บทเรียนด้านการสื่อสาร จากกรณีการระบาดของโรคอีโบลา 0 783

จากการแพร่ระบาดของโรคอีโบลาจากแอฟริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่นักสื่อสารและประชาสัมพันธ์ได้รับการเรียนรู้จากกรณีนี้คือ การบริหารสื่อสาร เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาการแพร่ระบาด แต่ยังช่วยชีวิตคนได้อีกหลายชีวิต

บทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์นี้ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ 5 ข้อ ได้แก่

1. ระมัดระวังเรื่องอุปสรรคด้านการสื่อสาร 

ความท้ายทายในการสื่อสารของอีโบลานี้คือ ความรวดเร็วของการแพร่กระจายของโรคจากแอฟริกาใต้ไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ดังนั้น การสื่อสารจะต้องมีความรวดเร็ว ชัดเจน และพิจารณาในองค์ประกอบต่างๆ อย่างครบถ้วน

อุปสรรคในการสื่อสารที่สำคัญ ที่ต้องพึงระวัง ได้แก่ การให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ความสามารถในการอ่านหรือฟังข่าวสารของกลุ่มเป้าหมาย การใช้คำศัพท์เฉพาะด้านที่ยากต่อความเข้าใจ เป็นต้น นักสื่อสารจำเป็นต้องทำความเข้าใจในสารที่ต้องการจะเผยแพร่ก่อน ขณะเดียวกัน ต้องเรียนรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายนั้นๆ จะรับฟังข่าวสารนั้นอย่างไร ตีความข่าวสารนั้นอย่างไร เพราะสิ่งหนึ่งที่พบคือ ความเข้าใจของคนในเมืองใหญ่นั้น แตกต่างจาก ความเข้าใจของคนในเมืองเล็ก หรือ ชุมชนเล็กๆ

2. ให้เหตุผลแก่กลุ่มเป้าหมายว่าควรพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่ว่าจะการรับฟัง หรือการบอกต่อไปยังบุคคลอื่น

ให้เหตุผลแก่กลุ่มป้าหมายว่า ทำไมจะต้องระมัดระวังในการรับฟังหรือเผยแพร่ข่าวสารนั้นไปให้ผู้อื่น เพราะข้อมูล ข่าวสาร จะต้องกลั่นกรองอย่างเป็นเหตุผลจากแหล่งข่าวสารที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีข่าวการแพร่กระจายอีโบลา จะส่งผลกระทบไปยังภาพรวมของเศรษฐกิจระดับโลก หากมีความผิดพลาดหรือข่าวลือหรือข่าวลวงต่างๆ ออกไป

3. ย้ำจุดยืนของภารกิจขององค์กร 

จงชัดเจนในจุดหมายขององค์กรว่า ต้องการจะทำอะไร เช่น ต้องการช่วยเหลือ หรือต้องการระดมทุน เพราะการสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยให้เป้าหมายของการดำเนินงานนั้นสำเร็จได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เพราะหลายครั้งการกระทำที่ไม่ชัดเจน อาจจะส่งผลต่อความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน และอาจทำร้ายกลุ่มเป้าหมายหรือองค์กรได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำภาพหรือข้อความที่สะเทือนอารมณ์หรือภาพความโหดร้ายต่างๆ มาใช้การสื่อสาร หากองค์กรไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายต้องการอะไร การนำภาพต่างๆเหล่านี้ มาใช้อาจส่งผลร้ายเกินที่จะคาดเดาก็ได้ เช่น การนำภาพผู้ป่วยอันแสนโหดร้ายของอีโบลามาเผยแพร่ อาจทำให้เกิดความตระหนกและกังวลเกินเหตุในกลุ่มคนภายในประเทศและประเทศใกล้เคียง สิ่งที่ควรนำมาใช้การสื่อสาร หากเป็นองค์กรด้านสุขภาพ ควรจะเป็นภาพที่มีการควบคุม หรือดูแลโรคภายใต้พื้นที่ที่กำหนดไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมและกักกันโรค เพื่อป้องกันการกระจายของโรค

4. ระมัดระวังในการเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารจากกลุ่มพันธมิตร 

เมื่อใดก็ตามที่คุณกำลังช่วยเหลือหรืออยู่ในภาวะวิกฤต สิ่งหนึ่งที่จำเป็นที่สุดคือ การใช้เวลาในการตรวจสอบหรือหาข้อมูลที่ถูกต้อง

หลายครั้งองค์กรจะต้องมีพันธมิตรด้านข้อมูลที่เชื่อถือและไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากองค์กรการกุศล องค์กรระดับนานาชาติ องค์กรสื่อ หรือองค์กรในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน หรือ แม้แต่คนดังหรือผู้มีชื่อเสียง

5. ใช้สื่อสังคมออนไลน์ละเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเหมาะสม

สื่อสังคมออนไลน์ถูกใช้ในการกระจายหรือเผยแพร่ข่าวสารของอีโบลาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หน่วยงานด้านสุขภาพ องค์กรการกุศลต่างๆ ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่ข้อมูลแบบทันต่อเหตุการณ์ หรือ realtime และด้วยเครื่องมือนี้ ทำให้เกิดการรับรู้และการสนับสนุนอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ใช้เป็นช่องทางหลักเพียงรายเดียว เพราะช่องทางนี้ ทุกคนจะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ทำให้ไม่ได้ออกมาช่วยสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้น การใช้สื่ออื่นๆร่วมด้วย ไม่ว่า จะเป็นกิจกรรมรณรงค์ การใช้สื่อบิลบอร์ด การส่ง SMSโทรทัศน์ วิทยุ ก็จะช่วยการเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นไปพร้อมกัน โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญว่าจะได้รับข้อมูล

การระบาดของโรคอีโบลา ได้พิสูจน์แล้วว่า การสื่อสารที่ดีจะช่วยให้เกิดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพด้านข้อมูล ด้านการสนับสนุน ด้านการให้ความรู้แก่ประชาชน จนถึงการได้รับการช่วยเหลือและบริจาคเงิน

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22553

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ

ไป่ตู้ ชี้ช่องสื่อออนไลน์มัดใจนักท่องเที่ยวจีนแบบ FIT 0 17458

ไป่ตู้ แอคเซส ชี้สื่อออนไลน์ดึงนักท่องเที่ยว FIT จีนมาไทยเพิ่มขึ้นปี 2018 โดยเฉพาะข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ช่วยในการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก
ไป่ตู้ แอคเซส มั่นใจกลุ่ม FIT ( นักท่องเที่ยวอิสระจีน) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนยังให้ความสนใจ เตรียมกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ต้นปี คาดสิ้นปีจะสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการณ์ที่ปรับตัวเร็ว เข้าหาลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย

นางสาว พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2560 ภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ประเทศได้ราว 20% ของรายได้มวลรวมประเทศ ซึ่งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเป็นอีกลุ่มที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศด้านการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมือร่วมใจกันกระตุ้นการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ต่างพึงพอใจอย่างมาก จากการรายงานสรุปว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 9 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวแบบ FIT หรือ Free and Independent Traveler (นักท่องเที่ยวแบบอิสระ) ที่กินส่วนแบ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึงร้อยละ 42% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สามารถค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ“

โดยจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT คือ เน้นต้องการการท่องเที่ยวแบบอิสระ ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ติดโซเชียล และต้องการบอกต่อเรื่องราวการท่องเที่ยวเหล่านั้นต่อกลุ่มสังคมออนไลน์ ดังนั้นช่องทางการสื่อสารที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ FIT คือ การสื่อสารและส่งมอบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากการที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวมากขึ้น มีจำนวนคนจีนที่สามารถเข้าถึงการสื่อสารทางอินเตอร์เนตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตราว 731 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 1,389 ล้านคน อีกทั้งช่องทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก นำไปสู่การเข้ามาท่องเที่ยวแบบ FIT ที่ต้องการทั้งข้อมูลการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ และข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรที่จะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องการใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น พร้อมทั้งกระตือรือร้นในการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 2561 นี้ ไป่ตู้ แอคเซส คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบ FIT ว่า จะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเก็บประสบการณ์และค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทยยังคงติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่เป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยจุดหมายที่อยู่ในอันดับความสนใจระดับต้นๆ บวกกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เปลี่ยนไป ทำให้สื่อออนไลน์หรือการค้นหาข้อมูลต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้นและการสร้างปริมาณหรือความต้องการในการท่องเที่ยวในจำนวนที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อมา “ พัชรพร กล่าวสรุป