บทเรียนด้านการสื่อสาร จากกรณีการระบาดของโรคอีโบลา 0 981

จากการแพร่ระบาดของโรคอีโบลาจากแอฟริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่นักสื่อสารและประชาสัมพันธ์ได้รับการเรียนรู้จากกรณีนี้คือ การบริหารสื่อสาร เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาการแพร่ระบาด แต่ยังช่วยชีวิตคนได้อีกหลายชีวิต

บทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์นี้ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ 5 ข้อ ได้แก่

1. ระมัดระวังเรื่องอุปสรรคด้านการสื่อสาร 

ความท้ายทายในการสื่อสารของอีโบลานี้คือ ความรวดเร็วของการแพร่กระจายของโรคจากแอฟริกาใต้ไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ดังนั้น การสื่อสารจะต้องมีความรวดเร็ว ชัดเจน และพิจารณาในองค์ประกอบต่างๆ อย่างครบถ้วน

อุปสรรคในการสื่อสารที่สำคัญ ที่ต้องพึงระวัง ได้แก่ การให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ความสามารถในการอ่านหรือฟังข่าวสารของกลุ่มเป้าหมาย การใช้คำศัพท์เฉพาะด้านที่ยากต่อความเข้าใจ เป็นต้น นักสื่อสารจำเป็นต้องทำความเข้าใจในสารที่ต้องการจะเผยแพร่ก่อน ขณะเดียวกัน ต้องเรียนรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายนั้นๆ จะรับฟังข่าวสารนั้นอย่างไร ตีความข่าวสารนั้นอย่างไร เพราะสิ่งหนึ่งที่พบคือ ความเข้าใจของคนในเมืองใหญ่นั้น แตกต่างจาก ความเข้าใจของคนในเมืองเล็ก หรือ ชุมชนเล็กๆ

2. ให้เหตุผลแก่กลุ่มเป้าหมายว่าควรพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่ว่าจะการรับฟัง หรือการบอกต่อไปยังบุคคลอื่น

ให้เหตุผลแก่กลุ่มป้าหมายว่า ทำไมจะต้องระมัดระวังในการรับฟังหรือเผยแพร่ข่าวสารนั้นไปให้ผู้อื่น เพราะข้อมูล ข่าวสาร จะต้องกลั่นกรองอย่างเป็นเหตุผลจากแหล่งข่าวสารที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีข่าวการแพร่กระจายอีโบลา จะส่งผลกระทบไปยังภาพรวมของเศรษฐกิจระดับโลก หากมีความผิดพลาดหรือข่าวลือหรือข่าวลวงต่างๆ ออกไป

3. ย้ำจุดยืนของภารกิจขององค์กร 

จงชัดเจนในจุดหมายขององค์กรว่า ต้องการจะทำอะไร เช่น ต้องการช่วยเหลือ หรือต้องการระดมทุน เพราะการสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยให้เป้าหมายของการดำเนินงานนั้นสำเร็จได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เพราะหลายครั้งการกระทำที่ไม่ชัดเจน อาจจะส่งผลต่อความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน และอาจทำร้ายกลุ่มเป้าหมายหรือองค์กรได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำภาพหรือข้อความที่สะเทือนอารมณ์หรือภาพความโหดร้ายต่างๆ มาใช้การสื่อสาร หากองค์กรไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายต้องการอะไร การนำภาพต่างๆเหล่านี้ มาใช้อาจส่งผลร้ายเกินที่จะคาดเดาก็ได้ เช่น การนำภาพผู้ป่วยอันแสนโหดร้ายของอีโบลามาเผยแพร่ อาจทำให้เกิดความตระหนกและกังวลเกินเหตุในกลุ่มคนภายในประเทศและประเทศใกล้เคียง สิ่งที่ควรนำมาใช้การสื่อสาร หากเป็นองค์กรด้านสุขภาพ ควรจะเป็นภาพที่มีการควบคุม หรือดูแลโรคภายใต้พื้นที่ที่กำหนดไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมและกักกันโรค เพื่อป้องกันการกระจายของโรค

4. ระมัดระวังในการเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารจากกลุ่มพันธมิตร 

เมื่อใดก็ตามที่คุณกำลังช่วยเหลือหรืออยู่ในภาวะวิกฤต สิ่งหนึ่งที่จำเป็นที่สุดคือ การใช้เวลาในการตรวจสอบหรือหาข้อมูลที่ถูกต้อง

หลายครั้งองค์กรจะต้องมีพันธมิตรด้านข้อมูลที่เชื่อถือและไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากองค์กรการกุศล องค์กรระดับนานาชาติ องค์กรสื่อ หรือองค์กรในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน หรือ แม้แต่คนดังหรือผู้มีชื่อเสียง

5. ใช้สื่อสังคมออนไลน์ละเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเหมาะสม

สื่อสังคมออนไลน์ถูกใช้ในการกระจายหรือเผยแพร่ข่าวสารของอีโบลาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หน่วยงานด้านสุขภาพ องค์กรการกุศลต่างๆ ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่ข้อมูลแบบทันต่อเหตุการณ์ หรือ realtime และด้วยเครื่องมือนี้ ทำให้เกิดการรับรู้และการสนับสนุนอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ใช้เป็นช่องทางหลักเพียงรายเดียว เพราะช่องทางนี้ ทุกคนจะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ทำให้ไม่ได้ออกมาช่วยสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้น การใช้สื่ออื่นๆร่วมด้วย ไม่ว่า จะเป็นกิจกรรมรณรงค์ การใช้สื่อบิลบอร์ด การส่ง SMSโทรทัศน์ วิทยุ ก็จะช่วยการเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นไปพร้อมกัน โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญว่าจะได้รับข้อมูล

การระบาดของโรคอีโบลา ได้พิสูจน์แล้วว่า การสื่อสารที่ดีจะช่วยให้เกิดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพด้านข้อมูล ด้านการสนับสนุน ด้านการให้ความรู้แก่ประชาชน จนถึงการได้รับการช่วยเหลือและบริจาคเงิน

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

influAnswer การตลาดระบาดสังคม 2018 ทางออกนักสื่อสาร 0 24147

ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง Influencer ใครๆ ก็เลือกใช้ Influencer แต่มาถูกทาง หรือใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารที่ต้องวางแผนกันให้ดี “แนวทางการเลือกใช้ Influencer ปัจจุบัน จึงคาดหวังถึงการสร้างกระแสสังคม นำทิศทางของสังคม เฉกเช่น การเกิดโรค ที่เกิดการระบาดในวงสังคม” ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดในงานสัมมนา Influ-answer คำตอบ(ไหน) ที่ใช่… เมื่อใช้อินฟลูเอนเซอร์ 

คุณอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter Digital Agency กล่าวถึง Influencer โดยภาพรวมว่า Influencer หมายถึง คนที่สามารถมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ไม่ยึดติดกับช่องทาง หรือ Platform และเมื่อกล่าวถึงภาพรวมของ Influencer สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตั้งแต่ Mega Influencer (ผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน Macro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 ล้านคนแต่มากกว่า 1 หมื่นคน) และ Micro Influencer (ผู้ติดตามน้อยกว่า 1 หมื่นคน)

ช่องทาง หรือ platform ที่เอเจนซี่เลือกใช้ปัจจุบัน ใช้ทุกช่องทาง แต่พิจารณาเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากลักษณะของช่องทาง เช่น

  • Facebook คนเลือกที่จะอ่านเนื้อหา เรานำเสนอเนื้อหาอย่างไร
  • Youtube เป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกติดตามบุคคล หรือ เจ้าของช่องนั้นๆ
  • Instagram ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมักจะติดตามดารา หรือคนที่มีสไตล์
  • Twitter ได้รับความสนใจมากในกลุ่มผู้ติดตามศิลปินเกาหลี และเรื่องราวดราม่าต่างๆ

ดังนั้น ในฐานะนักสื่อสาร จะต้องพิจารณาเลือกช่องทางให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพาช่องทางใด ช่องทางหนึ่ง

ด้านงบประมาณสื่อดิจิทัล กลุ่มลูกค้าหลายราย จัดสรรงบส่วนหนึ่งมาให้ในส่วน Influencer ประมาณร้อยละ 30 แต่มีการพิจารณาเลือกใช้ที่เปลี่ยนแปลงต่างจากเดิม เมื่อก่อน อาจมีการเลือกใช้ดารากันมาก ใครใช้ดาราดัง ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ดัง คนอยากลองสินค้าได้มาก แต่ กลุ่มเอเจนซี่ มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

Influencer ไม่ใช่ Presenter หรือ เป็นแค่เพียง Production House

การวัดผล หรือประเมินผล อยากให้นักสื่อสารมองที่วัตถุประสงค์เป็นหลักว่าเลือกใช้ Influencer เพื่ออะไร และอย่างไร ทั้งนี้ การวัดผลโดยภาพรวมแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) Engagement ว่าด้วยเรื่องการ like การ share 2) Behavior การประเมินผลด้านกิจกรรม เช่น ทำให้คนเข้าไปหน้าร้านเพิ่มมากขึ้น คนเข้าไปหน้าหลักของเว็บไซต์มากขึ้น เป็นต้น ทั้งสองส่วนนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Interaction ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของการจ้าง Influencer นั่นเอง คุณอรรถวุฒิกล่าวสรุป

 

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22923

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ