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและต่อเนื่อง ด้วยลักษณะที่เต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า cheerfulness ดูเหนือจริง theatricality และเต็มไปด้วยพลัง energy.

ไม่จำเป็นต้องใส่วิกสีชมพู แต่ตัวด้วยสีคัพเค้ก แต่หนทางสู่ความสำเร็จคือ การสร้างความศรัทธาหรือเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และนี่คือวิถีแห่ง Katy perry ที่คุณควรเรียนรู้เป็นแนวทาง

ส่งสารข้อความหลักอย่างสม่ำเสมอ หลายๆ ครั้งองค์กรอาจจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาขาย การส่งสารด้วย บรรจุภัณฑ์ ก็เป็นหนทางหนึ่งในการส่งสารไปยังผู้บริโภคก็ได้ หรือ ในแง่ออนไลน์ การตอกย้ำด้วย โลโก้ สี ฟอนต์ และเนื้อหาก็จะสร้างความแตกต่างของแบรนด์เราได้เหมือนกัน

สื่อสารให้พบเห็นได้ทุกที่ เหมือนกับ Katy Perry, Coca-Cola และ Nike เพราะไม่ว่าคุณจะไปไหนก็มักจะเห็นแบรนด์เหล่านี้ เช่นเดียวกัน Katy Perry เมื่อมีอัลบั้มใหม่ ก็จะไปปรากฎตัวในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นรายการทอล์คโชว์ สื่อออนไลน์ ไปออกงานต่างๆ ดังนั้น องค์กรของคุณก็ควรจะพิจารณาในเรื่อง SEO หรือทำอย่างไรก็ได้ให้ search engine ทำงาน และกลุ่มเป้าหมายเห็นคุณในทุกครั้ง

3. ขยันผูกมิตรแบบ Taylor Swift. Taylor Swift ได้ชื่อว่าเป็นสาวที่น่ารักเป็นมิตร และดูเป็นคนจริงๆ ที่สำคัญเธอให้ความเป็นกันเองกับเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมาก ชนิดที่เรียกได้ว่า แถบจะป้อนข้าวให้แฟนคลับ รวมทั้งเธอยังไปเป็นมิตรกับเหล่าคู่แข่งคนสำคัญหลายๆ คน อย่าง  Lorde และ Selena Gomez ด้วยความเป็นมิตรนี้เอง ทำให้เธอได้รับการสนับสนุนจากเหล่ามิตรและแฟนคลับเธอเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับกับธุรกิจของเรา เป็นหน้าที่ที่จะต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่ามิตร แต่มิตรเหล่านั้นคือใครบ้าง คุณลองมองหาผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจของคุณดูสิ และผูกมิตรกับเขาเหล่านั้นไว้ เพราะเขาเหล่านี้ละ จะส่งเสริม สนับสนุน และแนะนำธุรกิจคุณให้แก่คนที่เขารู้จัก

4. ขายให้เก่งอย่าง Beyoncé. ปีที่แล้ว Beyoncé ออกอัลบั้มใหม่โดยไม่ใช้งบการตลาดและโปรโมชั่นใดๆเลย เพราะบางครั้ง การไม่มีโปรโมชั่นใดๆ ก็เป็นการโปรโมตโดยอัตโนมัติเหมือนกันนะ ทำให้เหล่าแฟนคลับรู้สึกว่าจะต้องรีบซื้ออัลบั้มโดยด่วน ส่งผลให้ยอดขายทะลุ  828, 773  แผ่นใน 1 สัปดาห์

แต่สำหรับองค์กรเล็กๆ อย่างเรา อาจจะมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ และกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายซื้อของเราขึ้นบ้างก็ได้ เช่น

ของแจก ของแถม เช่น ซื้อวันนี้ ส่งให้ฟรี จากผลวิจัยพบว่า คนชอบให้ส่งของฟรีภายใน 1 วัน หรือ ยินดีรับคืนหากไม่พอใจ หรือ ยินดีรับเปลี่ยนสินค้า มากกว่าการลดราคา

ลดแรง ช่วงสั้นๆ เป็นหน้าที่ของนักการตลาดจะต้องหากลยุทธ์ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าต้องรีบซื้อโดยทันใด ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาแบบสุดๆ เฉพาะไอเท็ม หรือลดสุดๆ เฉพาะวัน หรือลดภายใต้เงื่อนไข ทั้งนี้ นักการตลาดต้องไปหากลุยทธ์ต่อไป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไป่ตู้ ชี้ช่องสื่อออนไลน์มัดใจนักท่องเที่ยวจีนแบบ FIT 0 17338

ไป่ตู้ แอคเซส ชี้สื่อออนไลน์ดึงนักท่องเที่ยว FIT จีนมาไทยเพิ่มขึ้นปี 2018 โดยเฉพาะข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ช่วยในการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก
ไป่ตู้ แอคเซส มั่นใจกลุ่ม FIT ( นักท่องเที่ยวอิสระจีน) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนยังให้ความสนใจ เตรียมกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ต้นปี คาดสิ้นปีจะสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการณ์ที่ปรับตัวเร็ว เข้าหาลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย

นางสาว พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2560 ภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ประเทศได้ราว 20% ของรายได้มวลรวมประเทศ ซึ่งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเป็นอีกลุ่มที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศด้านการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมือร่วมใจกันกระตุ้นการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ต่างพึงพอใจอย่างมาก จากการรายงานสรุปว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 9 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวแบบ FIT หรือ Free and Independent Traveler (นักท่องเที่ยวแบบอิสระ) ที่กินส่วนแบ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึงร้อยละ 42% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สามารถค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ“

โดยจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT คือ เน้นต้องการการท่องเที่ยวแบบอิสระ ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ติดโซเชียล และต้องการบอกต่อเรื่องราวการท่องเที่ยวเหล่านั้นต่อกลุ่มสังคมออนไลน์ ดังนั้นช่องทางการสื่อสารที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ FIT คือ การสื่อสารและส่งมอบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากการที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวมากขึ้น มีจำนวนคนจีนที่สามารถเข้าถึงการสื่อสารทางอินเตอร์เนตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตราว 731 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 1,389 ล้านคน อีกทั้งช่องทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก นำไปสู่การเข้ามาท่องเที่ยวแบบ FIT ที่ต้องการทั้งข้อมูลการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ และข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรที่จะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องการใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น พร้อมทั้งกระตือรือร้นในการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 2561 นี้ ไป่ตู้ แอคเซส คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบ FIT ว่า จะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเก็บประสบการณ์และค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทยยังคงติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่เป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยจุดหมายที่อยู่ในอันดับความสนใจระดับต้นๆ บวกกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เปลี่ยนไป ทำให้สื่อออนไลน์หรือการค้นหาข้อมูลต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้นและการสร้างปริมาณหรือความต้องการในการท่องเที่ยวในจำนวนที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อมา “ พัชรพร กล่าวสรุป

ก่อนส่งข่าวแจกในยุคดิจิทัล มีสิ่งเหล่านี้ครบหรือยัง 0 2337

บทบาทของข่าวแจกเปลี่ยนไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพราะมีสื่อออนไลน์เข้ามาส่งสารเพิ่มแทนไม่ว่าจะเป็น twitter โพสต์บน facebook หรือแม้แต่ youtube จนนักพีอาร์หลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่า ข่าวแจกของตน จะเป็นหมัดเด็ดต่อไปอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสื่อหรือช่องทางใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย แต่คุณค่าของข่าวแจกไม่เคยลดลงเลย สื่อสมัยใหม่สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในการรับข่าวสาร แต่สื่อเดิมที่ยังคงความน่าเชื่อถือขององค์กรและแบรนด์ยังคงหนีไม่พ้น สื่อเดิมๆ อย่าง ข่าวแจก

แต่ข่าวแจก ก็ต้องมีการปฏิวัติใหม่เหมือนกัน แต่โครงสร้างการเขียนข่าวแจกหลักๆ ก็ยังคงต้องมีเหมือนเดิม และในโอกาสนี้ ขอสรุปใจความสำคัญของการสร้างสรรค์ข่าวแจกในยุคดิจิทัลตามรายละเอียดดังนี้

ความนำ:

  1. เริ่มต้นด้วยคำถาม เช่น “อะไรคือสิ่งจำเป็นที่สุดในการรักษาสุขภาพ (กรณีเป็นสินค้าเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม หรือ สุขภาพต่าง)”
  2. หลึกเลี่ยงเริ่มต้นด้วย “บริษัท XYZ เป็นบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ … เปิดเผยว่า ….” ควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่เพียงตัวอักษร เช่น บอกว่าเป็นบริษัทชั้นนำ ควรระบุไปเลยว่า เป็นบริษัทที่มียอดจำหน่าย … สูงสุดในปีที่ผ่านมา หรือ เป็นบริษัทที่มีสาขามากที่สุดทั่วโลกกว่า … สาขา เป็นต้น
  3. หรือ เริ่มต้นข้อมูลที่ชัดเจนหรือมีความขัดแย้งที่น่าสนใจ เช่น ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะไม่มีคนใช้รถยนต์อีกต่อไป เป็นต้น

เนื้อความ :

  1. แสดงให้ชัดเจนว่ามีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่สาธยาย เวิ่นเว้อ
  2. สื่อสารด้วยข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นแต่น้อย ให้หลักฐานหรือมีบทพิสูจน์มากๆ
  3. เขียนให้ง่ายเข้าไว้ แบบเด็กประถมอ่านรู้เรื่อง
  4. อย่าเขียนมากกว่า 400 คำ หรือประมาณ 1 หน้า A4

ใช้อัญประกาศ หรือ quotes คำพูด :

  1. อย่าใช้คำที่บ่งบอกว่า น่าตื่นเต้น น่าสนใจ แต่ขอให้ระบุสิ่งเป็นที่เป็นรูปธรรมไปเลยว่า อะไรละ ที่น่าตื่นเต้น หรือ น่าสนใจ
  2. อย่ากลัวที่จะเห็นต่างที่จะเกิดเป็นข้อโต้แย้งเล็กๆ น้อยได้ เพราะบางทีการเห็นต่างๆ นี่ละ จะสร้างความน่าสนใจให้แก่ประเด็นข่าวขององค์กร ต่างจากคู่แข่ง
  3. อย่าลืมสรุปใจความสำคัญอีกครั้งด้วยละ