7 บทเรียนการสื่อสารภาวะวิกฤต จาก The Hunger Game 0 604

กระแสภาพยนตร์เรื่องนี้ สุดแสนจะดัง ตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย กวาดรายได้ทั้งจากยอดขายหนังสือปาเข้าไปกว่า 50 ล้านเล่ม ยอดจองตั๋วหนังก่อนเข้าฉายมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้งยิ่งดังเข้าไปใหญ่ในประเทศไทยจากกิจกรรม ชู 3 นิ้ว ทำให้โรงภาพยนตร์บางโรงต้องยกเลิกฉาย

สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านเรื่องย่อได้โดยคลิกที่ เกมล่าเกม

หลังจากทราบเรื่องราวแล้ว จะขอสรุปสาระสำคัญบทเรียนด้านการสื่อสารภาวะวิกฤตจากภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ 7 ข้อดังนี้

1. โฆษกองค์กร คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ จะทำให้เรื่องดีขึ้นหรือเลวร้ายลง

Katniss Everdeen กลายเป็นฮีโร่จำเป็น หลังจากที่ได้อาสาไปแข่งขันในเกมแทนน้องสาว แม้ว่าใจจริงของเธอไม่ได้ต้องการจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติใดๆ ทว่าชาวพานัมต่างผูกพันและรับฟังเธอในฐานะโฆษกที่ยิ่งใหญ่ ตัวแทนแห่งพลเมืองพานัม

เช่นเดียวกัน ผู้บริโภคต่างแสวงหาหรือต้องการที่จะทำธุรกิจกับบุคคลหรือองค์กรที่เขารู้จัก ชื่นชอบและเชื่อมั่นศรัทธา ผู้บริโภคยินดีที่จะให้อภัยและเข้าใจผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือการกระทำ ดังนั้น โฆษกองค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ในทุกการกระทำที่เกิดขึ้น

2. ใช้ ความหวัง ในการสื่อสาร อย่าสร้าง ความหวาดกลัว

President Snow รู้ดีว่า การสร้างแต่ความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว จะไม่มีทางสำเร็จในการยึดกุมอำนาจ จึงเป็นเหตุให้เกิดการจัดแข่งขันในเกมขึ้น เพื่อสร้างพลังสัญลักษณ์แห่งความหวังให้เกิดขึ้นในแต่ละเขตเมืองปกครองต่างๆ

ความสำเร็จในการสื่อสารภาวะวิกฤต สามารถทำให้ความเสียหายลดน้อยลงได้ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อนื่อง แบ่งปันข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้น ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเน้นการสื่อสารเชิงรุก หรือ ให้ข้อมูลก่อนที่นักข่าวหรือผู้บริโภคจะร้องขอ นั่นเอง

3. อย่าหักหลัง

“Katniss, เมื่อคุณอยู่ในการแข่งขัน จำไว้เสมอว่า ใครคือศัตรูที่แท้จริงของคุณ” –Haymitch Abernathy

การแอบซุกคู่แข่ง ลูกค้า พนักงาน นักข่าว ไว้ใต้พรม จะทำให้องค์กรคุณยิ่งอ่อนแอ ดังนั้น การมองกลุ่มคนเหล่านี้แบบโลกสวย จะช่วยคุณได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คอยดูให้ดีว่าจะมีข้อมูลเชิงลบใดบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาทางจัดการหรือแสวงหาคำตอบอย่างใจเย็น ก็จะช่วยองค์กรคุณได้ดี

เพราะศัตรูที่แท้จริงของคุณ คือ เหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ คู่แข่ง ลูกค้า พนักงาน หรือนักข่าว นะ

4. เลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์

แต่ละเขตในภาพยนตร์ต่างหากลยุทธ์เพื่ออยู่รอด แต่คนที่ศึกษาสภาพแวดล้อมของศัตรูได้ดีที่สุด จะอยู่ได้นานที่สุด

เช่นเดียวกัน องค์กรควรจะดูสถานการณ์วิกฤต ณ ขณะนั้น ว่าควรจะใช้กลยุทธ์ใดก่อนที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก วิธีการง่ายๆ คือ จะต้องคอยตรวจสอบข่าว แนวโน้ม กระแส (News Monitoring) ความกังวลของผู้บริโภค เป็นต้น เพื่อให้นักสื่อสารจะได้หาหนทางในการจัดเตรียมและแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด

5. อย่าโกหก

เป็นธรรมชาติ เมื่อถึงภาวะวิกฤต การโกหก จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น กลยุทธ์นี้ไม่เคย Work เพราะการโกหก จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ขาดฝันเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเรื่องราวถูกขุดคุ้ยมากขึ้น จะทวีคูณความรุนแรง เกินกว่าที่จะแก้ไขได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อ Katniss ได้สร้างกระแสว่าตนเองรักกับ Peeta ทุกคนคงเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นตามมา

6. จุดเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดขององค์กร นั่นละ คือ ตัวตนขององค์กรที่แท้จริง

ดังคำกล่าวของ Katniss ที่ว่า เมื่อไฟไหม้ พวกเรา คุณนั่นละ จะไหม้ไปพร้อมกับเราด้วย “Fire is catching! And if we burn, you burn with us!”

หัวใจขององค์กรนั่นคือ พนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับผู้ใต้บังคับบัญชา จนถึงผู้บริหารระดับสูง จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นได้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งนี้ พีอาร์ มีหน้าที่จะต้องคอยสอดส่องและดูแล จัดการสื่อสารก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โต

7. ถ้าคุณจัดการมันได้ จึงเข้าไปเล่นกับไฟ หรือ อย่าเล่นกับไฟ หากคุณไม่อยากจะไหม้

แม้ว่า President Snow จะพยายามบอกและเตือน Katniss ถึงความจริงอันโหดร้ายของสงครามและผลที่จะตามมาจากการปฏิวัติ แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับ Katniss ได้ในที่สุด แต่กลับเกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามและร้ายแรงยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับองค์กร หากคุณไม่สามารถประเมินเหตุการณ์ที่ชัดเจนได้จากการกระทำขององค์กรว่า ทำอย่างนี้ แล้วผลจะเป็นอย่างไรในภาวะวิกฤต หรือ ทำแล้ว ผลที่จะเกิดสามารถเกิดขึ้นได้ในกี่ทิศทาง แต่ละทาง มีแนวทางจัดการได้อย่างไรบ้าง ฉะนั้น เมื่อเห็นแล้วว่า ทำแล้วจะเกิดไฟไหม้ขึ้น ก็อย่าทำจะดีกว่า เพราะหากลุกลามใหญ่โต แล้วจะจัดการยากยิ่งขึ้น

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้ 0 430

หลังจากที่ได้อ่านบทความ 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน ไปแล้ว ก็เป็นแนวทางทำให้นักพีอาร์สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในครั้งนี้ จึงขอนำผลการศึกษาจากต่างประเทศมาแบ่งปันให้ได้รับรู้กันถึง เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้

เพราะนักพีอาร์ มีโอกาสในการขายประเด็นข่าวเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การสัมภาษณ์ การจัดทำภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว การให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวางแผนและกลยุทธ์เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถ ความรู้ คุณสมบัตินักพีอาร์ เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและประสานงานกับสื่อมวลชนด้วย

ในการนี้  NowSourcing ได้รวบรวมแนวคิด ไอเดีย สำหรับการทำงานกับสื่อมวลชนมาให้พวกเรา โดยสรุปดังนี้

  1. แต่ละวัน สื่อมวลชน ได้อีเมล์เป็นร้อย ดังนั้น การเขียนอีเมล์ แบบไม่เจาะจง จะไม่ work เช่น เรียนพี่สื่อมวลชน หากเป็นไปได้ ระบุชื่อไปเลย และก่อนส่งไปให้สื่อมวลชน ดูให้แน่ใจก่อนว่า เรื่องที่ส่งนั้น อยู่ในขอบข่ายความสนใจหรือรับผิดชอบของเขาไหม ทำการบ้านหน่อยว่าเขาดูอะไร สนใจอะไร มีความจริงใจในการติดต่อสื่อสาร อย่าสตอฯ และอย่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของสื่อมวลชนมากนัก
  2. ทำ อีเมล์ ของตนให้โดดเด่น อย่างที่ได้แนะนำไปแล้ว 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน
  3. การขายประเด็น ควรให้มีลักษณะเป็นการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว รวมทั้งมีเส้นบางๆ ระหว่างการขายแบบทางการ และไม่ทางการ ควรให้เกิดความรู้สึกร่วม และถ่อมตัวในการขายประเด็น อย่าอวดเก่ง อวดรู้เกินงาม
  4. สื่อมวลชน ชอบการขายประเด็นผ่าน อีเมล์ คิดเป็นร้อยละ 89 ผ่านโทรศัพท์ร้อยละ 6 และสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 5
  5. อย่าเริ่มต้นด้วยการขายของ เช่น ขอส่งข่าวแจก หรือ มีข้อมูลสำคัญมากบอก หรืออย่าขออภัยพร่ำเพรื่อ และอย่าพิมพ์ผิด พิมพ์ตัวย่อเยอะแยะ
  6. นักพีอาร์ชั้นนำได้ให้คำแนะนำสำคัญไว้5 ประการได้แก่ 1) ขายประเด็นให้ สั้น กระชับ 2) มีตัวตนติดต่อชัดเจน 3) คิดไว้เสมอต้องขายให้ได้ในเวลา 10 วินาที 4) เนื้อหาต้องเด็ดดวง 5) เล่าเรื่องให้น่าสนใจ
  7. สุดท้าย สะกดชื่อสื่อมวลชนให้ถูกต้อง ตอบกลับให้รวดเร็วเมื่อนักข่าวติดต่อกลับ ไตร่ตรองให้ดีเวลาไหนควรส่งประเด็นเพื่อขายข่าว

กลยุทธ์ Social Media สำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่ 0 908

ช่วงเทศกาลวันหยุดเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัว และฝูงมิตรต่างรอคอย รวมทั้งพวกเราชาวพีอาร์ด้วย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราจะพลาดไม่ได้เช่นกันในการสร้างประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย

ดังนั้น การกำหนดกลยุทธ์ในช่วงนี้ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายและองค์กรเกิดความรู้สึกร่วมกัน และมีทัศนคติที่ดีมากยิ่งขึ้น

วันนี้ เลยขอนำเทคนิคเล็กๆ มาจุดประกายไอเดียกันดังนี้

เลือกสื่อหรือช่องทางการสื่อสารให้เหมาะสม

หลายคนมักจะหลงไปกับแสงสีแห่งเทศกาล เลยหมกหมุ่นไปกับการใช้สื่อหรือช่องทางที่หลากหลาย มากมาย หวังครอบคลุมทุกกลุ่ม จริงๆ แล้ว อยากให้องค์กรลองพุ่งเป้าไปยังสื่อหลักๆ ที่องค์กรใช้เป็นประจำและเหมาะกับองค์กรจะดีกว่า โดยการตอบคำถามง่ายๆ ให้ได้ว่า 1. ช่องทางสื่อสารไหนที่เราใช้บ่อยที่สุด และ 2. กลุ่มเป้าหมายของเรานั้นอยู่ที่ไหน

อย่ามัวแต่ยัดเยียดข้อมูลข่าวสารไปเสียทุกช่องทาง เพราะนอกจากจะเสียเงิน เสียงบประมาณ เสียเวลาไปใช่เหตุแล้ว อาจจะไม่เข้าถึงเป้าหมายเสียด้วยซ้ำ จำไว้เสมอว่า ช่วงเวลาที่อันน้อยนิดในแต่ละช่วงเทศกาล จะเป็นการดีกว่าที่โหมโรมรันในสื่อที่เหมาะ เจาะให้โดนกลุ่ม จะเป็นการดีที่สุด

ชัดเจนในถ้อยความที่ต้องการสื่อสาร

หลายองค์กรมักจะหลงทางไปกับสื่อสารในช่วงนี้ จดจำไว้เสมอว่า ลองคิดนอกกรอบแต่นอกกรอบนั้นจะต้องสะท้อนบุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ และข้อความหลักขององค์กรให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ข้อความที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่การหลงทาง ยากต่อการจดจำ เพราะทุกองค์กรในช่วงนี้ ต่างต้องการสื่อสารเรื่องที่ใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็น ความสนุก ความสุข ความรื่นเริง ดังนั้น การตอกย้ำจุดหลักใจความสำคัญขององค์กร จะช่วยทำให้เรื่องราวนั้นๆ แตกต่าง โดดเด้งจากองค์กรอื่นๆ ได้

ตามติดสื่อออนไลน์ เพราะกลุ่มเป้าหมายองค์กรก็ออนไลน์ด้วยเช่นกัน

จำไว้เสมอ ช่วงวันหยุดยาวทีไร กลุ่มเป้าหมายต่างออนไลน์มากขึ้นเท่านั้น เพื่อแสวงหาข้อมูล ข่าวสาร ลองอ่านดูบทความเรื่อง คนวัยไหนใช้เวลาอย่างไรในวันหยุด ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารจะต้องสอดส่อง ตรวจสอบดูพฤติกรรม ทำความเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายใช้สื่อออนไลน์อย่างไรในช่วงดังกล่าว และนำองค์กรเราเข้าไปสู่ใจของกลุ่มเป้าหมายให้ได้อย่างเนียนที่สุด s.

วิธีการที่ดีที่สุดในการศึกษากลุ่มเป้าหมายของคุณ ลองเข้าดูสิว่า เขาเขียนถึงอะไร ตอบคอมเมนต์อย่างไร หรือใช้ชีวิตอย่างไรทุกๆ สองวัน ไม่ต้องนั่งทำทุก 5 นาทีหรอกนะ วิธีนี้ละ จะทำให้คุณเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ใส่เงินและงบประมาณไปยังที่ๆ ข้อความหรือเนื้อหาที่คุณต้องการสื่อสาร จะเผยแพร่

Social media กำลังจะกลายเป็นสื่อที่จะต้องจ่ายเพื่อเล่นมากขึ้นเรื่อย โพสต์ข้อความบน Facebook จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระแส และหลายองค์กรจะต้องจ่ายเงินเพื่อโปรโมตแคมเปญและโพสต์มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ Facebook กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ดังที่หลายคนทราบแล้วว่า การโพสต์ของเพจจะปรากฎน้อยลงเรื่อย และต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องอายนะ หากองค์กรจำเป็นต้องโปรโมตโพสต์บ้าง เพราะงบประมาณนั้นก็ยังน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ รวมทั้งใครๆ เขาก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม การโปรโมตให้สำเร็จและได้ผลดีนั้น จะต้องพิจารณาเลือกลกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมด้วย เพื่อผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด

เนียนเข้าไว้ เกี่ยวข้องไว้ก่อน

มีประเด็นต่างๆมากมายให้เล่นในช่วงวันหยุดที่จะถึงนี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดสคือ การสื่อสารให้สอดคล้องกับพันธกิจและแบรนด์ขององค์กร บางครั้งการจะสร้างสรรค์ประเด็นใดๆ ก็ตาม หากนึกไม่ออก ลองฟังเสียงจากกลุ่มเป้าหมายดูสิว่า เขาอยากได้อะไร

วิเคราะห์และประเมินผล

การพิจารณาข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น เพศ วัย การศึกษา ความสนใจ จะเป็นข้อมูลที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ในการวางแผนในอนาคต ทั้งนี้ สื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook, LinkedIn, Twitter and YouTube ต่างมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพียงแต่เราลองเปิดและอ่านวิเคราะห์ดูบ้างเท่านั้นเองว่า โพสต์แบบไหน ที่เขาชื่นชอบ ช่วงเวลาไหนที่เขา Hot Hit

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันหยุด ระหว่างที่ทุกคนกำลังรื่นเริง บันเทิงใจ กับครอบครัวและเพื่อนฝูง ในฐานะนักพีอาร์และนักสื่อสารอย่าลืมโอกาสทองนี้ ที่จะนำองค์กรของเราสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายด้วยละ