ทิศทางและแนวโน้มสื่อสังคมออนไลน์ : Social Media Trend 2014 0 1441

โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบการสื่อสาร 4 ปรากฎการณ์ที่มาแน่ในวงการ Socia Media ได้แก่ จ่ายเพื่อเล่น, Twitter เติบโตขึ้น, News feed นำเสนอในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น, App ต่าง ๆ จะมาไว และไปไว และสุดท้าย ข้อมูลสามารถค้นหาได้ทั่วโลก

1. จ่ายเพื่อเล่น

facebook ได้พัฒนาระบบแสดงผลโฆษณาผ่านหน้า feed ข่าว เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเห็นหน้าโฆษณาเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับ Twitter บริษัทมหาชนที่จะต้องสร้างรายได้ Google+ ก็เริ่มมีโฆษณามีให้เห็นมากขึ้น และ Linkedin ก็แนะนำให้คนซื้อโฆษณาเพื่อบอกข่าว update ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้หมายความอย่างไร แปลว่าในปี 2014 ความพยายามในการสื่อสารหรือกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจในเนื้อหาจะเริ่มยากขึ้น เพราะถูกดึงความสนใจต่างๆ ด้วยโฆษณาแฝงที่จะมาในรูปแบบต่างๆ ของสื่อสังคมออนไลน์ นักสื่อสารจะถูกบังคับให้ซื้อโฆษณาโดยปริยาย หากต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ดังนั้น บริษัทเล็กๆ จะประสบปัญหาพอสมควร แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เงินหนาก็ไม่ต้องกังวล ท้ายที่สุด สิ่งที่นักสื่อสารจะต้องเตรียมเตรียมตัวคือ ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์เนื้อหาให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่ต้องควักกระเป๋าเงินเพื่อจ่ายค่าโฆษณาโปรโมทธุรกิจหรือสินค้าด้วย

2. Twitter เติบโตขึ้น

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่า Facebook เติบโตขึ้นอย่างมาก ในทุกรูปแบบสื่อสังคมออนไลน์จะต้องมีการเชื่อมโยงมายัง Facebook ทำให้เบียดแชมป์ผู้ใช้งาน Google ไปมากถึง 1.2 พันล้านราย แต่ในปีที่ผ่านมา Twitter เริ่มเข้าไปมีบทบาทและถูกใช้งานเพิ่มมากขึนจากนักการตลาด สื่อมวลชน ศิลปินและดารา ในฐานะผู้ใช้งาน ตัวจริง โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นในปีหน้า ดังนั้น หากนักสื่อสารยังไม่เริ่มเรียนรู้ใช้งาน twitter แล้วละก็ ระวังจะตกเทรนและตามไม่ทัน

3. News feeds ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ จะเป็นการนำเสนอ “่ข่าวสาร” มากขึ้น

หลังจากที่ Facebook ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านหน้า news feed ส่งผลให้ในปีหน้า พวกเราจะเห็นสิ่งนี้เพิ่มมากขึ้นใน Twitter และ Google+ สิ่งนี้เอง จะเป็นช่องทางการสื่อสารให้แก่นักสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านเป็นสื่อมวลชน แต่ถ้าหากไม่ใช่ ในอนาคตทุกคนจะต้องเริ่มคิดและวางบทบาทของตนเองในฐานะสื่อมวลชนรายหนึ่งด้วย

4. สื่อและ App ต่างๆ มาไว ไปไว

ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ชื่นชอบการแชร์ประสบการณ์ รูปภาพและข้อความต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเครื่องมือหรือ Application ต่างๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ดังนั้น ในปีหน้า จะเห็นการพัฒนาต่างๆ มากมาย บางสื่อหรือเครื่องมือจะมาไว ไปไว ถูกคนใช้อย่างรวดเร็ว และก็หายตายจากไปอย่างเร็วเช่นกัน วงจรชีวิตสั้น ดังนั้น นักสื่อสารจะต้องเตรียมรับมือกับสื่อหรือเครื่องมือหรือ app ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมสำหรับการจากไปของสื่อหรือเครื่องมือเหล่านั้นด้วย เพราะข้อมูลต่างๆ ที่เราดำเนินการไว้ ก็อาจจะหายตามไปด้วย

5. ข้อมูลสามารถหาได้จากแหล่งต่างๆ ทุกที่ ทั่วโลก

ต่อไปนี้ ใครๆ ก็สามารถแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็ก ใหญ่ พนักงานมาก หรือน้อย เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้บริหารชั้นนำหลายแห่งต่างให้ความสำคัญแก่กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร ส่วนหนึ่งด้วยแล้ว โดยไม่สามารถหลีกเลียงที่จะใช้งานสื่อนี้ได้เลย

ปัจจุบันหลายคนอาจจะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายแล้วกับ สื่อสังคมออนไลน์ ที่ใครๆ ก็หันหน้าหันตาใช้กันอย่างมากมาย จนเกิดสังคมก้มหน้า (ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ smart phone) แต่เชื่อเถอะครับ ในปีหน้า จะเห็นแบบนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ จะถูกนำมาถ่ายทอด สื่อสาร ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างแยบยลและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ข้อคิดในการขอข้อมูลผู้บริโภคในยุค Big Data 0 22555

เป็นเรื่องธรรมมดาของโลกที่เข้าสู่. Big data ทุกแบรนด์อยากจะได้ข้อมูลจากผู้บริโภค อยากให้ชาวเนตช่วยกรอกข้อมูลโน่น นี่ นั่น แต่การที่ผู้บริโภค อยากจะแชร์ หรือใส่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่มี 3 เรื่องที่ต้องแน่ใจ และคิดก่อนที่จะเริ่มทำการเล่นเกมส์ข้อมูล คือ

  1. transparency to see my own data โปร่งใส – ชั้นต้องเห็นว่าชั้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ได้ให้อะไรไปบ้างแล้ว
  2. visibility – how they manage my data ชั้นต้องเห็นว่า เค้าเอาข้อมูลชั้นไปทำอะไร จัดการยังไง
  3. Right to act to my data – leave comment, transfer my data, keep my data ชั้นต้องสามารถจัดการข้อมูลของชั้น ด้วยตัวชั้นเองได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่ง

6 principle to empower people by using data

  1. The right to access your data
  2. The right to inspect data refineries
  3. The right to amend data
  4. The right to blur your data
  5. The right to experiment with the refineries
  6. The right to port your data

data for people that company should do ฉะนั้นการจัดการข้อมูลในองค์กรไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนมีกฏอยู่ 2 ข้อ

rules 1: start with the question, problem, don’t start with the data – you should know why you want to do เอาข้อมูลไปเพื่อตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาอะไร ก่อนที่จะระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร

rules 2: embrace transparency – we want consumer to know what data do we have. to make people feel trust. ie. e commerce. – respect and empower your customer. = help customer making the right decision base on they we do co-produce.give me (consumers) the ability that i can’t change but should change .. wisdom to distinguish one from the others. ข้อมูลที่ชั้นให้ไปต้องสามารถช่วยให้ชั้นชีวิตดีขึ้นหรือมีอำนาจในการทำอะไรบางอย่างได้และมีคุณค่าต่อชีวิต

ตัวอย่างที่เราน่าจะเห็นได้ชัดคือการใส่ข้อมูลลงใน social media ต่างๆเรากระทำโดยโคตรเต็มใจเพราะมันทำให้เรามีอำนาจในการแสดงคุณค่าความเป็นตัวตนหรือการที่เราใส่ข้อมูลลงใน sport tracker ต่างๆโดยเต็มใจเพราะเราต้องการดูพัฒนาการของตัวเองในการออกกำลังกายเป็นต้น

เราอยู่ในยุคของการแบ่งปันนักการตลาดที่คิดแต่จะได้ก็จะเสียเปรียบกันหน่อย … แบ่งปันเพื่อประโยชน์ร่วมกันนะจ๊ะ

เรียบเรียงจากข้อมูลตอนหนึ่งของ Andreas Weigend – Allianz Ayudhya Activator
โดยคุณเจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ

ไป่ตู้ ชี้ช่องสื่อออนไลน์มัดใจนักท่องเที่ยวจีนแบบ FIT 0 17459

ไป่ตู้ แอคเซส ชี้สื่อออนไลน์ดึงนักท่องเที่ยว FIT จีนมาไทยเพิ่มขึ้นปี 2018 โดยเฉพาะข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ช่วยในการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก
ไป่ตู้ แอคเซส มั่นใจกลุ่ม FIT ( นักท่องเที่ยวอิสระจีน) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนยังให้ความสนใจ เตรียมกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ต้นปี คาดสิ้นปีจะสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการณ์ที่ปรับตัวเร็ว เข้าหาลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย

นางสาว พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2560 ภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ประเทศได้ราว 20% ของรายได้มวลรวมประเทศ ซึ่งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเป็นอีกลุ่มที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศด้านการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมือร่วมใจกันกระตุ้นการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ต่างพึงพอใจอย่างมาก จากการรายงานสรุปว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 9 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวแบบ FIT หรือ Free and Independent Traveler (นักท่องเที่ยวแบบอิสระ) ที่กินส่วนแบ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึงร้อยละ 42% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สามารถค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ“

โดยจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT คือ เน้นต้องการการท่องเที่ยวแบบอิสระ ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ติดโซเชียล และต้องการบอกต่อเรื่องราวการท่องเที่ยวเหล่านั้นต่อกลุ่มสังคมออนไลน์ ดังนั้นช่องทางการสื่อสารที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ FIT คือ การสื่อสารและส่งมอบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากการที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวมากขึ้น มีจำนวนคนจีนที่สามารถเข้าถึงการสื่อสารทางอินเตอร์เนตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตราว 731 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 1,389 ล้านคน อีกทั้งช่องทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก นำไปสู่การเข้ามาท่องเที่ยวแบบ FIT ที่ต้องการทั้งข้อมูลการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ และข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรที่จะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องการใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น พร้อมทั้งกระตือรือร้นในการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 2561 นี้ ไป่ตู้ แอคเซส คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบ FIT ว่า จะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเก็บประสบการณ์และค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทยยังคงติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่เป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยจุดหมายที่อยู่ในอันดับความสนใจระดับต้นๆ บวกกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เปลี่ยนไป ทำให้สื่อออนไลน์หรือการค้นหาข้อมูลต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้นและการสร้างปริมาณหรือความต้องการในการท่องเที่ยวในจำนวนที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อมา “ พัชรพร กล่าวสรุป