7 บทเรียนการสื่อสารภาวะวิกฤต จาก The Hunger Game 0 779

กระแสภาพยนตร์เรื่องนี้ สุดแสนจะดัง ตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย กวาดรายได้ทั้งจากยอดขายหนังสือปาเข้าไปกว่า 50 ล้านเล่ม ยอดจองตั๋วหนังก่อนเข้าฉายมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้งยิ่งดังเข้าไปใหญ่ในประเทศไทยจากกิจกรรม ชู 3 นิ้ว ทำให้โรงภาพยนตร์บางโรงต้องยกเลิกฉาย

สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านเรื่องย่อได้โดยคลิกที่ เกมล่าเกม

หลังจากทราบเรื่องราวแล้ว จะขอสรุปสาระสำคัญบทเรียนด้านการสื่อสารภาวะวิกฤตจากภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ 7 ข้อดังนี้

1. โฆษกองค์กร คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ จะทำให้เรื่องดีขึ้นหรือเลวร้ายลง

Katniss Everdeen กลายเป็นฮีโร่จำเป็น หลังจากที่ได้อาสาไปแข่งขันในเกมแทนน้องสาว แม้ว่าใจจริงของเธอไม่ได้ต้องการจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติใดๆ ทว่าชาวพานัมต่างผูกพันและรับฟังเธอในฐานะโฆษกที่ยิ่งใหญ่ ตัวแทนแห่งพลเมืองพานัม

เช่นเดียวกัน ผู้บริโภคต่างแสวงหาหรือต้องการที่จะทำธุรกิจกับบุคคลหรือองค์กรที่เขารู้จัก ชื่นชอบและเชื่อมั่นศรัทธา ผู้บริโภคยินดีที่จะให้อภัยและเข้าใจผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือการกระทำ ดังนั้น โฆษกองค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ในทุกการกระทำที่เกิดขึ้น

2. ใช้ ความหวัง ในการสื่อสาร อย่าสร้าง ความหวาดกลัว

President Snow รู้ดีว่า การสร้างแต่ความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว จะไม่มีทางสำเร็จในการยึดกุมอำนาจ จึงเป็นเหตุให้เกิดการจัดแข่งขันในเกมขึ้น เพื่อสร้างพลังสัญลักษณ์แห่งความหวังให้เกิดขึ้นในแต่ละเขตเมืองปกครองต่างๆ

ความสำเร็จในการสื่อสารภาวะวิกฤต สามารถทำให้ความเสียหายลดน้อยลงได้ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อนื่อง แบ่งปันข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้น ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเน้นการสื่อสารเชิงรุก หรือ ให้ข้อมูลก่อนที่นักข่าวหรือผู้บริโภคจะร้องขอ นั่นเอง

3. อย่าหักหลัง

“Katniss, เมื่อคุณอยู่ในการแข่งขัน จำไว้เสมอว่า ใครคือศัตรูที่แท้จริงของคุณ” –Haymitch Abernathy

การแอบซุกคู่แข่ง ลูกค้า พนักงาน นักข่าว ไว้ใต้พรม จะทำให้องค์กรคุณยิ่งอ่อนแอ ดังนั้น การมองกลุ่มคนเหล่านี้แบบโลกสวย จะช่วยคุณได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คอยดูให้ดีว่าจะมีข้อมูลเชิงลบใดบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาทางจัดการหรือแสวงหาคำตอบอย่างใจเย็น ก็จะช่วยองค์กรคุณได้ดี

เพราะศัตรูที่แท้จริงของคุณ คือ เหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ คู่แข่ง ลูกค้า พนักงาน หรือนักข่าว นะ

4. เลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์

แต่ละเขตในภาพยนตร์ต่างหากลยุทธ์เพื่ออยู่รอด แต่คนที่ศึกษาสภาพแวดล้อมของศัตรูได้ดีที่สุด จะอยู่ได้นานที่สุด

เช่นเดียวกัน องค์กรควรจะดูสถานการณ์วิกฤต ณ ขณะนั้น ว่าควรจะใช้กลยุทธ์ใดก่อนที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก วิธีการง่ายๆ คือ จะต้องคอยตรวจสอบข่าว แนวโน้ม กระแส (News Monitoring) ความกังวลของผู้บริโภค เป็นต้น เพื่อให้นักสื่อสารจะได้หาหนทางในการจัดเตรียมและแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด

5. อย่าโกหก

เป็นธรรมชาติ เมื่อถึงภาวะวิกฤต การโกหก จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น กลยุทธ์นี้ไม่เคย Work เพราะการโกหก จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ขาดฝันเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเรื่องราวถูกขุดคุ้ยมากขึ้น จะทวีคูณความรุนแรง เกินกว่าที่จะแก้ไขได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อ Katniss ได้สร้างกระแสว่าตนเองรักกับ Peeta ทุกคนคงเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นตามมา

6. จุดเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดขององค์กร นั่นละ คือ ตัวตนขององค์กรที่แท้จริง

ดังคำกล่าวของ Katniss ที่ว่า เมื่อไฟไหม้ พวกเรา คุณนั่นละ จะไหม้ไปพร้อมกับเราด้วย “Fire is catching! And if we burn, you burn with us!”

หัวใจขององค์กรนั่นคือ พนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับผู้ใต้บังคับบัญชา จนถึงผู้บริหารระดับสูง จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นได้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งนี้ พีอาร์ มีหน้าที่จะต้องคอยสอดส่องและดูแล จัดการสื่อสารก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โต

7. ถ้าคุณจัดการมันได้ จึงเข้าไปเล่นกับไฟ หรือ อย่าเล่นกับไฟ หากคุณไม่อยากจะไหม้

แม้ว่า President Snow จะพยายามบอกและเตือน Katniss ถึงความจริงอันโหดร้ายของสงครามและผลที่จะตามมาจากการปฏิวัติ แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับ Katniss ได้ในที่สุด แต่กลับเกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามและร้ายแรงยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับองค์กร หากคุณไม่สามารถประเมินเหตุการณ์ที่ชัดเจนได้จากการกระทำขององค์กรว่า ทำอย่างนี้ แล้วผลจะเป็นอย่างไรในภาวะวิกฤต หรือ ทำแล้ว ผลที่จะเกิดสามารถเกิดขึ้นได้ในกี่ทิศทาง แต่ละทาง มีแนวทางจัดการได้อย่างไรบ้าง ฉะนั้น เมื่อเห็นแล้วว่า ทำแล้วจะเกิดไฟไหม้ขึ้น ก็อย่าทำจะดีกว่า เพราะหากลุกลามใหญ่โต แล้วจะจัดการยากยิ่งขึ้น

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ก่อนส่งข่าวแจกในยุคดิจิทัล มีสิ่งเหล่านี้ครบหรือยัง 0 1669

บทบาทของข่าวแจกเปลี่ยนไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพราะมีสื่อออนไลน์เข้ามาส่งสารเพิ่มแทนไม่ว่าจะเป็น twitter โพสต์บน facebook หรือแม้แต่ youtube จนนักพีอาร์หลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่า ข่าวแจกของตน จะเป็นหมัดเด็ดต่อไปอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสื่อหรือช่องทางใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย แต่คุณค่าของข่าวแจกไม่เคยลดลงเลย สื่อสมัยใหม่สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในการรับข่าวสาร แต่สื่อเดิมที่ยังคงความน่าเชื่อถือขององค์กรและแบรนด์ยังคงหนีไม่พ้น สื่อเดิมๆ อย่าง ข่าวแจก

แต่ข่าวแจก ก็ต้องมีการปฏิวัติใหม่เหมือนกัน แต่โครงสร้างการเขียนข่าวแจกหลักๆ ก็ยังคงต้องมีเหมือนเดิม และในโอกาสนี้ ขอสรุปใจความสำคัญของการสร้างสรรค์ข่าวแจกในยุคดิจิทัลตามรายละเอียดดังนี้

ความนำ:

  1. เริ่มต้นด้วยคำถาม เช่น “อะไรคือสิ่งจำเป็นที่สุดในการรักษาสุขภาพ (กรณีเป็นสินค้าเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม หรือ สุขภาพต่าง)”
  2. หลึกเลี่ยงเริ่มต้นด้วย “บริษัท XYZ เป็นบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ … เปิดเผยว่า ….” ควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่เพียงตัวอักษร เช่น บอกว่าเป็นบริษัทชั้นนำ ควรระบุไปเลยว่า เป็นบริษัทที่มียอดจำหน่าย … สูงสุดในปีที่ผ่านมา หรือ เป็นบริษัทที่มีสาขามากที่สุดทั่วโลกกว่า … สาขา เป็นต้น
  3. หรือ เริ่มต้นข้อมูลที่ชัดเจนหรือมีความขัดแย้งที่น่าสนใจ เช่น ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะไม่มีคนใช้รถยนต์อีกต่อไป เป็นต้น

เนื้อความ :

  1. แสดงให้ชัดเจนว่ามีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่สาธยาย เวิ่นเว้อ
  2. สื่อสารด้วยข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นแต่น้อย ให้หลักฐานหรือมีบทพิสูจน์มากๆ
  3. เขียนให้ง่ายเข้าไว้ แบบเด็กประถมอ่านรู้เรื่อง
  4. อย่าเขียนมากกว่า 400 คำ หรือประมาณ 1 หน้า A4

ใช้อัญประกาศ หรือ quotes คำพูด :

  1. อย่าใช้คำที่บ่งบอกว่า น่าตื่นเต้น น่าสนใจ แต่ขอให้ระบุสิ่งเป็นที่เป็นรูปธรรมไปเลยว่า อะไรละ ที่น่าตื่นเต้น หรือ น่าสนใจ
  2. อย่ากลัวที่จะเห็นต่างที่จะเกิดเป็นข้อโต้แย้งเล็กๆ น้อยได้ เพราะบางทีการเห็นต่างๆ นี่ละ จะสร้างความน่าสนใจให้แก่ประเด็นข่าวขององค์กร ต่างจากคู่แข่ง
  3. อย่าลืมสรุปใจความสำคัญอีกครั้งด้วยละ

เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้ 0 598

หลังจากที่ได้อ่านบทความ 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน ไปแล้ว ก็เป็นแนวทางทำให้นักพีอาร์สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในครั้งนี้ จึงขอนำผลการศึกษาจากต่างประเทศมาแบ่งปันให้ได้รับรู้กันถึง เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้

เพราะนักพีอาร์ มีโอกาสในการขายประเด็นข่าวเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การสัมภาษณ์ การจัดทำภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว การให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวางแผนและกลยุทธ์เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถ ความรู้ คุณสมบัตินักพีอาร์ เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและประสานงานกับสื่อมวลชนด้วย

ในการนี้  NowSourcing ได้รวบรวมแนวคิด ไอเดีย สำหรับการทำงานกับสื่อมวลชนมาให้พวกเรา โดยสรุปดังนี้

  1. แต่ละวัน สื่อมวลชน ได้อีเมล์เป็นร้อย ดังนั้น การเขียนอีเมล์ แบบไม่เจาะจง จะไม่ work เช่น เรียนพี่สื่อมวลชน หากเป็นไปได้ ระบุชื่อไปเลย และก่อนส่งไปให้สื่อมวลชน ดูให้แน่ใจก่อนว่า เรื่องที่ส่งนั้น อยู่ในขอบข่ายความสนใจหรือรับผิดชอบของเขาไหม ทำการบ้านหน่อยว่าเขาดูอะไร สนใจอะไร มีความจริงใจในการติดต่อสื่อสาร อย่าสตอฯ และอย่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของสื่อมวลชนมากนัก
  2. ทำ อีเมล์ ของตนให้โดดเด่น อย่างที่ได้แนะนำไปแล้ว 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน
  3. การขายประเด็น ควรให้มีลักษณะเป็นการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว รวมทั้งมีเส้นบางๆ ระหว่างการขายแบบทางการ และไม่ทางการ ควรให้เกิดความรู้สึกร่วม และถ่อมตัวในการขายประเด็น อย่าอวดเก่ง อวดรู้เกินงาม
  4. สื่อมวลชน ชอบการขายประเด็นผ่าน อีเมล์ คิดเป็นร้อยละ 89 ผ่านโทรศัพท์ร้อยละ 6 และสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 5
  5. อย่าเริ่มต้นด้วยการขายของ เช่น ขอส่งข่าวแจก หรือ มีข้อมูลสำคัญมากบอก หรืออย่าขออภัยพร่ำเพรื่อ และอย่าพิมพ์ผิด พิมพ์ตัวย่อเยอะแยะ
  6. นักพีอาร์ชั้นนำได้ให้คำแนะนำสำคัญไว้5 ประการได้แก่ 1) ขายประเด็นให้ สั้น กระชับ 2) มีตัวตนติดต่อชัดเจน 3) คิดไว้เสมอต้องขายให้ได้ในเวลา 10 วินาที 4) เนื้อหาต้องเด็ดดวง 5) เล่าเรื่องให้น่าสนใจ
  7. สุดท้าย สะกดชื่อสื่อมวลชนให้ถูกต้อง ตอบกลับให้รวดเร็วเมื่อนักข่าวติดต่อกลับ ไตร่ตรองให้ดีเวลาไหนควรส่งประเด็นเพื่อขายข่าว