7 บทเรียนการสื่อสารภาวะวิกฤต จาก The Hunger Game 0 1526

กระแสภาพยนตร์เรื่องนี้ สุดแสนจะดัง ตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย กวาดรายได้ทั้งจากยอดขายหนังสือปาเข้าไปกว่า 50 ล้านเล่ม ยอดจองตั๋วหนังก่อนเข้าฉายมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้งยิ่งดังเข้าไปใหญ่ในประเทศไทยจากกิจกรรม ชู 3 นิ้ว ทำให้โรงภาพยนตร์บางโรงต้องยกเลิกฉาย

สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านเรื่องย่อได้โดยคลิกที่ เกมล่าเกม

หลังจากทราบเรื่องราวแล้ว จะขอสรุปสาระสำคัญบทเรียนด้านการสื่อสารภาวะวิกฤตจากภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ 7 ข้อดังนี้

1. โฆษกองค์กร คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ จะทำให้เรื่องดีขึ้นหรือเลวร้ายลง

Katniss Everdeen กลายเป็นฮีโร่จำเป็น หลังจากที่ได้อาสาไปแข่งขันในเกมแทนน้องสาว แม้ว่าใจจริงของเธอไม่ได้ต้องการจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติใดๆ ทว่าชาวพานัมต่างผูกพันและรับฟังเธอในฐานะโฆษกที่ยิ่งใหญ่ ตัวแทนแห่งพลเมืองพานัม

เช่นเดียวกัน ผู้บริโภคต่างแสวงหาหรือต้องการที่จะทำธุรกิจกับบุคคลหรือองค์กรที่เขารู้จัก ชื่นชอบและเชื่อมั่นศรัทธา ผู้บริโภคยินดีที่จะให้อภัยและเข้าใจผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือการกระทำ ดังนั้น โฆษกองค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ในทุกการกระทำที่เกิดขึ้น

2. ใช้ ความหวัง ในการสื่อสาร อย่าสร้าง ความหวาดกลัว

President Snow รู้ดีว่า การสร้างแต่ความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว จะไม่มีทางสำเร็จในการยึดกุมอำนาจ จึงเป็นเหตุให้เกิดการจัดแข่งขันในเกมขึ้น เพื่อสร้างพลังสัญลักษณ์แห่งความหวังให้เกิดขึ้นในแต่ละเขตเมืองปกครองต่างๆ

ความสำเร็จในการสื่อสารภาวะวิกฤต สามารถทำให้ความเสียหายลดน้อยลงได้ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อนื่อง แบ่งปันข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้น ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเน้นการสื่อสารเชิงรุก หรือ ให้ข้อมูลก่อนที่นักข่าวหรือผู้บริโภคจะร้องขอ นั่นเอง

3. อย่าหักหลัง

“Katniss, เมื่อคุณอยู่ในการแข่งขัน จำไว้เสมอว่า ใครคือศัตรูที่แท้จริงของคุณ” –Haymitch Abernathy

การแอบซุกคู่แข่ง ลูกค้า พนักงาน นักข่าว ไว้ใต้พรม จะทำให้องค์กรคุณยิ่งอ่อนแอ ดังนั้น การมองกลุ่มคนเหล่านี้แบบโลกสวย จะช่วยคุณได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คอยดูให้ดีว่าจะมีข้อมูลเชิงลบใดบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาทางจัดการหรือแสวงหาคำตอบอย่างใจเย็น ก็จะช่วยองค์กรคุณได้ดี

เพราะศัตรูที่แท้จริงของคุณ คือ เหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ คู่แข่ง ลูกค้า พนักงาน หรือนักข่าว นะ

4. เลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์

แต่ละเขตในภาพยนตร์ต่างหากลยุทธ์เพื่ออยู่รอด แต่คนที่ศึกษาสภาพแวดล้อมของศัตรูได้ดีที่สุด จะอยู่ได้นานที่สุด

เช่นเดียวกัน องค์กรควรจะดูสถานการณ์วิกฤต ณ ขณะนั้น ว่าควรจะใช้กลยุทธ์ใดก่อนที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก วิธีการง่ายๆ คือ จะต้องคอยตรวจสอบข่าว แนวโน้ม กระแส (News Monitoring) ความกังวลของผู้บริโภค เป็นต้น เพื่อให้นักสื่อสารจะได้หาหนทางในการจัดเตรียมและแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด

5. อย่าโกหก

เป็นธรรมชาติ เมื่อถึงภาวะวิกฤต การโกหก จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น กลยุทธ์นี้ไม่เคย Work เพราะการโกหก จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ขาดฝันเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเรื่องราวถูกขุดคุ้ยมากขึ้น จะทวีคูณความรุนแรง เกินกว่าที่จะแก้ไขได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อ Katniss ได้สร้างกระแสว่าตนเองรักกับ Peeta ทุกคนคงเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นตามมา

6. จุดเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดขององค์กร นั่นละ คือ ตัวตนขององค์กรที่แท้จริง

ดังคำกล่าวของ Katniss ที่ว่า เมื่อไฟไหม้ พวกเรา คุณนั่นละ จะไหม้ไปพร้อมกับเราด้วย “Fire is catching! And if we burn, you burn with us!”

หัวใจขององค์กรนั่นคือ พนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับผู้ใต้บังคับบัญชา จนถึงผู้บริหารระดับสูง จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นได้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งนี้ พีอาร์ มีหน้าที่จะต้องคอยสอดส่องและดูแล จัดการสื่อสารก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โต

7. ถ้าคุณจัดการมันได้ จึงเข้าไปเล่นกับไฟ หรือ อย่าเล่นกับไฟ หากคุณไม่อยากจะไหม้

แม้ว่า President Snow จะพยายามบอกและเตือน Katniss ถึงความจริงอันโหดร้ายของสงครามและผลที่จะตามมาจากการปฏิวัติ แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับ Katniss ได้ในที่สุด แต่กลับเกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามและร้ายแรงยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับองค์กร หากคุณไม่สามารถประเมินเหตุการณ์ที่ชัดเจนได้จากการกระทำขององค์กรว่า ทำอย่างนี้ แล้วผลจะเป็นอย่างไรในภาวะวิกฤต หรือ ทำแล้ว ผลที่จะเกิดสามารถเกิดขึ้นได้ในกี่ทิศทาง แต่ละทาง มีแนวทางจัดการได้อย่างไรบ้าง ฉะนั้น เมื่อเห็นแล้วว่า ทำแล้วจะเกิดไฟไหม้ขึ้น ก็อย่าทำจะดีกว่า เพราะหากลุกลามใหญ่โต แล้วจะจัดการยากยิ่งขึ้น

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

influAnswer การตลาดระบาดสังคม 2018 ทางออกนักสื่อสาร 0 24149

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง Influencer ใครๆ ก็เลือกใช้ Influencer แต่มาถูกทาง หรือใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารที่ต้องวางแผนกันให้ดี “แนวทางการเลือกใช้ Influencer ปัจจุบัน จึงคาดหวังถึงการสร้างกระแสสังคม นำทิศทางของสังคม เฉกเช่น การเกิดโรค ที่เกิดการระบาดในวงสังคม” ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดในงานสัมมนา Influ-answer คำตอบ(ไหน) ที่ใช่… เมื่อใช้อินฟลูเอนเซอร์ 

คุณอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter Digital Agency กล่าวถึง Influencer โดยภาพรวมว่า Influencer หมายถึง คนที่สามารถมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ไม่ยึดติดกับช่องทาง หรือ Platform และเมื่อกล่าวถึงภาพรวมของ Influencer สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตั้งแต่ Mega Influencer (ผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน Macro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 ล้านคนแต่มากกว่า 1 หมื่นคน) และ Micro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 หมื่นคน)

ช่องทาง หรือ platform ที่เอเจนซี่เลือกใช้ปัจจุบัน ใช้ทุกช่องทาง แต่พิจารณาเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากลักษณะของช่องทาง เช่น

  • Facebook คนเลือกที่จะอ่านเนื้อหา เรานำเสนอเนื้อหาอย่างไร
  • Youtube เป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกติดตามบุคคล หรือ เจ้าของช่องนั้นๆ
  • Instagram ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมักจะติดตามดารา หรือคนที่มีสไตล์
  • Twitter ได้รับความสนใจมากในกลุ่มผู้ติดตามศิลปินเกาหลี และเรื่องราวดราม่าต่างๆ

ดังนั้น ในฐานะนักสื่อสาร จะต้องพิจารณาเลือกช่องทางให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพาช่องทางใด ช่องทางหนึ่ง

ด้านงบประมาณสื่อดิจิทัล กลุ่มลูกค้าหลายราย จัดสรรงบส่วนหนึ่งมาให้ในส่วน Influencer ประมาณร้อยละ 30 แต่มีการพิจารณาเลือกใช้ที่เปลี่ยนแปลงต่างจากเดิม เมื่อก่อน อาจมีการเลือกใช้ดารากันมาก ใครใช้ดาราดัง ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ดัง คนอยากลองสินค้าได้มาก แต่ กลุ่มเอเจนซี่ มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

Influencer ไม่ใช่ Presenter หรือ เป็นแค่เพียง Production House

การวัดผล หรือประเมินผล อยากให้นักสื่อสารมองที่วัตถุประสงค์เป็นหลักว่าเลือกใช้ Influencer เพื่ออะไร และอย่างไร ทั้งนี้ การวัดผลโดยภาพรวมแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) Engagement ว่าด้วยเรื่องการ like การ share 2) Behavior การประเมินผลด้านกิจกรรม เช่น ทำให้คนเข้าไปหน้าร้านเพิ่มมากขึ้น คนเข้าไปหน้าหลักของเว็บไซต์มากขึ้น เป็นต้น ทั้งสองส่วนนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Interaction ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของการจ้าง Influencer นั่นเอง คุณอรรถวุฒิกล่าวสรุป

 

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22924

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ