4 บทเรียนการตลาดจาก One Direction, Katy Perry, Taylor Swift และ Beyonce’ 0 1645

ในฐานะเจ้าของธุรกิจเล็กๆ คงจะไม่มีเด็กสาววัยรุ่นมายืนกรี๊ดหน้าร้าน เหมือนห้องพักในโรงแรมของวง One Direction ไม่มีคนมาแห่ซื้อของกันแน่นร้าน เหมือนคอนเสิร์ตของ Beyoncé  หรือไม่มีคนมา follow ตามติด twitter หรือ instagram เหมือน Katy Perry

ก็โอเคนะ เพราะคุณไม่ได้เป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดัง หรือ เป็น icon ระดับซุปตาร์ ที่สำคัญคุณไม่ได้มีตลาดกลุ่มเป้าหมายเป็นเช่นน้ัน

แต่ส่ิงที่ทำได้คือ นำกลยุทธ์ของเหล่าศิลปินชื่อดังเหล่านี้มาประยุกต์ใช้

1. ทำให้ social media fans หลงคุณเหมือนกับ One Direction. การใช้สื่อสังคมออนไลน์ จะต้องให้ความสำคัญในด้านการสร้างความเชื่อมโยง เกี่ยวข้อง หรือปฏิสัมพันธ์กันทั้งในแง่ความรู้สึกและวิถีชีวิต รวมทั้งตอกย้ำอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดพฤติกรรมที่ต้องการ

กลยุทธ์สำคัญคือ : ทุกโพสต์ที่เกิดขึ้นจะต้องตอบสนองต่อความต้องการหรือเน้นความสำคัญไปยังกลุ่มเป้าหมายมากกว่าตนเอง ลองใช้กฎ 70/30 ดูสิ (70% ให้ความสำคัญต่อกลุ่มเป้าหมาย อีก 30% บอกสิ่งที่ตนเองต้องการ) เช่น

ให้คำชื่นชม  : หนึ่งข้อความหลังคอนเสิร์ต เขาโพสต์ว่า ขอบคุณนะที่ทุกคนมาดูคอนเสิร์ต พวกคุณทุกคนสุดยอดมาก แล้วพบกันใหม่นะ

เริ่มสนทนา สร้างปฏิสัมพันธ์ : หนึ่งข้อความหลักจากที่ออกอัลบั้มใหม่ เขาโพสต์ว่า หากคุณมีอัลบั้มใหม่ของเรา ส่งรูปของคุณกับหน้าปกอัลบั้มใหม่มาให้เราดูหน่อยสิ

2. พัฒนาแบรนด์แบบ Katy Perry รู้หรือไม่ Katy Perry มีคนติดตามบน Twitter  มากที่สุดคนหนึ่ง สิ่งที่สร้างเธอให้แตกต่างจากคนอื่นนั่นคือ แบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและต่อเนื่อง ด้วยลักษณะที่เต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า cheerfulness ดูเหนือจริง theatricality และเต็มไปด้วยพลัง energy.

ไม่จำเป็นต้องใส่วิกสีชมพู แต่ตัวด้วยสีคัพเค้ก แต่หนทางสู่ความสำเร็จคือ การสร้างความศรัทธาหรือเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และนี่คือวิถีแห่ง Katy perry ที่คุณควรเรียนรู้เป็นแนวทาง

ส่งสารข้อความหลักอย่างสม่ำเสมอ หลายๆ ครั้งองค์กรอาจจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาขาย การส่งสารด้วย บรรจุภัณฑ์ ก็เป็นหนทางหนึ่งในการส่งสารไปยังผู้บริโภคก็ได้ หรือ ในแง่ออนไลน์ การตอกย้ำด้วย โลโก้ สี ฟอนต์ และเนื้อหาก็จะสร้างความแตกต่างของแบรนด์เราได้เหมือนกัน

สื่อสารให้พบเห็นได้ทุกที่ เหมือนกับ Katy Perry, Coca-Cola และ Nike เพราะไม่ว่าคุณจะไปไหนก็มักจะเห็นแบรนด์เหล่านี้ เช่นเดียวกัน Katy Perry เมื่อมีอัลบั้มใหม่ ก็จะไปปรากฎตัวในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นรายการทอล์คโชว์ สื่อออนไลน์ ไปออกงานต่างๆ ดังนั้น องค์กรของคุณก็ควรจะพิจารณาในเรื่อง SEO หรือทำอย่างไรก็ได้ให้ search engine ทำงาน และกลุ่มเป้าหมายเห็นคุณในทุกครั้ง

3. ขยันผูกมิตรแบบ Taylor Swift. Taylor Swift ได้ชื่อว่าเป็นสาวที่น่ารักเป็นมิตร และดูเป็นคนจริงๆ ที่สำคัญเธอให้ความเป็นกันเองกับเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมาก ชนิดที่เรียกได้ว่า แถบจะป้อนข้าวให้แฟนคลับ รวมทั้งเธอยังไปเป็นมิตรกับเหล่าคู่แข่งคนสำคัญหลายๆ คน อย่าง  Lorde และ Selena Gomez ด้วยความเป็นมิตรนี้เอง ทำให้เธอได้รับการสนับสนุนจากเหล่ามิตรและแฟนคลับเธอเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับกับธุรกิจของเรา เป็นหน้าที่ที่จะต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่ามิตร แต่มิตรเหล่านั้นคือใครบ้าง คุณลองมองหาผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจของคุณดูสิ และผูกมิตรกับเขาเหล่านั้นไว้ เพราะเขาเหล่านี้ละ จะส่งเสริม สนับสนุน และแนะนำธุรกิจคุณให้แก่คนที่เขารู้จัก

4. ขายให้เก่งอย่าง Beyoncé. ปีที่แล้ว Beyoncé ออกอัลบั้มใหม่โดยไม่ใช้งบการตลาดและโปรโมชั่นใดๆเลย เพราะบางครั้ง การไม่มีโปรโมชั่นใดๆ ก็เป็นการโปรโมตโดยอัตโนมัติเหมือนกันนะ ทำให้เหล่าแฟนคลับรู้สึกว่าจะต้องรีบซื้ออัลบั้มโดยด่วน ส่งผลให้ยอดขายทะลุ  828, 773  แผ่นใน 1 สัปดาห์

แต่สำหรับองค์กรเล็กๆ อย่างเรา อาจจะมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ และกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายซื้อของเราขึ้นบ้างก็ได้ เช่น

ของแจก ของแถม เช่น ซื้อวันนี้ ส่งให้ฟรี จากผลวิจัยพบว่า คนชอบให้ส่งของฟรีภายใน 1 วัน หรือ ยินดีรับคืนหากไม่พอใจ หรือ ยินดีรับเปลี่ยนสินค้า มากกว่าการลดราคา

ลดแรง ช่วงสั้นๆ เป็นหน้าที่ของนักการตลาดจะต้องหากลยุทธ์ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าต้องรีบซื้อโดยทันใด ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาแบบสุดๆ เฉพาะไอเท็ม หรือลดสุดๆ เฉพาะวัน หรือลดภายใต้เงื่อนไข ทั้งนี้ นักการตลาดต้องไปหากลุยทธ์ต่อไป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

influAnswer การตลาดระบาดสังคม 2018 ทางออกนักสื่อสาร 0 23848

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง Influencer ใครๆ ก็เลือกใช้ Influencer แต่มาถูกทาง หรือใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารที่ต้องวางแผนกันให้ดี “แนวทางการเลือกใช้ Influencer ปัจจุบัน จึงคาดหวังถึงการสร้างกระแสสังคม นำทิศทางของสังคม เฉกเช่น การเกิดโรค ที่เกิดการระบาดในวงสังคม” ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดในงานสัมมนา Influ-answer คำตอบ(ไหน) ที่ใช่… เมื่อใช้อินฟลูเอนเซอร์ 

คุณอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter Digital Agency กล่าวถึง Influencer โดยภาพรวมว่า Influencer หมายถึง คนที่สามารถมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ไม่ยึดติดกับช่องทาง หรือ Platform และเมื่อกล่าวถึงภาพรวมของ Influencer สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตั้งแต่ Mega Influencer (ผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน Macro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 ล้านคนแต่มากกว่า 1 หมื่นคน) และ Micro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 หมื่นคน)

ช่องทาง หรือ platform ที่เอเจนซี่เลือกใช้ปัจจุบัน ใช้ทุกช่องทาง แต่พิจารณาเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากลักษณะของช่องทาง เช่น

  • Facebook คนเลือกที่จะอ่านเนื้อหา เรานำเสนอเนื้อหาอย่างไร
  • Youtube เป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกติดตามบุคคล หรือ เจ้าของช่องนั้นๆ
  • Instagram ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมักจะติดตามดารา หรือคนที่มีสไตล์
  • Twitter ได้รับความสนใจมากในกลุ่มผู้ติดตามศิลปินเกาหลี และเรื่องราวดราม่าต่างๆ

ดังนั้น ในฐานะนักสื่อสาร จะต้องพิจารณาเลือกช่องทางให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพาช่องทางใด ช่องทางหนึ่ง

ด้านงบประมาณสื่อดิจิทัล กลุ่มลูกค้าหลายราย จัดสรรงบส่วนหนึ่งมาให้ในส่วน Influencer ประมาณร้อยละ 30 แต่มีการพิจารณาเลือกใช้ที่เปลี่ยนแปลงต่างจากเดิม เมื่อก่อน อาจมีการเลือกใช้ดารากันมาก ใครใช้ดาราดัง ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ดัง คนอยากลองสินค้าได้มาก แต่ กลุ่มเอเจนซี่ มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

Influencer ไม่ใช่ Presenter หรือ เป็นแค่เพียง Production House

การวัดผล หรือประเมินผล อยากให้นักสื่อสารมองที่วัตถุประสงค์เป็นหลักว่าเลือกใช้ Influencer เพื่ออะไร และอย่างไร ทั้งนี้ การวัดผลโดยภาพรวมแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) Engagement ว่าด้วยเรื่องการ like การ share 2) Behavior การประเมินผลด้านกิจกรรม เช่น ทำให้คนเข้าไปหน้าร้านเพิ่มมากขึ้น คนเข้าไปหน้าหลักของเว็บไซต์มากขึ้น เป็นต้น ทั้งสองส่วนนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Interaction ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของการจ้าง Influencer นั่นเอง คุณอรรถวุฒิกล่าวสรุป

 

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22722

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ