เทคนิคการเลือก สี ให้เหมาะกับการสื่อสารและองค์กรของคุณ 0 1579

หลังจากที่ได้มีการปล่อยสีแห่งปี 2558 หรือ 2017 ไปแล้ว นั่นคือ สี Marsala สีจะออกเป็นไวน์แดงแบบธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการเปิดตัวสีของแต่ละทวีปที่จะ Hot Hit ในปีหน้าด้วย เช่น อเมริกาเหนือจะเป็นสี uni-blue เป็นสีน้ำเงินแบบที่สามารถเข้าได้กับทั้งชายและหญิง ยุโรปจะเป็นสีแดงอุ่นๆ หรือสี brave สำหรับเอเชียและแปซิฟิค จะเป็นสี naturban หรือ สีเขียวธรรมชาติ ขณะที่ลาตินอเมริกา จะเป็นสี maiz หรือ เหลืองละมุน เป็นต้น

สำหรับการเลือกสีเพื่อการสื่อสารนั้น วงการประชาสัมพันธ์อเมริกาแนะนำว่า ทุกครั้งที่มีการสื่อสาร เผยแพร่ข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน สื่อสิ่งพิมพ์ วิดีทัศน์ ออนไลน์ ควรจะใช้สีที่บ่งบอกความเป็นตัวตนขององค์กรทุกครั้งควบคู่ไปกับการสื่อสารนั้นๆ ด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะช่วย สร้างการจดจำที่สอดคล้องกับสินค้า และยังช่วยสร้างประสบการณ์ด้านความรู้สึกและอารมณ์อีกด้วย

แต่ว่า สีไหนละ จึงจะเหมาะกับองค์กรเรา ในฐานะนักประชาสัมพันธ์ นักสื่อสาร ลองตอบคำถาม 5 ข้อนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าควรเป็นสีไหน

1. อยากให้เห็นแล้วเกิดอารมณ์แบบไหน

สีสร้างความรู้สึกทางอารมณ์ได้แตกต่างกัน เช่น สีแดง สร้างความรู้สึกร้อนแรงทางอารมณ์ ขณะเดียวกันก็สะท้อนความอันตราย การเฉลิมฉลอง ความรัก หรือความลุ่มหลง หลงไหล ดังนั้น จึงควรพิจารณาให้ดีว่าองค์กรต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความรู้สึกอย่างไร

2. เฉดสีไหน เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่องค์กรอยู่

ในอเมริกา สีน้ำเงิน สอดคล้องกับธุรกิจของเด็กเล่น อาหารสุขภาพ อาหารจากผลิตภัณฑ์นม ของหวาน และบริการด้านการเงิน ส่วนสีแดงใช้ได้ในธุรกิจของเล่น พิซซ่า เนื้อ ส่วนสีชมพู ใช้กับเครื่องสำอาง และของเล่นเด็กผู้หญิง ดังนั้น นักประชาสัมพันธ์จะต้องศึกษาดูว่าสีที่เหมาะกับอุตสาหกรรมขององค์กรนั้นอยู่ที่เฉดสีใด พยายามเลือกให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นธรรมชาติ

3. บุคลิกภาพขององค์กรหรือแบรนด์คุณเป็นอย่างไร

บุคลิกภาพขององค์กรหรือแบรนด์เป็นอย่างไร เช่น ต้องการให้คนรับรู้ว่าคุณภาพของเรานั้นเหนือกว่า โดดเด่น และใกล้ชิดกับผู้บริโภค การเลือกใช้สีที่มีการผสม เช่น สีแดงผสมน้ำเงิน เหลือง ขาว จะช่วยสะท้อนความรู้สึกนั้นได้ดีกว่าการใช้สีตาย เช่น แดงล้วน น้ำเงินล้วน อาทิ Tiffany ใช้สีฟ้าอ่อนพิเศษ เป็นต้น

การเลือกใช้สีที่เหมาะสม จะช่วยเสริมบุคลิกภาพของแบรนด์และองค์กรได้มากขึ้น

4. สีอะไรที่ทำให้ไปนึกถึงคู่แข่ง

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การเลือกใช้สีของปั้มน้ำมัน ที่มีการเลือกใช้สีที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นปั้มสีเหลือง รู้ไหมปั้มอะไร ปั้มสีน้ำเงินล่ะ แล้วปั้มสีเขียว สิ่งเหล่านี้เองจะช่วยให้ผู้บริโภคจดจำ แยกแยะแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น

การเลือกใช้สี ควรศึกษาคู่แข่งให้ดี และสร้างความแตกต่าง อย่าไปใช้สีในเฉดเดียวกับคู่แข่ง เช่น สีแดงอ่อน สีแดงเข้ม สีแดงประกาย สีแดงดำ เพราะดีไม่ดีจะทำให้ผู้บริโภคสับสนได้ ดูอย่างโค้กและเปปซี่สิ ต่างกันทั้งสีและโทนร้อนกับเย็น

5. สีทำให้เนื้อความหรือข้อความหลักไม่เด่น

นักจิตวิทยารางวัล Nobel prize Daniel Kahneman ได้แนะนำนักสื่อสารไว้ว่า ในการใช้สีตัวอักษร สีน้ำเงินสว่าง หรือ แดง จะสร้างความเชื่อถือ หรือดูมีความจริง ได้มากกว่าเฉดสีเขียว เหลือง สีน้ำเงินซีด  อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสาร ตำแหน่งของข้อความ มีความสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนเชื่อและชอบเนื้อหานั้น ดังนั้น การจัดวางให้ง่ายต่อการมองเห็น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

หลังจากอ่านมาครบ 5 ข้อแล้ว คุณคิดว่า องค์กรหรือแบรนด์คุณควรจะสีอะไร แล้วคุณล่ะ สี อะไร

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ผลวิจัยชี้ เงินเดือนปีหน้า แถบเอเชีย สูงสุด 0 361

คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป คาดการณ์เงินเดือนปี ค.ศ. 2018 เผยผลสำรวจของภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ (Real wage) สูงสุด แม้อัตราการขึ้นเงินเดือนของปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป (รหัสในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: KFY) เผยรายงานอัตราเงินเดือนทั่วโลกปี 2018 ชี้อัตราค่าจ้างในเอเชียเติบโตสูงสุดแต่ไม่แรงเท่าปีก่อน

  • อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
  • ชี้อัตราฯปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 1.5% ตามค่าเงินเฟ้อ
  • อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งของปีที่ผ่านมา
  • สหราชอาณาจักร อาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ มีอัตราฯที่ปรับตัวต่ำลง

สำหรับภูมิภาคเอเชีย คาดการณ์ว่าอัตราเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นราว 5.4% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 6.1% จากเมื่อปีก่อน โดยคาดว่าการปรับขึ้นของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ (Real wage) จะอยู่ที่ราว 2.8% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสูงที่สุดในโลก แต่ยังลดลงจาก 4.3% ของปีก่อน โดยจีนมีการคาดการณ์ว่าอัตราฯจะเพิ่มขึ้นที่ 4.2% ในปี 2018 ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ในปีก่อนว่าจะเพิ่มขึ้น 4% ทั้งนี้ ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียมีอัตราฯมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ เวียดนามคาดการณ์ที่ 4.6% ลดลงจาก 7.2% ของปีก่อน สิงคโปร์ที่ 2.3% ลดจาก 4.7% ญี่ปุ่นที่ 1.6% ลดลงจาก 2.1% ของปีก่อน ส่วนประเทศไทย คาดการณ์ว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 4.5 % ซึ่งยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6 % ในปีที่แล้ว

ภูมิภาคส่วนใหญของโลกมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง

เมื่อพิจารณาการปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ คาดการณ์ว่าลูกจ้างทั่วโลกจะได้รับอัตราฯเฉลี่ยเพียง 1.5% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ปี 2017 ที่ 2.3% และ 2.5% ของปี 2016

“เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละประเทศ เราจึงได้เห็นถึงการลดลงของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ” บ็อบ เวสเซลเคมเปอร์ หัวหน้าฝ่ายงานระหว่างประเทศ Rewards and Benefits Solutions ของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป กล่าวว่า “อัตราฯของการเพิ่มหรือลดเงินเดือนจะแตกต่างไปตามตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม ประเทศ และภูมิภาค แต่ประเด็นสำคัญที่เห็นชัดเจนคือ ในส่วนของพนักงานนั้น จะไม่สามารถรู้ได้ถึงการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนที่แท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ภูมิภาคออสตราเลเซียมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อต่ำสุด

ค่าจ้างในออสตราเลเซียคาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 2.5% ซึ่งคิดเป็นอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจริงเพียง 0.7% โดยในประเทศออสเตรเลียจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างสูงสุดที่ 2.5% โดยที่ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 2.1% และคิดเป็นอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ 0.4% ส่วนในนิวซีแลนด์ คาดว่าเงินเดือนจะเพิ่มขึ้น 2.5% ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มที่ 1.5% จึงคิดเป็นอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1%

ภูมิภาคอเมริกาเหนือให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง

ในสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าค่าจ้างจะมีอัตราฯเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% เท่ากับเมื่อปีก่อน เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินเฟ้อที่ 2% ในปี 2018 ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1% ลดลงจาก 1.9% ของปีก่อน ส่วนในประเทศแคนาดาอัตราการขึ้นค่าจ้างเพิ่มขึ้นราว 2.6% โดยมีค่าเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7% จึงทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.9%

ภูมิภาคยุโรปตะวันออกให้อัตราฯดีกว่าฝั่งยุโรปตะวันตก

จากผลจากสำรวจของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป ในปี 2018 ลูกจ้างทางฝั่งยุโรปตะวันออกจะมีอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น 6% อย่างไรก็ดี เมื่อคำนวณกับค่าเงินเฟ้อ จะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.4% ซึ่งลดลงจาก 2.1% ของเมื่อปีก่อน ส่วนทางฝั่งยุโรปตะวันตก ลูกงานจะมีอัตราการเพิ่มค่าจ้างที่ต่ำลง โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นที่ 2.3% โดยเมื่อคำนวณกับการปรับค่าเงินเฟ้อแล้วจะได้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเพียง 0.9%

เนื่องจากความผันผวนหลังการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ทำให้ค่าจ้างในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเพียง 2% เมื่อคำนวณกับค่าเงินเฟ้อที่ 2.5% ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ -0.5% ซึ่งแตกต่างจากในปี 2017 ที่ค่าจ้างที่ปรับตามค่าเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 1.9% ส่วนลูกจ้างในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 0.7% และ 0.8% ตามลำดับ

ภูมิภาคตะวันออกกลางมีอัตราปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ค่าจ้างในตะวันออกกลาง คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 3.8% ลดลงจาก 4.5% ของเมื่อปีก่อน โดยอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเมื่อคำนวณกับค่าเงินเฟ้อ จะเพิ่มขึ้น 0.9% ซึ่งลดลงจาก 2.5% ของปีก่อน ส่วนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีค่าเงินเฟ้อที่ 4.6% เมื่อคำนวนณกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพียง 4.1% ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ -0.5%

จอร์แดนและเลบานอนจะมีภาวะตกต่ำรุนแรงที่สุดในภูมิภาค โดยคาดการณ์ว่าจอร์แดนจะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1.6% ลดลงจาก 6.3% ของปีก่อน และเลบานอนคาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% ลดลงจาก 6.1% ของปีที่ผ่านมา

ภาวะเงินเฟ้อกระตุ้นอัตราการเพิ่มเงินเดือนในเอเชีย

แม้เอเชียจะมีอัตราการเพิ่มเงินเดือนสูงสุดที่ 8.5% แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7% เพิ่มจากเมื่อปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 0.7% ในณะที่อียิปต์มีอัตราการเพิ่มเงินเดือนสูงสุดอยู่ที่ 15% แต่กลับพบว่ามีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 18.8% ทำให้ลูกจ้างมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ -3.8%

ละตินอเมริกามีอัตราการเพิ่มอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อสูงสุดเป็นอันดับสอง

คาดการณ์ว่า ลูกจ้างในละตินอเมริกาจะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อคำนวณกับภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวมากสุดในภูมิภาค ทำให้มีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ 2.1% สูงกว่า 1.1% ของปีก่อน ส่วนในโคลัมเบีย คาดว่าจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ 2.7% ในปี 2018 เมื่อคำนวณกับอัตราการเพิ่มเงินเดือนที่ 5.3% ทำให้โคลัมเบียมีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ 2.6% และสำหรับบราซิล คาดว่าจะมีอัตราการเพิ่มเงินเดือนที่ 7.3% เงินเฟ้อ 4% ทำให้มีอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อที่ 3.3%

“การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกทำให้อัตราการเพิ่มค่าจ้างลดต่ำลง” บ็อบ เวสเซลเคมเปอร์ กล่าว “สำหรับในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ ลูกจ้างที่มีทักษะการทำงานสูงจะถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญมากสำหรับบริษัทในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งลูกจ้างที่มีทักษะเหล่านั้นย่อมคาดหวังว่าจะได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น ในขณะที่การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถในภูมิภาคย่อมส่งผลทำให้เงินเดือนในภูมิภาคนั้นเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน”

ที่ปรึกษาทางด้านการบริหารค่าจ้างค่าตอบแทนของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป แนะนำว่าให้วิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ และคำนึงถึงองค์ประกอบโดยรวมในการพิจารณาเรื่องการปรับเงินเดือน

“แม้อัตราเงินเฟ้อจะเป็นดัชนีเปรียบเทียบและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดในเรื่องการจ่ายค่าจ้าง ทั้งนี้บริษัทต้องมีมุมมองที่กว้างขึ้นในการกำหนดและตกลงใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งในเรื่องปัจจัยด้านต้นทุน ด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศ” เบนจามิน ฟรอสต์ Global General Manager จากคอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป กล่าว “โครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆควรได้รับการตรวจสอบและทบทวนอยู่เสมอ เพื่อให้บริษัทมั่นใจได้ว่า การจ่ายผลตอบแทนสามารถแข่งขันได้กับตลาด โดยยังคงมีความสอดคล้องกับกลยุทธ์และการพัฒนาของธุรกิจ”

เกี่ยวกับคอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป

คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป เป็นบริษัทระดับชั้นนำของโลกที่ให้คำปรึกษาในด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากร เราให้ความช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ องค์กร และสังคม ให้บรรลุผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจด้วยการส่งเสริมการใช้ศักยภาพของบุคลากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ สำนักงานของ คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป มีอยู่มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลกและดำเนินงานด้วยทีมงานมืออาชีพมากกว่า 7,000 คน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ kornferry.com

ก่อนส่งข่าวแจกในยุคดิจิทัล มีสิ่งเหล่านี้ครบหรือยัง 0 1469

บทบาทของข่าวแจกเปลี่ยนไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพราะมีสื่อออนไลน์เข้ามาส่งสารเพิ่มแทนไม่ว่าจะเป็น twitter โพสต์บน facebook หรือแม้แต่ youtube จนนักพีอาร์หลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่า ข่าวแจกของตน จะเป็นหมัดเด็ดต่อไปอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสื่อหรือช่องทางใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย แต่คุณค่าของข่าวแจกไม่เคยลดลงเลย สื่อสมัยใหม่สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในการรับข่าวสาร แต่สื่อเดิมที่ยังคงความน่าเชื่อถือขององค์กรและแบรนด์ยังคงหนีไม่พ้น สื่อเดิมๆ อย่าง ข่าวแจก

แต่ข่าวแจก ก็ต้องมีการปฏิวัติใหม่เหมือนกัน แต่โครงสร้างการเขียนข่าวแจกหลักๆ ก็ยังคงต้องมีเหมือนเดิม และในโอกาสนี้ ขอสรุปใจความสำคัญของการสร้างสรรค์ข่าวแจกในยุคดิจิทัลตามรายละเอียดดังนี้

ความนำ:

  1. เริ่มต้นด้วยคำถาม เช่น “อะไรคือสิ่งจำเป็นที่สุดในการรักษาสุขภาพ (กรณีเป็นสินค้าเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม หรือ สุขภาพต่าง)”
  2. หลึกเลี่ยงเริ่มต้นด้วย “บริษัท XYZ เป็นบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ … เปิดเผยว่า ….” ควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่เพียงตัวอักษร เช่น บอกว่าเป็นบริษัทชั้นนำ ควรระบุไปเลยว่า เป็นบริษัทที่มียอดจำหน่าย … สูงสุดในปีที่ผ่านมา หรือ เป็นบริษัทที่มีสาขามากที่สุดทั่วโลกกว่า … สาขา เป็นต้น
  3. หรือ เริ่มต้นข้อมูลที่ชัดเจนหรือมีความขัดแย้งที่น่าสนใจ เช่น ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะไม่มีคนใช้รถยนต์อีกต่อไป เป็นต้น

เนื้อความ :

  1. แสดงให้ชัดเจนว่ามีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่สาธยาย เวิ่นเว้อ
  2. สื่อสารด้วยข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นแต่น้อย ให้หลักฐานหรือมีบทพิสูจน์มากๆ
  3. เขียนให้ง่ายเข้าไว้ แบบเด็กประถมอ่านรู้เรื่อง
  4. อย่าเขียนมากกว่า 400 คำ หรือประมาณ 1 หน้า A4

ใช้อัญประกาศ หรือ quotes คำพูด :

  1. อย่าใช้คำที่บ่งบอกว่า น่าตื่นเต้น น่าสนใจ แต่ขอให้ระบุสิ่งเป็นที่เป็นรูปธรรมไปเลยว่า อะไรละ ที่น่าตื่นเต้น หรือ น่าสนใจ
  2. อย่ากลัวที่จะเห็นต่างที่จะเกิดเป็นข้อโต้แย้งเล็กๆ น้อยได้ เพราะบางทีการเห็นต่างๆ นี่ละ จะสร้างความน่าสนใจให้แก่ประเด็นข่าวขององค์กร ต่างจากคู่แข่ง
  3. อย่าลืมสรุปใจความสำคัญอีกครั้งด้วยละ