10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน 0 2976

เรื่องหนักใจของชาวพีอาร์ คือ การขายประเด็นข่าวให้แก่สื่อมวลชน เพราะความสำเร็จไม่เพียงแต่ต้องอาศัย ความสัมพันธ์อันดีเท่านั้น ยังต้องฉลาดในการเล่าเรื่อง หมั่นติดตามผล ด้วย

เป็นโอกาสอันดี สำหรับในปีหน้า ที่นักพีอาร์ จะเริ่มต้น ขายประเด็นข่าว โดยใช้เทคนิคใหม่ที่วันนี้จะนำมาเสนอให้เป็นแนวทาง เนื่องจากบริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก สื่อเองก็ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน

10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน ที่แนะนำมีดังนี้

  1. เขียน subject line ให้น่าสนใจ ปราการด่านแรกที่นักข่าวจะเห็น ทำให้น่าสนใจที่สุด เพราะในแต่ละวันนักข่าวจะเห็นอีเมล์มากกว่า 200-500 อีเมล์ต่อวัน จึงเป็นหน้าที่ของพีอาร์จะเขียนอย่างไรให้กระชากใจที่สุด และอย่าลืมอย่ายาวเกินที่จะสามารถอ่านผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยนะ
  2. โน้มน้าวใจผ่าน ย่อหน้าคำนำ  คำนำหรือย่อหน้าแรก ควรจะให้นักข่าวเห็นภาพได้มากที่สุด อย่าเยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ
  3. ปักหมุดหัวข้อเด่นของเรา อย่าลืมชูจุดเด่นให้ชัด กระชากใจนักข่าวให้ได้ หลังจากเขียนคำนำหรือย่อหน้าแรกแล้ว
  4. คิดอย่างนักข่าว ลองคิดแบบนักข่าวหรือผู้บริหารดูว่า เขาต้องการอะไร ตอบสนองเนื้อหาให้ได้
  5. ดูเนื้อหาเก่าๆ ที่เคยตีพิมพ์เหมือนหรือต่างกับเราหรือไม่ ก่อนจะเขียนอย่าลืมดูบทความเก่าๆ ด้วยเคยมีใครเขียนหรือยัง หรือเป็นข่าวหรือยัง หากเป็นแล้ว ทำให้ต่างและน่าสนใจกว่าเดิม
  6. แอบส่องดูความสนใจในหน้า social ของนักข่าว แอบดูหน้า facebook twitter ของนักข่าวเพื่อดูว่าตอนนี้เขาสนใจอะไร หรือเคยสนใจอะไร จะได้นำมาร้อยเรียงเรื่องให้โดนใจเขามากขึ้น
  7. สำเนาเนื้อหาให้แก่นักข่าวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันสายเดียวกัน หากต้องการขายประเด็นมากกว่า 1 ราย แนะนำให้ส่งเรื่องนั้นๆ ไปยังสายข่าวเดียวกันพร้อมกันด้วยการสำเนา หรือ CC จดหมายของคุณ เพราะนักข่าวแต่ละรายเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เขาจะได้รับข้อมูลเท่าเที่ยมกันไม่ตกหล่น และไม่สับสนว่า เป็นคนละประเด็นกัน ท้ายที่สุดแล้ว นักข่าวเขาก็จะบอกกันหรือคุยกันอยู่ดี
  8. กรณีเนื้อหามาก แนบลิงก์ให้เข้าไปดูข้อมูลประกอบแทน
  9. ให้ข้อเสนอพิเศษ เช่น สัมภาษณ์พิเศษ หรือ ข้อมูล insight วิจัย ที่หายาก แต่อย่าลืม dateline เวลาไว้ด้วย ว่าติดต่อภายในเมื่อไร จึงจะได้ข้อเสนอพิเศษต่างๆ
  10. ใช้ภาษาให้ถูกกับนักข่าวแต่ละราย นักข่าวเศรษฐกิจ นักข่าวการเงิน มีความเข้าใจในภาษาที่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเป็นนักข่าวสายการเมือง อาจจะมีเข้าใจในภาษาเฉพาะทางธุรกิจที่ต่างออกไป เขียนแล้ว อย่าลืมคิดด้วยว่า นักข่าวจะเข้าใจหรือไม่
Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

influAnswer การตลาดระบาดสังคม 2018 ทางออกนักสื่อสาร 0 24149

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง Influencer ใครๆ ก็เลือกใช้ Influencer แต่มาถูกทาง หรือใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารที่ต้องวางแผนกันให้ดี “แนวทางการเลือกใช้ Influencer ปัจจุบัน จึงคาดหวังถึงการสร้างกระแสสังคม นำทิศทางของสังคม เฉกเช่น การเกิดโรค ที่เกิดการระบาดในวงสังคม” ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดในงานสัมมนา Influ-answer คำตอบ(ไหน) ที่ใช่… เมื่อใช้อินฟลูเอนเซอร์ 

คุณอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter Digital Agency กล่าวถึง Influencer โดยภาพรวมว่า Influencer หมายถึง คนที่สามารถมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ไม่ยึดติดกับช่องทาง หรือ Platform และเมื่อกล่าวถึงภาพรวมของ Influencer สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตั้งแต่ Mega Influencer (ผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน Macro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 ล้านคนแต่มากกว่า 1 หมื่นคน) และ Micro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 หมื่นคน)

ช่องทาง หรือ platform ที่เอเจนซี่เลือกใช้ปัจจุบัน ใช้ทุกช่องทาง แต่พิจารณาเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากลักษณะของช่องทาง เช่น

  • Facebook คนเลือกที่จะอ่านเนื้อหา เรานำเสนอเนื้อหาอย่างไร
  • Youtube เป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกติดตามบุคคล หรือ เจ้าของช่องนั้นๆ
  • Instagram ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมักจะติดตามดารา หรือคนที่มีสไตล์
  • Twitter ได้รับความสนใจมากในกลุ่มผู้ติดตามศิลปินเกาหลี และเรื่องราวดราม่าต่างๆ

ดังนั้น ในฐานะนักสื่อสาร จะต้องพิจารณาเลือกช่องทางให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพาช่องทางใด ช่องทางหนึ่ง

ด้านงบประมาณสื่อดิจิทัล กลุ่มลูกค้าหลายราย จัดสรรงบส่วนหนึ่งมาให้ในส่วน Influencer ประมาณร้อยละ 30 แต่มีการพิจารณาเลือกใช้ที่เปลี่ยนแปลงต่างจากเดิม เมื่อก่อน อาจมีการเลือกใช้ดารากันมาก ใครใช้ดาราดัง ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ดัง คนอยากลองสินค้าได้มาก แต่ กลุ่มเอเจนซี่ มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

Influencer ไม่ใช่ Presenter หรือ เป็นแค่เพียง Production House

การวัดผล หรือประเมินผล อยากให้นักสื่อสารมองที่วัตถุประสงค์เป็นหลักว่าเลือกใช้ Influencer เพื่ออะไร และอย่างไร ทั้งนี้ การวัดผลโดยภาพรวมแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) Engagement ว่าด้วยเรื่องการ like การ share 2) Behavior การประเมินผลด้านกิจกรรม เช่น ทำให้คนเข้าไปหน้าร้านเพิ่มมากขึ้น คนเข้าไปหน้าหลักของเว็บไซต์มากขึ้น เป็นต้น ทั้งสองส่วนนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Interaction ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของการจ้าง Influencer นั่นเอง คุณอรรถวุฒิกล่าวสรุป

 

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22924

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ