4 เทคนิคการบริหารวิกฤต เรียนรู้จากบอสใหญ่ แอร์เอเซีย TONY FERNANDES กรณีเที่ยวบิน QZ8501 - PR Matter

4 เทคนิคการบริหารวิกฤต เรียนรู้จากบอสใหญ่ แอร์เอเซีย TONY FERNANDES กรณีเที่ยวบิน QZ8501 0 25069

หลังจากเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ได้แนะนำ 4 วิธี สำหรับผู้บริหารระดับสูงใช้ SOCIAL MEDIA ครั้งนี้ ขอนำกรณีศึกษาจากการบริหารจัดการสื่อสารภาวะวิกฤต จาก TONY FERNANDES กรณีเที่ยวบิน QZ8501

ตลอดปีที่ผ่านมา มาเลเซียต้องรับศึกหนักหลายด้าน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะทอร์นาโด น้ำท่วม หมอกควัน เครื่องบินตก เรื่องชู้สาวระดับผู้นำ ชนิดที่เรียกว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก หมดเรื่องน้ำท่วม เครื่องบินแอร์เอเซียก็ตกทันที

ทว่าผู้บริหารใหญ่ของแอร์เอเซีย อินโดนีเซีย Tan Sri Anthony Francis “Tony” Fernandes  ได้เข้ามาบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที และได้รับคำชื่นชมอย่างมากมายในฐานะโฆษกองค์กรที่สามารถจัดการวิกฤตได้อย่างสมบูรณ์

นักพีอาร์และนักสื่อสารลองมาเรียนรู้จากสิ่งที่เขาทำกัน โดยใช้หลักการง่ายๆ 4 ประการได้แก่

1. ตอบสนองอย่างรวดเร็ว และปฏิบัติการอย่างทันที

ในระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น Tony ได้ tweet ข้อความขึ้นทันที ก่อนที่จะมีคำถาม

We will be putting out another statement soon. Thank you for all your thoughts and prays.we must stay strong. Tony Tweet.

และภายในสามชั่วโมงเขาก็ได้เดินทางไปถึงสนามบินสุบารายา เพื่อควบคุมสถานการณ์

On my way to Surabaya where most of the passangers are from as with my Indonesian management. Providing information as we get it. Tony Tweet.

ในขณะที่ นายกรัฐมนตรี มาเลเซีย ใช้เวลาถึง 9 ชั่วโมง จึงจะ tweet ข้อความที่ไม่ได้บอกสาระอะไรเลย ในกรณี เที่ยวบิน MH370

2. อย่ากล่าวโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่นใด

เป็นเรื่องง่ายที่จะกล่าวโทษ ลม ฟ้า อากาศ หอควบคุมการบิน  การจราจร หรือแม้แต่ หุ้นส่วนที่อินโดนีเซีย แต่ Tony ไม่ทำ เพราะไม่เห็นประโยชน์อันใดในการกล่าวโทษ

3. บอกวิธีการเข้าถึงข้อมูล ว่าจะรับข้อมูลที่ถูกต้องได้จากที่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกคนวิ่งหาข้อมูลกันเอง ผิดๆ ถูกๆ 

บทเรียนจาก MH370 ที่ทุกคนต้องวิ่งหาข้อมูลกันเองว่า เครื่องบินหายไปไหน หายได้อย่างไร ด้วยการควานหาข้อมูลจาก facebook กันเอง ซึ่งสร้างความหายนะให้แก่มาเลเซียอย่างมหาศาล

ในทางกลับกัน ครั้งนี้ แอร์เอเซีย ทำได้เป็นอย่างดี ทุกสื่อ ทุกคน สามารถวิ่งหาข้อมูลได้โดยตรงจากศูนย์ข้อมูลที่สนามบินสุราบายา

4. จริงใจ และโปร่งใส ตรวจสอบได้

สังเกตุข้อความด้านล่างของ Tony แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษปถุชน ที่เอาใจใส่ สนใจ ให้ความสำคัญ และแสดงออกซึ่งความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง ด้วยการใช้ภาษาที่ง่าย กระชับ ไม่เป็นทางการ

อ่านเพิ่มเติมได้จากต้นฉบับ 4 CRISIS-HANDLING TIPS WE LEARNT FROM TONY FERNANDES & QZ8501

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พฤติกรรมนักชอปปิงไทย 2021 0 768

ภาพอนาคตชอปปิงไทยตกผลึกนักชอปไทยปรับพฤติกรรมรับออนไลน์ชอปปิงมากที่สุดในโลก การศึกษาชิ้นใหม่ของ วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย พบว่าเส้นทางผู้ซื้อออนไลน์ในปัจจุบันสั้นกระชับยิ่งขึ้น โดยมีแพลทฟอร์มตลาดออนไลน์เป็นผู้ครองเรตติ้งสูงสุดตลอดเส้นทาง ในขณะที่แพลทฟอร์มโซเชียลและเกมมิ่งคอมเมิร์ซเริ่มมีบทบาทเด่น และทางรอดทางรุ่งของแพลทฟอร์ม D2C และผู้ค้าปลีกคือการสร้างประสบการณ์ Omnichannel ที่โดนใจ

ผลการศึกษา ฟิวเจอร์ ชอปเปอร์ 2021(Future Shopper 2021) ในประเทศไทย โดย วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย ชี้ว่าผู้บริโภคชาวไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทรนด์การชอปปิงออนไลน์ทั่วโลก และยังพบว่าการย้ายฐานความคิดของผู้ซื้อจะสร้างทัศนคติและพฤติกรรมออนไลน์คอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องหลังช่วงการระบาดของโควิด-19 การศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้ธุรกิจมองอนาคตได้ชัด คม และกว้างไกลยิ่งขึ้น เห็นถึงโอกาสมากมายและความท้าทายที่ต้องเผชิญ ให้แบรนด์เดินหน้าวางแผนธุรกิจและการลงทุนได้อย่างรอบรู้เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว 

Future Shopper เป็นรายงานการวิจัยตลาดในหมวดธุรกิจพาณิชย์ทั่วโลก โดย วันเดอร์แมน ธอมสัน ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถาม 28,000 คนใน 17 ประเทศทั่วโลก นับเป็นการศึกษาชุดที่ 3 ในซีรีส์ Future Pulse Survey ของวันเดอร์แมน ธอมสัน ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้ศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมในโลกดิจิทัล รวมถึงผลกระทบจากโควิด-19 ตลอดจนประสบการณ์ชอปปิงออนไลน์ที่ชื่นชอบ ความคาดหวัง ช่องทางออนไลน์คอมเมิร์ซอื่นๆ ที่กำลังมาแรง และความแตกต่างด้านพฤติกรรมการจับจ่ายของคนแต่ละรุ่น 

ในส่วนของประเทศไทย การสำรวจ Future Shopper 2021 ได้ศึกษาผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,025 คน ครอบคลุมทั้ง Gen X, Gen Y และ Gen Z แบ่งเป็นเพศชาย 46% และเพศหญิง 54% โดย 58.8% อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล และที่เหลือ 41.2% อาศัยอยู่ในจังหวัดหัวเมืองทั่วประเทศ 

“การศึกษาครั้งนี้ได้เผยแง่มุมต่างๆ ว่า  ผู้ซื้อออนไลน์กำลังมีบทบาทกำหนดอนาคตของธุรกิจพาณิชย์อย่างไร ผู้บริโภคต้องการสิ่งใดจากประสบการณ์ชอปปิงดิจิทัลของตน ทำไมธุรกิจจะต้องเริ่มตอบสนองตั้งแต่วันนี้ แล้วพวกเขาจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จ แบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เป็นแนวทางดำเนินกลยุทธ์ ให้บริการ และวางแผนการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เท่าทันกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในโลกของการชอปปิงแบบดิจิทัล”

มัวรีน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย

พฤติกรรมการชอปปิงได้ก่อตัวขี้นแล้วโควิด-19 ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างถาวร กลายเป็นฐานของผู้ซื้อที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและพร้อมใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น การศึกษาครั้งนี้พบว่าชาวไทยมีอัตราการใช้ช่องทางชอปปิงออนไลน์สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคถึง 94% ระบุว่าการชอปปิงออนไลน์เป็นช่องทางที่มาช่วยพวกเขาไว้ในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72% นอกจากนี้ 90% ตอบว่าจะใช้ช่องทางดิจิทัลต่อไปในปีหน้า เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 62% พวกเขามั่นใจว่าพฤติกรรมชอปปิงออนไลน์ของตนเองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตลอดกาล เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นเร็วยิ่งขึ้น (88%) และความกลัวที่จะไปเดินจับจ่ายภายในร้านค้า (62%)

นอกจากนี้ผู้บริโภคชาวไทยยังใช้เงินผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นกว่าในอดีต โดยใช้เพื่อซื้อทั้งสินค้าและบริการ และมีถึง 45% ที่ยินดีจ่ายเงินตั้งแต่ 1,000 – 8,000 บาทในการช้อปปิ้งออนไลน์ แม้ว่าโดยรวมการใช้จ่ายในช่องทางออฟไลน์จะยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่การช้อปปิ้งออนไลน์มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นและอยู่ในระดับสูงต่อไปในอนาคต โดยผู้บริโภคชาวไทย 62% พบว่าตนเองใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงโควิด-19 และ 92% ระบุว่าจะยังคงซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ต่อไปเช่นเดิมหลังการระบาดสิ้นสุดลง 

ในขณะที่คนไทยนิยมจับจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุดในโลกเช่นนี้ ฌอน ลี ออง ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน ได้เน้นย้ำว่าแบรนด์จะต้องพิจารณาผลปรากฏการณ์นี้ในทั้งสองด้าน “แม้จะมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นก็หมายความว่าผู้บริโภคชาวไทยอาจจะเป็นลูกค้าที่เอาใจยากด้วยเช่นกัน แบรนด์จะต้องสำรวจและปรับปรุงประสบการณ์ชอปปิงออนไลน์ของตนเองให้อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเช่นเดียวกับที่ผู้บริโภคคาดหวัง” 

ประสบการณ์ที่ฉลาด รวดเร็ว และครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงแค่เป็นช่องทางออนไลน์ แต่เป็น Omnichannel เพราะว่าช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ยังคงมีความสำคัญทั้งคู่ ผู้บริโภคชาวไทย 82% ชอบซื้อกับแบรนด์ซึ่งมีทั้งหน้าร้านปกติและหน้าร้านออนไลน์ แม้จะรู้สึกว่าพวกเขา ล้ำหน้ากว่าแบรนด์เหล่านี้เสียอีกในเรื่องการชอปปิงออนไลน์ พวกเขาคิดว่าแบรนด์น่าจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างสรรค์ประสบการณ์ได้ดีกว่านี้ (89%) พวกเขารู้สึกว่าผู้ค้าปลีกและบริการพาณิชย์ที่พวกเขาเป็นลูกค้าอยู่ยังก้าวไม่ทันพวกเขาในเรื่องชีวิตดิจิทัล (77%) และหวังว่าแบรนด์น่าจะสื่อสารข้ามช่องทางต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อได้มากกว่าที่เป็นอยู่ (86%) พวกเขาต้องการได้รับประสบการณ์ชอปปิงแบบ Omnichannel ที่ล้ำสมัย ผสานประสบการณ์ออฟไลน์และออนไลน์ไว้ด้วยกันอย่างราบรื่นไร้การสะดุด โดยที่ทุกทัชพอยท์จดจำสิ่งที่พวกเขาสนใจ ชื่นชอบ ตลอดจนวิธีการชำระเงินและประวัติการซื้อในอดีตของพวกเขาได้ ซึ่งจะทำให้ได้รับประสบการณ์ชอปปิงที่รวดเร็วและดียิ่งขึ้น 

ประสบการณ์ออนไลน์ที่คุณมีให้ ดีพอที่จะรับมือกับความต้องการและความคาดหวังที่สูงขึ้นแล้วหรือยัง?

ผู้บริโภคชาวไทยจะไม่ซื้อสินค้าจากธุรกิจที่ไม่ตอบสนองความคาดหวังของพวกเขา และทุกวันนี้พวกเขาตั้งความคาดหวังจากการชอปปิงออนไลน์ไว้สูงด้วยเช่นกัน ผู้บริโภคชาวไทย 95% คิดว่าผู้ค้าปลีกต้องผลักดันตนเองให้ดียิ่งขึ้นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่พวกเขาควรจะได้รับจากการชอปปิง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก ประสบการณ์ที่ไม่น่ารื่นรมย์จะทำให้เสียลูกค้าไป โดยผู้บริโภคชาวไทยถึง 64% ระบุว่าจะไม่ซื้อสินค้ากับใครก็ตามที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา และในขณะที่ผู้ซื้อต่างพากันย้ายเข้าสู่ช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น การช้อปปิ้งในร้านค้าแบบเดิมอาจถูกฉกชิงยอดขายไปไม่น้อยหากไม่มีการปรับตัวใดๆ 

4 เรื่องที่ร้านค้าและผู้ค้าปลีกสามารถดำเนินการได้

1)         จัดพื้นที่และวางแผนการขายในส่วน Curbside Shopping ให้ดี: ลองมองไปถึงการขายไขว้ (Cross-selling) และขายเพิ่ม (Up-selling) ให้กับลูกค้าที่อาจจะไม่เดินเข้าไปเลือกซื้อในร้านอีกต่อไป โดยจัดพื้นที่ให้ลูกค้าจอดรถริมขอบทางเพื่อแวะรับสินค้าที่สั่งซื้อไว้ (Curbside Pickup) ได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมกับนำเสนอสินค้าเป็นแพ็คใหญ่ สินค้าราคาพิเศษ สินค้าแพ็คใหญ่ที่เย้ายวนให้ซื้อโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า (Impulse Purchase) และการขายปลีกข้างตัวร้าน ฯลฯ

2)         อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเลือกซื้อและกลับออกนอกร้านได้อย่างรวดเร็ว: ช่วงที่ใช้เวลารอคอยนานที่สุดคือจุดชำระเงิน ลองหาวิธีลดเวลาในส่วนนี้ลง เช่น เปิดช่องชำระเงินแบบบริการตัวเอง ซึ่งจะเอื้อให้ใช้วิธีการชำระเงินแบบไร้การสัมผัสได้มากขึ้นอีกด้วย

3)      ทบทวนการจัดพื้นที่ร้านใหม่: ในอดีตสินค้าซึ่งเป็นที่นิยมและสินค้าจำเป็นต่างๆ จะถูกจัดให้อยู่ในส่วนที่ลึกสุดของร้าน อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องจัดให้สินค้าเหล่านี้อยู่ส่วนหน้าสุดของร้าน นอกจากนี้บริการแบบไร้การสัมผัส อาทิ เทคโนโลยีค้นหาสินค้าภายในร้านด้วยเสียง หรือเคาน์เตอร์บริการตัวเอง จะช่วยให้ลูกค้ารักษาระยะห่างจากผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น

4)      ประสบการณ์ Omnichannel: ผู้ค้าปลีกจะต้องวางแผนให้ผู้บริโภคมีเส้นทางลูกค้าที่เป็นองค์รวมมากยิ่งขึ้น ครบถ้วนยิ่งขึ้นทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ เส้นทางลูกค้า ประสบการณ์ และความคาดหวังของผู้บริโภคชาวไทยกำลังก่อตัวขึ้นในรูปแบบใหม่ท่ามกลางการเติบโตของการช้อปปิ้งออนไลน์ 

เส้นทางผู้ซื้อสั้นกระชับยิ่งขึ้น – ยิ่งเร็วยิ่งดี!

ทุกวันนี้ผู้บริโภคสามารถจุดแรงบันดาลใจ ค้นหา และจบด้วยการซื้อได้บนแพลทฟอร์มเดียว ยิ่งเส้นทางผู้บริโภคสั้นกระชับมากขึ้น การเปลี่ยนสถานะสู่การซื้อก็ยิ่งเกิดขึ้นได้เร็ว ผู้บริโภคชาวไทย 97% ต้องการขยับจากช่วงแรงบันดาลใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปสู่ช่วงของการซื้อให้ได้เร็วที่สุด ยิ่งสามารถจบด้วยการซื้อได้ในที่เดียวยิ่งดี ซึ่งนับเป็นทั้งภัยคุกคามและเป็นทั้งโอกาสสำหรับแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียและธุรกิจตรงสู่ผู้บริโภค (Direct-to-Consumer – D2C)  ในการดึงผู้ซื้อกลับสู่แพลทฟอร์มของตนเองและทำให้เกิดการซื้อขึ้น

ตลาดออนไลน์นำโด่งในโลกชอปปิงออนไลน์

ตลาดออนไลน์ (e-marketplace) เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในทั้ง 3 ช่วงหลักของเส้นทางลูกค้า คือ แรงบันดาลใจ (Inspiration), ค้นหา (Search) และซื้อ (Purchase) ในช่วงของการจุดแรงบันดาลใจมีการย้ายฐานจากเดิมที่เคยเป็นเซิร์ชเอนจิ้น โดยในปัจจุบันผู้บริโภค 70% มุ่งตรงไปที่ตลาดออนไลน์ (เช่น Lazada และ Shopee) มากที่สุด รองลงมาคือช่องทางโซเชียล (61%) และเซิร์ชเอนจิ้น (38%) ส่วนในช่วงของการค้นหา เซิร์ชเอนจิ้นก็ไม่ใช่จุดหมายหลักอันดับหนึ่งอีกต่อไปเช่นกัน ซึ่งพบว่า 78% จะเริ่มต้นการค้นหาที่ตลาดออนไลน์ ตามด้วยช่องทางโซเชียล (58%) และเซิร์ชเอนจิ้น (44%) จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่จะจบด้วยการซื้อที่ตลาดออนไลน์ (45%) ทิ้งห่างอันดับสอง คือ เว็บไซต์ผู้ค้าปลีก (11%) และอันดับสาม คือ โซเชียลมีเดีย (10%) เมื่อพิจารณาตามกลุ่มผลิตภัณฑ์พบว่าสินค้าเพื่อความงามและเสื้อผ้ามีแนวโน้มจะเกิดการซื้อมากที่สุดที่ตลาดออนไลน์ กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีการซื้อสูงสุดในตลาดออนไลน์ได้แก่ ของเล่น สินค้าฟุ่มเฟือย ของตกแต่งบ้าน และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจคือ แอปพลิเคชั่นจัดส่งแบบออนดีมานด์เป็นช่องทางที่มีการซื้อของอุปโภคบริโภคมากที่สุด (35%) รองลงมาคือตลาดออนไลน์ (22%) และเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีก (15%) 

ช่องทาง D2C กำลังจะตกขบวน

แบรนด์ต่างๆ ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ของตนในช่องทางตลาดออนไลน์ แต่พวกเขาควรคำนึงถึงกลยุทธ์ระยะยาวในการดึงผู้บริโภคกลับสู่ช่องทางของตนเองด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นของแบรนด์และเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีก เป็นจุดหมายอันดับท้ายๆ ในทุกช่วงของเส้นทางลูกค้า คือ ช่วงแรงบันดาลใจ 17% และ 15% ตามลำดับ ช่วงค้นหา 19% เท่ากัน และช่วงของการซื้อ 10% และ 11% ตามลำดับ ในประเทศจีน แบรนด์ต่างๆ สามารถดึงผู้บริโภคให้กลับสู่เว็บไซต์ของพวกเขาโดยตรงได้มากถึง 30% ซึ่งเป็นการนำพาแบรนด์ออกจากความแออัดในตลาดออนไลน์ 

ฌอน ลี ออง ชี้ว่าประสบการณ์ชอปปิงออนไลน์กำลังถูกครอบงำโดยแพลทฟอร์มตลาดออนไลน์ เช่นเดียวกับประสบการณ์ ชอปปิงออฟไลน์ที่มีเครือข่ายไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เป็นผู้ครองเกม “หากแบรนด์ไม่ต้องการตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ทรงอิทธิพลในตลาดทั้งสองฟากฝั่ง พวกเขาจะต้องเริ่มพัฒนาแพลทฟอร์ม D2C และเส้นทางใหม่เพื่ออนาคตของตนเองในระยะยาว”  

4 เรื่องที่แบรนด์ D2C สามารถดำเนินการได้

  1. ทำให้การชอปปิงที่ D2C เป็นช่องทางที่ดีกว่า: D2C เป็นเจ้าของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบถ้วนที่สุดและให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้จุดแข็งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์บนเว็บไซต์ของตนเอง ทุกวันนี้การเสนอราคาที่ถูกกว่าและจัดส่งฟรีอาจเป็นสิ่งพื้นฐานในโลกของการช้อปปิ้งออนไลน์ไปแล้ว แต่แบรนด์ยังคงสามารถให้สิ่งทดแทนจาก “มูลค่า” อื่นๆ ที่หาไม่ได้ในตลาดออนไลน์ อาทิ นโยบายคืนสินค้าได้ฟรี สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ และสิทธิพิเศษต่างๆ สำหรับลูกค้า
  2. สร้างกองหนุน: ผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่มายังเว็บไซต์ของแบรนด์ล้วนแต่รู้จักและให้ความไว้วางใจแบรนด์นั้นๆ อยู่แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะต้องหาบทรีวิวผลิตภัณฑ์จากตลาดออนไลน์หรือเว็บไซต์อื่นๆ ก็ตาม แพลทฟอร์มของแบรนด์ต้องยินดีที่จะสร้างความโปร่งใส 100% ในการนำเสนอรีวิวและคำติชมของลูกค้า หรือแม้กระทั่งมีสิ่งจูงใจให้แก่ผู้เขียนรีวิวหรือคำชมบนเว็บไซต์ของพวกเขา ทั้งนี้เพื่อสร้างชุมชนผู้สนับสนุนแบรนด์ขึ้นมา และแท้จริงแล้วการทำเช่นนั้นอาจเป็นช่องทางในการเปิดรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป
  3. คอนเทนที่มีพลังสร้างสรรค์และตอบโจทย์ผู้บริโภค: แบรนด์ต่างๆ ได้พยายายามสร้างคอนเทนท์ทั้งในรูปแบบวีดีโอ อัลบั้มภาพ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ บทรีวิว ถาม-ตอบข้อสงสัยฯลฯ แต่ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่ตอบโจทย์       คอนเทนท์ที่ใช่จะต้องมีพลังสร้างสรรค์และตอบข้อสงสัย คลายกังวล และตอบสนองความต้องการส่วนตัว แบรนด์จะต้องรู้จักผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ และสร้างคอนเทนท์ที่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ
  4. ต้องสร้างความภักดี: ใช้พลังของข้อมูลผู้บริโภคให้เกิดประโยชน์ด้วยการมอบโปรแกรม CRM ที่เป็นมากกว่าสิ่ง         ตอบแทนที่เป็นสิ่งของ แต่ต้องให้รางวัลทางใจด้วยเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกดีและหวนกลับมาอีกเรื่อยๆ

 ท่ามกลางการเติบโตของออนไลน์คอมเมิร์ซ แบรนด์ยังควรต้องติดตามสถานการณ์ว่ามีแพลทฟอร์มอื่นใดบ้างที่กำลังแจ้งเกิดหรือตีตื้นขึ้นมา 

โซเชียลคอมเมิร์ซจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะช่องทางการขายออนไลน์

ผู้บริโภคชาวไทย 66% เคยซื้อสินค้าบนโซเชียลแพลทฟอร์ม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 44% โดยพวกเขาชี้ว่า Facebook เป็นช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซที่ดีที่สุด (68%) และมี IG ตามมาห่างๆ เป็นอันดับสอง (13%) นอกจากนี้ 82% ยังคิดว่าจะซื้อผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซอีก โดยที่ 42% ระบุว่าปัจจัยที่จะทำให้พวกเขาซื้อผ่านแพลทฟอร์มนี้อีกในอนาคตคือความง่ายในการซื้อ ซึ่งบอกเป็นนัยถึงความรู้สึกของพวกเขาว่าโซเชียลคอมเมิร์ซยังไม่สะดวกราบรื่นดังใจนึก ปัจจัยอื่นๆ คือ การหาข้อเสนอและส่วนลดที่ดีกว่า (38%) และต้องการเห็นผลิตภัณฑ์เมื่ออยู่ในครอบครองของลูกค้าตัวจริง (35%) 

โซเชียลมีเดียกำลังกำหนดเส้นทางชอปปิงในโลกดิจิทัล

ในเมื่อการ “ส่งอิทธิพล” และ “แนะนำ” เป็นสองเทรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นในโซเชียลมีเดีย แพลทฟอร์มเหล่านี้จึงกำลังสร้างเส้นทางใหม่ในการจุดแรงบันดาลใจ ค้นหา และส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมาก ผู้บริโภคในประเทศไทย 77% ระบุว่าพวกเขาเคยแนะนำผลิตภัณฑ์ให้กับเพื่อนๆ ด้วยการแท็กหรือส่งข้อความถึงเพื่อนโดยตรง ฯลฯ ทั้งนี้ กลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อพวกเขามากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สมาชิกในครอบครัว (24%), อินฟลูเอนเซอร์ทางโซเชียลมีเดีย (19%) และเพื่อนๆ (12%) 

เกมมิ่งคอมเมิร์ซเป็นอีกช่องทางที่กำลังโตวันโตคืนโดยที่หลายๆ แบรนด์ยังคงมองไม่เห็น

การศึกษานี้ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าผู้ซื้อออนไลน์กว่าครึ่งหนึ่งเป็นเกมเมอร์! ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคชาวไทยมีเวลาเล่นเกมมากขึ้น โดย 54% เล่นเกมบนมือถือ และ 32% เล่นบนคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญ ผู้ที่เคยใช้เงินจับจ่ายบน           แพลทฟอร์มนี้มีสัดส่วนสูงถึง 72%  ซึ่งทำให้แพลทฟอร์มเกมมิ่งเป็นช่องทางที่น่าสนใจอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภค 66% มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าแบบเดียวกันให้กับตัวเองและอวตาร์ของตนบนแพลทฟอร์มเกมมิ่ง เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าอวตาร์ของตนคืออีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่พวกเขาใช้ท่องไปในโลกดิจิทัลและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แบรนด์จึงควรวางแผนการใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์มากกว่าเป็นเพียงแค่ช่องทางสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค         แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนสถานะสู่การซื้อด้วย 

4 เรื่องที่แบรนด์สามารถยกระดับขึ้นอีกขั้นในโซเชียลและเกมมิ่งคอมเมิร์ซ

  1. เติมจิ๊กซอว์ตัวสำคัญ ให้ลูกค้าจบด้วยการซื้อได้บนช่องทางโซเชียล: เปิดใช้ฟีเจอร์เพื่อใช้งานระบบโซเชียลคอมเมิร์ซที่แท้จริงในแอปพลิเคชั่น โดยเริ่มจาก Facebook และ Instagram ก่อน เตรียมพร้อมผสานตัวกับเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อที่เมื่อใดก็ตามที่มันผ่านการทดสอบและพร้อมเปิดใช้งาน คุณก็จะพร้อมเริ่มต้นทันทีด้วยเช่นกัน
  2. อินฟลูเอนเซอร์และไลฟ์สตรีมมิ่ง: ในประเทศไทย ผู้ซื้อ 27.9% ระบุว่าการขายแบบไลฟ์สดจะกระตุ้นให้พวกเขาซื้อผ่านช่องทางโซเชียลได้มากขึ้น วีดีโอต่างๆ สามารถจุดแรงบันดาลใจให้ซื้อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีดีโอที่เป็นคำยืนยันจากผู้ใช้จริงหรือการแนะนำโดยอินฟลูเอนเซอร์
  3. เข้าสู่โลกเกมมิ่งอย่างมีชั้นเชิง: ลองมองหาแง่มุมที่แบรนด์ของคุณกับวงการเกมมิ่งสามารถเสริมส่งกันได้ แล้วสร้าง
  4. กลยุทธ์ระยะยาวและกลวิธีต่างๆ ในการก้าวเข้าสู่โลกเกมมิ่ง
  5. สร้างพันธมิตรและความร่วมมือ: หาโอกาสสร้างพันธมิตรกับบริษัทเกมเพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือทั้งในรูปแบบที่     จับต้องได้และในโลกดิจิทัล หรืออาจร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์ของคุณในเวอร์ชั่นดิจิทัลซึ่งจะปรากฎอยู่ภายในเกมตามบริบทที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายของคุณ

 นอกจากนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังเผยให้เห็นคุณลักษณะที่แตกต่างกันของผู้บริโภคต่างรุ่นต่างยุค ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ถึงพฤติกรรมการช้อปปิ้งที่แตกต่างกัน และเป็นแนวทางให้แบรนด์ปรับใช้กลยุทธ์กับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

Gen X – มือใหม่ดิจิทัล เกมเมอร์ตัวยง และรู้ดีว่าตนเองต้องการอะไร

ชาว Gen X เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยเกมเมอร์ในสัดส่วนสูงที่สุด (55%) พวกเขารู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง (66%) และเป็นผู้ซื้อที่ไม่ค่อยอดทนกับการรอคอย (84%) โดย 69% คาดหวังว่าจะต้องจัดส่งของถึงมือได้ภายใน 2-3 วัน 

มิลเลนเนียล – ขอหาดูรีวิวก่อนนะ

ชาวมิลเลนเนียลจะศึกษาหาข้อมูลจากบทรีวิวที่น่าเชื่อถือก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (88%) Facebook    ได้กลายเป็นแพลทฟอร์มที่พวกเขาสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้เลย (69%) โดยเป็นอีกหนึ่งแพลทฟอร์มที่พวกเขาจบการซื้อได้ในที่เดียว นอกเหนือจาก Lazada และ Shopee 

Gen Z – ต้องดูสุดยอดทั้งในโลกความจริงและโลกเสมือน

ชาว Gen Z คุ้นเคยสุดๆ กับเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่แล้ว (76%) พวกเขาเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าให้กับอวตาร์ของตนเองในโลกเกมมิ่งเพื่อเป็นตัวตนของพวกเขาในเวอร์ชั่นดิจิทัล (78%) ชาว Gen Z ชอบการเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เนื่องจากทำให้พวกเขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ใดของแบรนด์ใด (77%) “โลกชอปปิงในอนาคตของไทยได้ก้าวล้ำไปมากในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 กระทั่งในปัจจุบันเป็นอันดับหนึ่งในโลกในเรื่องการปรับพฤติกรรมเข้าหาการชอปปิงออนไลน์ แบรนด์จึงต้องคอยจับสัญญาณและก้าวให้เท่าทันอยู่เสมอ และพร้อมชนะใจผู้ซื้อยุคอนาคตเพื่อคว้าโอกาสที่พวกเขามีให้” มัวรีน ตัน กล่าวสรุป 

วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย เป็นเอเยนซีที่ให้บริการด้านความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูล และเทคโนโลยีแบบครบวงจร รวมถึงความเชี่ยวชาญในด้านการวิจัยตลาดเพื่อสนับสนุนลูกค้าที่จำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค ทั้งยังมุ่งเน้นให้บริการ         ในฐานะเอเยนซีที่พร้อมรับมือกับอนาคตได้ดีที่สุดในประเทศไทย จึงมีความพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีที่สุดของแบรนด์ด้วยบริการที่ครบถ้วนที่สุดในที่เดียว ทั้งด้านการสร้างประสบการณ์ลูกค้า, การออกแบบ, การสื่อสาร, CRM, คอมเมิร์ซ, การสร้างคอนเทนท์, กลยุทธ์ข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูล, แคมเปญดิจิทัล, การตลาดเฉพาะบุคคล, ประชาสัมพันธ์, สื่อ, การบริหาร KOL และอินฟลูเอนเซอร์, ฝ่ายผลิต, โซเชียลมีเดีย, การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) และอินเทอร์เฟสผู้ใช้งาน (UI) เป็นต้น

สามารถติดตาม PR Matter จากช่องทางอื่นๆ ได้ที่

Instagram : https://www.instagram.com/prmatter

Twitter : https://www.twitter.com/thaiprmatter

Youtube : https://www.youtube.com/prmatter

Blockdit : https://www.blockdit.com/prmatter

Facebook : https://www.facebook.com/prmatter

Website : https://www.prmatter.com

เจาะลึกตลาดสุขภาพ LGBT ไทย 2021 0 929

ท่ามกลางปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้การเข้าถึงบริการทางการแพทย์เป็นปัญหาสำคัญ ด้วยข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ สถานการณ์การแพร่ระบาด และข้อปฏิบัติตามพระราชกำหนดฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคฯ ดังนั้น การพัฒนาระบบนวัตกรรมการแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญในระบบสาธารณสุขไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ที่ผ่านมา มีบริการปรึกษาทางการแพทย์ผ่านระบบโทรศัพท์ หรือ Telemedicine แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน ทั้งในแง่เครื่องมือ บุคลากร และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อการยอมรับและนำระบบเข้าไปใช้กับกระบวนการสาธารณสุข ปัจจุบัน หลายหน่วยงานได้พัฒนาระบบให้สามารถก้าวพ้นขีดจำกัดและอุปสรรคทางการแพทย์ได้แล้ว 

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจเกิดขึ้นโดย Borderless Healthcare Group เปิดตัวระบบ Platform ออนไลน์ เพื่อสุขภาพและการแพทย์ แต่ที่น่าจับตายิ่งกว่า ดึงตลาด LGBT ทั่วโลกมาสู่ไทย

ทำไมต้องดึง ตลาดสุขภาพ LGBT ทั่วโลก มาสู่ไทย

ผลการศึกษาหลายงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา* พบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของกลุ่ม LGBT ถูกเลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกในการปฏิบัติและบริการทางสุขภาพ รวมทั้งกลุ่มชายและหญิงข้ามเพศ (Transgender) มากกว่าครึ่งประสบปัญหากับผู้ให้บริการทางสุขภาพ ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าว ส่งผลต่อการให้บริการ ร้อยละ 28 ของกลุ่มชายและหญิงข้ามเพศ เมื่อป่วยหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที หรือถูกแบ่งแยกการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้อยละ 75  ของกลุ่มเลสเบี้ยน ถูกปฏิเสธและเลื่อนการดูแลรักษา รวมทั้ง มีเพียงร้อยละ 16 ของกลุ่ม LGBT ยอมเปิดเผยตัวตนตอบุคลาการทางการแพทย์ว่าเป็น LGBT

*ข้อมูลจาก Lighthouse LGBT inc. (2021)

สอดคล้องกับผลการศึกษาของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่า การตีตราจากสังคมทำให้กลุ่ม LGBT บางคนถูกปฏิเสธจากการให้บริการทางสุขภาพ หรือถูกเลือกปฏิบัติในรูปแบบที่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตุเห็น สาเหตุหนึ่งมาจากผู้ให้บริการด้านสุขภาพไม่พยายามทำความเข้าใจความต้องการเฉพาะของกลุ่ม LGBT นำไปสู่การเผชิญความเครียดและความบอบช้ำทางจิตใจ เรียกได้ว่าเป็น “ความเครียดที่เกิดจากการเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม (Minority stress)” อันส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจในที่สุด

นอกจากนี้ Borderless Healthcare Group ยังพบอีกว่า กลุ่ม LGBT มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไปในอาการและโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน มะเร็ง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคซึมเศร้า รวมถึง การใช้สารเสพติด ความผิดปกติของการรับประทาน โภชนาการไม่ถูกต้อง และการถูก Bully

ในขณะที่ประเทศไทย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้รายงานผลการสำรวจเพื่อสอบถามประสบการณ์การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย* ปี 2018-2019 ข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ คนทั่วไปมีทัศนคติที่ดีต่อกลุ่ม LGBT พร้อมสนับสนุนความเท่าเทียมและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ในสังคม และกลุ่ม LGBT ไทย ร้อยละ 92.9 เปิดเผยตัวตนว่าเป็น LGBT กับคนนอกครอบครัว

* กลุ่ม LGBT จำนวน 1,349 ราย และ กลุ่มชายจริง-หญิงแท้ 861 ราย อายุ 18-57 ปี

ที่สำคัญ ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ว่าด้วยเรื่อง การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เมื่อบุคคลใดเห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทําในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และมิใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้มีสิทธิยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พิจารณาได้ เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับกลุ่ม LGBT จากทั่วโลก เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่ยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายทางเพศ

แล้วขนาดประชากร* และอำนาจการจับจ่าย* ของกลุ่ม LGBT เป็นอย่างไร

ประชากร LGBT ทั่วโลกมีประมาณ 400 ล้านราย โดยประมาณการณ์ประเทศอินเดีย มีกลุ่ม LGBT มากกว่า 70 ล้านราย ประเทศจีน 75 ล้านราย และไทย 4.2 ล้านราย มีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยรวมทั่วโลกสูงถึง 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 117 ล้านล้านบาท และมูลค่าทรัพย์สินในครัวเรือนของกลุ่ม LGBT สูงถึง 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 690 ล้านล้านบาท

รวมทั้ง กลุ่ม LGBT ยังเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวตัวยง สมาคมท่องเที่ยวกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนนานาชาติ ระบุว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT มีการเดินทางท่องเที่ยวบ่อยกว่าและใช้จ่ายมากกว่าปกติ โดยรวมทั่วโลก สูงถึง 218 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.5 ล้านล้านบาท และเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจของไทย ประมาณ 1.15% เป็นสัดส่วนที่มากกว่าประเทศใด ๆ ในโลก

*ข้อมูลจาก Lighthouse LGBT inc. (2021) และ Out Now Consulting (2018)

อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

สินค้าและบริการใด มัดใจกลุ่ม LGBT 

เมื่อพิจารณาจากความต้องการของผู้บริโภคกลุ่ม LGBT จะเห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลง โอกาสและความท้าทายในหลายด้าน นับตั้งแต่ 

อดีต : ประเทศไทย ถือเป็นแหล่งปาร์ตี้ LGBT ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก เป็นเมืองที่ทุกคนต่างอยากเข้ามาสนุกสนาน สังสรรค์ เห็นได้จากงานดนตรีระดับนานาชาติชื่อดังหลายรายการที่เข้ามาจัดให้เฉพาะกลุ่ม LGBT ที่ผ่านมา ทั้ง White Party หรือ G-Circuit 

ปัจจุบัน : การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวสำหรับกลุ่ม LGBT น่าจับตามองและน่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล ด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ประเทศไทย อยู่ตรงกลางระหว่างประชากร LGBT ในตลาดที่มีศักยภาพอย่าง อินเดีย และจีน ซึ่งสามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยโดยใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินไม่เกิน 4 ชั่วโมง 

กำลังเติบโตเพิ่มขึ้น : การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBT ดังเห็นได้จากการจัดอันดับ ประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ประจำปี 2562 ของนิตยสาร CEOWORLD สหรัฐอเมริกา ประเทศไทยติดอันดับ 6 ระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก และเป็นอันดับ 1. ในกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข 2. ประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ 3. ค่าใช้จ่ายในระบบ 4. การเข้าถึงยาคุณภาพ และ 5. ความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ ดังนั้น การต่อยอดหรือพิจารณาเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงในกลุ่มนี้ จะสร้างเม็ดเงินและนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

กระแสใหม่กำลังมาแรง : การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์และวัยเกษียณของกลุ่ม LGBT ด้วยการรับรู้ของกลุ่ม LGBT ทั่วโลก ให้การยอมรับว่าไทยเป็น Gay-Friendly Country ค่าครองชีพที่เหมาะสม ไม่แพง และมีธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นที่สนใจจากนักลงทุนและชาวต่างชาติมาโดยตลอด รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) กำหนดแผนดึงกำลังซื้อชาวต่างชาติเข้ามาพำนักระยะยาว มีเป้าหมาย 1 ล้านคน เพื่อร่วมสร้างรายได้ให้ประเทศ 1 ล้านล้านบาท โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การให้วีซ่าระยะยาว 10 ปี ยกเว้นภาษีมรดก ลดภาษีสรรพสามิตสินค้าฟุ่มเฟือย ลดอัตราภาษีรายได้ ฯลฯ จึงนับเป็นโอกาสและความท้าทายในการต่อยอดธุรกิจจากแนวคิดนี้

อนาคต : การพัฒนาประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี –  ภาพยนตร์ – สินค้าอุปโภคและบริโภค ของกลุ่ม LGBT หรือ พัฒนาจนให้เกิดการรับรู้และจดจำประเทศไทย เป็น HolllywoodforLGBT ซึ่งคาดว่าจะมาถึงอีกไม่นาน ขึ้นอยู่กับใครจะเป็นผู้เริ่มต้นและบุกเบิกสู่ตลาดก่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ครั้งแรกในไทยพร้อมกันทั่วโลก Platform บริการปรึกษาด้านสุขภาพสำหรับ LGBT

Borderless Healthcare Group  ต้อนรับศักราชใหม่แห่งระบอบเศรษฐกิจสำหรับกลุ่ม LGBT ยุค New Normal ในช่วง Pride Month หรือเดือนแห่งความภูมิใจของกลุ่ม LGBT ในปีนี้ เปิดตัวระบบคลาวด์เพื่อสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBT ที่ใช้ชื่อว่า ‘Borderless.lgbt’

Borderless.lgbt จะเป็นช่องทางเลือกทางการแพทย์ให้แก่กลุ่ม LGBT ให้บริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีผ่านระบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ได้ทุกที่ไร้ขอบเขต พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่ม LGBT ทั่วโลกคอยดูแลชาว LGBT ผ่านระบบคลาวด์ปราศจากพรมแดนร่วมกับแพทย์ท้องถิ่นในคลินิก ในโรงแรมที่พัก หรือแม้แต่ที่บ้าน ได้อย่างสะดวกสบาย

Dr. Wei Siang Yu ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการกลุ่ม Borderless Healthcare Group

ไทยพร้อม ปักหลัก #ภูเก็ต นำร่อง LGBT Medical Tourism Hub

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ปี 2018 และ HVS Market Pulse ภูเก็ต ปี 2019 เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคม ปี 2018 มีจำนวนนักท่องเที่ยวบินมาเที่ยวภูเก็ตสูงสุด ทั้งชาวจีน รัสเซีย ออสเตรเลีย เกาหลี และอินเดีย รวมทั้งใน 2019 นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนทะลุ 12.9 ล้ายราย เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางในฝันของกลุ่ม LGBT  

นอกจากนี้ การจัดอันดับ Medical Tourism Index ปี 2020-2021 พบว่า ประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางในฝันของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ในอันดับที่ 5 กรมธนารัษ์ จึงร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาให้ ภูเก็ต กลายเป็นเมืองระดับโลกที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมและการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ที่มีคุณภาพสูงสำหรับชาวไทยและต่างประเทศ

Borderless Healthcare Group เปิดระบบ Platform ออนไลน์ รุกตลาดการแพทย์เพื่อ LGBT
ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นฐานการเปิดตัว เนื่องจากกลุ่มชุมชน LGBT ในประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีการขับเคลื่อนตลอดเวลา รวมถึงวัฒนธรรมไทยที่เป็นมิตรกับกลุ่ม LGBT อีกทั้งเป็นเป้าหมายหลักของชุมชนชาวต่างชาติในกลุ่ม LGBT ที่พักอาศัยอยู่ในประเทศจากรัสเซีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

การวิวัฒนาการทางการแพทย์สำหรับกลุ่ม LGBT ในที่พักอาศัย และขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมการบริการ จะเพิ่มมิติทางเศรษฐกิจอีกหลายมิติให้แก่ประเทศไทยอาทิเช่น การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพของกลุ่ม LGBT, ชีวิตหลังเกษียณอายุของกลุ่ม LGBT, โทรเวชกรรมให้กับกลุ่ม LGBT, ที่พักรีสอร์ทสำหรับกลุ่ม LGBT และนวัตกรรมเพื่อกลุ่ม LGBT ในการเสริมรากฐานให้กับกลุ่ม LGBT ที่มีอยู่ในประเทศไทย

Dr. Wei Siang Yu ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการกลุ่ม Borderless Healthcare Group

ในระหว่างสามเดือนที่จะถึงนี้ Borderless Healthcare Group จะอำนวยความสะดวกให้กับทีมแพทย์ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเครือข่ายและองค์ความรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับนานาชาติอื่นๆ ซึ่งจะปฏิรูปประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เพื่อกลุ่ม LGBT ระดับสากลที่มีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยความสามารถในการใช้ระบบคลาวด์ดูแลอย่างต่อเนื่องและไร้พรมแดน ด้วยทีมแพทย์ท้องถิ่นและทีมแพทย์นานาชาติ ยึดหลักสำคัญ คือ ภูมิปัญญาที่ดีที่สุดและเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบทางกฎหมายทางการแพทย์

การพัฒนาระบบนวัตกรรมทางภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่เพื่อกลุ่ม LGBT ผ่านแพลตฟอร์ม Borderless.lgbt จะนำไปสู่ระบอบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืน ระหว่างที่อุตสาหกรรมด้านการบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของประเทศ กำลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ LGBT และท่านใดสนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจลงทะเบียนเข้าร่วม H&WTFFFF Festival (Health & Wellness, Technology, Food, Fund, Film, Fashion Festival) งานระดับโลกซึ่งจะจัดขึ้นที่ภูเก็ตภายในปีนี้ คลิกลงทะเบียนที่ https://borderless.lgbt/about-htwfff/

สราวุธ บูรพาพัธ

สามารถติดตาม PR Matter จากช่องทางอื่นๆ ได้ที่
Instagram : https://www.instagram.com/prmatter
Twitter : https://www.twitter.com/thaiprmatter
Youtube : https://www.youtube.com/prmatter
Blockdit : https://www.blockdit.com/prmatter
Facebook : https://www.facebook.com/prmatter
Website : https://www.prmatter.com

เครดิตภาพ : pixabay.com

เอกสารอ้างอิง

อรพรรณ คงมาลัย และ วสันต์ ใจวงศ์ (2017). การยอมรับและการนำระบบโทรเวชกรรมเข้าไปใช้กับกระบวนการสาธารณสุข ในพื้นที่ห่างไกล กรณีศึกษา : โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย. วารสารวิจัยและพัฒนา มจธ., 10(4), 641-650.

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (2019). รายงานผลการสำรวจเพื่อสอบถามประสบการณ์การถูกตีตราและ เลือกปฏิบัติของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย. สืบค้นจาก   https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/publications/UNDP-TH-2019-LGBT-Tolerance-but-not-Inclusion-Fact-Sheet-TH.pdf

ราชกิจจานุเบกษา (2558). พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, 132(18), 17-27. สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/018/17.PDF

Hfocus (2019). ไทยติดอันดับ 6 ระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ไต้หวันคว้าที่ 1. สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2019/09/17663

ประชาชาติธุรกิจ (11 มิถุนายน 2564). ดึงต่างชาติช็อปอสังหา 1 ล้านคน ระวังกระทบราคาบ้าน-กำลังซื้อคนไทย. สืบค้นจาก https://www.prachachat.net/property/news-686709

Borderless Healthcare Group(2021).งานเปิดตัว Borderless.lgbt ระบบการแพทย์ในที่พักอาศัย สำหรับกลุ่ม LGBT ในประเทศไทย. วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 เวลา 11:00-12.00 น ผ่านทางช่องออนไลน์ Zoom